3 ประเด็นต้องใส่ใจ ภายใต้กระแสโลกเปลี่ยน

1729

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กล่าวในงานสัมมนาของ วารสารการเงินธนาคาร “Thailand Next Move 2023 : The Nation Recharge” หัวข้อ “The World Moving Forward in Global Trade 2023” ว่า ในปี 2023 อัตราเร่งของเศรษฐกิจอาจไม่ได้เติบโตได้มากเท่าเดิม โดยภาพรวมของโลกคาดว่าจะอยู่ที่ 3% นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องโลกเปลี่ยนขั้วใน 4 รูปแบบ

โดยขั้วแรกคือ ปัจจุบันในซีกโลกเหนือที่เดิมมีประเทศมหาอำนาจ ประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ในวันนี้การเติบโตอาจจะสู้ขั้วโลกใต้ไม่ได้ ขณะที่ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในโลก โดยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 6% ถัดมาคือ เอเชียใต้ และเอเชียกลาง กลุ่มสุดท้ายที่กำลังเติบโตดีคือแอฟริกา

ขณะที่ขั้วที่สองเป็นเรื่องของการจัดคู่หรือการค้าระหว่างกัน เช่น สหรัฐฯ ได้แสดงบทบาทชัดเจนว่าจะค้ากับแค่ประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป หรือ EU ขณะที่จีนค้าขายกับแค่รัสเซีย หรือ อินเดีย

“เป็นเรื่องของการเปลี่ยนขั้วจากการพบกันทั่วโลก เป็นการพบกันระหว่างเพื่อนสนิท ดังนั้น Global Supply Chain วันนี้จึงเริ่มสั้นลง ซึ่งภาพเหล่านี้เป็นบทเรียนจากโควิดในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา ทุกคนเริ่มสร้าง Supply Chain ของตัวเอง”

สำหรับขั้วที่สาม ปรากฏการณ์ Reshoring หรือกระบวนการส่งกลับการผลิตและการผลิตสินค้ากลับไปยังประเทศของตัวเอง ดังนั้น จะเริ่มเห็นการลงทุนในประเทศเริ่มเติบโตขึ้น

ในส่วนของขั้วที่สี่คือ ที่ผ่านมา หลายประเทศแข่งกันลดค่าเงินเพื่อสนับสนุนการส่งออก แต่ปัจจุบันมีสถานการณ์เงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ยจึงเป็นมาตรฐานในการสู้กับเงินเฟ้อ เมื่อขึ้นดอกเบี้ยเศรษฐกิจในประเทศจึงเริ่มดีขึ้นและค่าเงินเริ่มแข็งขึ้น

ดร.รักษ์กล่าวต่อว่า ดังนั้น ปัจจัยที่ผู้ประกอบการต้องใส่ใจเป็นพิเศษคือ

1.ต้องสนใจเรื่องที่อยู่นอกประเทศมากขึ้น เช่น สงครามรัสเซียยูเครน ว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไรต่อไป รวมไปถึงความขัดแย้งระหว่างอำนาจเก่าและอำนาจใหม่ ตลอดจนเรื่องสงครามในเรื่องดิจิทัล หรือ Tech War ที่เริ่มเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากขึ้น

2.เรื่องการเงินซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว เช่น การขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ทำให้ค่าเงินของไทยอ่อนค่าลงได้ นอกจากนี้ อยากให้ผู้ประกอบการมองหาตลาดใหม่ที่มีการเติบโตดีกว่าตลาดเดิม เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย กัมพูชา เวียดนาม

3.ธุรกิจที่รักโลกและรักสังคม ผู้ประกอบการต้องใส่ใจกับแพ็กเกจสินค้าที่มีความรักโลก ไม่ใช้พลาสติกที่ย่อยสลายยาก ลดการปล่อยคาร์บอน ตระหนักเรื่องการใช้แรงงานเด็ก การใช้แรงงานเกินความจำเป็น เนื่องจากกำลังเป็นกระแสของโลก เป็นการปรับตัวเข้าสู่ New Normal

 

แนะ 4 กลยุทธ์

เพื่อมีที่ยืนบนเวทีโลก

ดร.รักษ์ยังได้ให้คำแนะนำกับผู้ประกอบการว่า การปรับกลยุทธ์สำหรับการทำธุรกิจผู้ประกอบการต้องสามารถปรับตัวเพื่อให้สามารถมีที่ยืนได้ โดย

1. ปรับเปลี่ยนรูปแบบของสินค้าหรือเปลี่ยนฟังก์ชั่นของสินค้า เช่น เปลี่ยนจากการขายหัวหอม เป็น การสกัดน้ำมันจากหัวหอม หรือนำน้ำมันระเหยจากหัวหอมมาผลิตเป็นสินค้าอื่น เช่น แผ่นติดหน้ากากอนามัยให้มีกลิ่นหอมและเพิ่มความสดชื่น

2. การสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเพิ่มประโยชน์ให้กับสินค้าให้มากขึ้น เช่น แทนที่จะขายขมิ้นชัน เปลี่ยนเป็นการขายผงขมิ้น

3.กล้าเปลี่ยนวิธีการทำงานของตัวเอง เริ่มต้นจากการดูแลคน พนักงาน จะทำให้มีพลังในการเปลี่ยนสังคมและชุมชนได้

4.การเพิ่มผลิตภาพ หรือ Productivity เช่น ปรับกระบวนการทำงานให้ดีขึ้นในเวลาที่น้อยลง

“ผู้ประกอบการต้องฝันให้ไกลอยู่บนความกล้าที่มีสติคอยประคอง คุณต้องฝันให้ได้ว่าวันหนึ่งสินค้าของคุณจะได้วางขายบนห้างสรรพสินค้าระดับโลก ปัจจุบัน หากมีการเติมความรู้ก็เป็นเรื่องที่ไม่ไกลเกินฝัน ขณะเดียวกันจะเริ่มเห็นสินค้า OTOP ที่มีการปรับแพคเกจเข้าไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้คนตัวเล็กสามารถมีตัวตนบนเวทีโลกได้”

ดร.รักษ์ ได้กล่าวถึงตลาดที่น่าสนใจในปัจจุบันว่า มีทั้งหมด 3 ตลาด หรือ Triple S โดย

1.Sustainable Economy เป็นตลาดของคนรักโลก ปัจจุบันมูลค่าของการสร้างธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนเติบโตประมาณ 21% ต่อปี ธุรกิจที่มุ่งสู่ Net Zero มีมูลค่าในการมุ่งที่ 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น การอยู่ในวงจรของธุรกิจสะอาดเป็นสิ่งที่มีอนาคต

2.She Economy หรือ สังคมของผู้หญิง ปัจจุบันถ้าต้องการสร้าง Wealth ให้ธุรกิจจะต้องมีความเข้าใจผู้หญิงมากขึ้น นักธุรกิจต้องเข้าใจ Mood and Tone ของผู้หญิง โดยปัจจุบันสัดส่วนของ CEO ที่เป็นผู้หญิงเติบโตจาก 1 ใน 10 เป็น 1 ใน 3 ดังนั้น เจ้านายที่เป็นผู้หญิงจะมีมากขึ้น ขณะที่สาวโสดจะมีจำนวนมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าปกติถึง 30% เนื่องจากไม่มีคนที่ต้องเป็นห่วงหรือดูแล

3.Silver Economy หรือ กลุ่มคนผมสีเทา หรือกลุ่มคนสูงอายุ จากการที่การแพทย์สมัยใหม่ทำให้คนมีอายุยืนขึ้น ดังนั้น สินค้าสำหรับผู้สูงวัยจะเป็นอีกกลยุทธ์จะเป็นอีกปัจจัยที่ผู้ทำธุรกิจต้องปรับตัว

ดร.รักษ์กล่าวว่า กลยุทธ์ของ EXIM ที่จะช่วยในการต่อยอดสำหรับการต่อยอดการส่งออกในปี 2033 คือ 1.EXIM จะพยายามนำตัวเองเข้าไปหาประชาชนมากขึ้น สร้าง SME ที่เป็นคนรุ่นใหม่มากขึ้น 2.EXIM อยากร่วมสร้างอนาคต โดยใช้ Green Financing โดยพยายามปล่อยสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับ Green Financing ให้มากขึ้น 3.ทำให้ผู้ประกอบการมีความกล้า โดยให้ความรู้เรื่องการบริหารความเสี่ยง รวมถึงทำให้ผู้ประกอบการไม่กลัวการเข้าไปในตลาดประเทศเพื่อนบ้าน