รางวัลเกียรติยศกองทุนยอดเยี่ยมแห่งปี กองทุนเปิดเคเคพี SMALL AND MID CAP EQUITY ชนิดทั่วไป (KKP SM CAP) 2565 บลจ.เกียรตินาคินภัทร

567

“บลจ.เกียรตินาคินภัทรมีปรัชญาในการลงทุนที่ชัดเจน โดยจะเน้นปัจจัยพื้นฐานเป็นหลักมองผลตอบแทนการลงทุนจากมุมมองระยะยาวเพื่อความยั่งยืนในการลงทุนและมีการบริหารพอร์ตการลงทุนเชิงรุกโดยคำนึงถึงความเสี่ยงที่เหมาะสมเพื่อเป้าหมายในการสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอกลับสู่นักลงทุนที่ให้ความเชื่อมั่นใน บลจ.เกียรตินาคินภัทร”

รางวัลเกียรติยศกองทุนยอดเยี่ยมแห่งปี 2565

กองทุนเปิดเคเคพี SMALL AND MID CAP EQUITY ชนิดทั่วไป (KKP SM CAP)

สุราช เซที

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมการลงทุนหุ้น

บลจ.เกียรตินาคินภัทร

 

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เกียรตินาคินภัทร จำกัด (KKPAM) ได้รับรางวัลกองทุนยอดเยี่ยมแห่งปี 2565 ประเภทกองทุนหุ้นไทย (Equity Fund) กองทุนเปิดเคเคพี SMALL AND MID CAP EQUITY ชนิดทั่วไป (KKP SM CAP) โดยสามารถสร้างผลงานบริหารกองทุนได้อย่างโดดเด่นด้วยการคัดเลือกหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กจากปัจจัยพื้นฐานที่ดีสามารถมอบผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวพร้อมประเมินความเสี่ยงและสถานการณ์ตลาดอยู่เสมอ

สุราช เซที ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมการลงทุนหุ้น บลจ.เกียรตินาคินภัทร กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้รับรางวัลกับวารสารการเงินธนาคารว่ารู้สึกภูมิใจและถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่นักลงทุนมอบความไว้วางใจใน

บลจ.เกียรตินาคินภัทร โดยจะมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายในการจัดการลงทุนให้มีผลการดำเนินงานที่ดีอย่างยั่งยืนในระยะยาว รวมทั้งออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้หลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการลงทุนของนักลงทุน

 

ใส่ใจหุ้นรายตัว เน้นพื้นฐานดี

ด้วยปรัชญาการลงทุนที่ชัดเจน

สุราชกล่าวว่า กองทุนเปิด KKP SM CAP เป็นกองทุนหุ้นที่มีแนวทางการบริหารเชิงรุก เน้นลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี มีแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการที่ดีในระยะยาว ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจากทีมผู้จัดการกองทุนและทีมนักวิเคราะห์ภายในที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ เบื้องหลังความสำเร็จของกองทุนมาจากกระบวนการลงทุนที่มีประสิทธิภาพนับตั้งแต่การเฟ้นหาหุ้นที่มีโอกาสการเติบโตที่ดี การติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดการตัดสินใจลงทุนอย่างทันท่วงที มีวินัย ตลอดจนประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบและครอบคลุม ทำให้สามารถสร้างพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา

สุราชกล่าวเสริมว่า ในการบริหารกองทุน KKP SM CAP ทีมงานของ บลจ.เกียรตินาคินภัทร ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหุ้น (Stock Selection) เป็นอย่างมาก เป้าหมายคือการค้นหาหุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโตที่ดี และมีราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน (Undervalue Stock) เนื่องจากกองทุนเน้นลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่อาจไม่เป็นที่รู้จักของนักลงทุนและนักวิเคราะห์ภายนอก การติดตามข้อมูลทำได้ยาก ต้องใช้เวลาและความใส่ใจสูง บลจ.เกียรตินาคินภัทร จึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนากระบวนการลงทุนให้มีประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอ และเน้นการทำงานร่วมกันเป็นทีมระหว่างผู้จัดการกองทุน 5 คนและนักวิเคราะห์ภายในอีก 8 คน ในการกลั่นกรอง ติดตามข้อมูลจากผู้บริหารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้จัดการกองทุนสามารถปรับพอร์ตการลงทุนให้เข้ากับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา

 

เปิดมุมมอง 3 ปัจจัยหลักกระทบการลงทุน

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี 2565

สุราชกล่าวต่อว่า ก่อนจะกลับมามองที่ตลาดหุ้นไทย ควรจะมองภาพรวมของตลาดหุ้นโลกก่อนว่ามีทิศทางอย่างไรเพราะจะเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปี โดยให้ความเห็นว่าในปัจจุบันตลาดหุ้นโลกยังมีความผันผวนสูง และมีทิศทางที่ไม่ชัดเจน เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ และยุโรป โดยมีปัจจัยที่กดดันตลาดที่ต้องติดตาม 3 ประการคือ

1. แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารหลักส่วนใหญ่ของโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯที่ดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นอย่างมาก เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เร็วและแรงทำให้มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงจนอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ในระยะถัดมา

2. ความคืบหน้าของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลทำให้ราคาพลังงาน ธัญพืชและอาหารปรับตัวสูงขึ้น จากความไม่สมดุลระหว่างอุปทาน (Demand) และ อุปสงค์ (Supply) ที่ลดลงจากการถูกจำกัดการส่งออกของรัสเซีย ยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับสูง

3. นโยบาย Zero COVID ของจีน ที่ส่งผลทำให้ห่วงโซ่อุปทานเกิดภาวะชะงักงัน (Supply Chain Disruption) การที่รัฐบาลจีนยังคงคุมเข้มในการควบคุมการระบาด และจำกัด

การเดินทางเข้า-ออกประเทศอย่างเข้มงวด หรือที่เรียกว่า นโยบาย Zero COVID ส่งผลให้มีการล็อกดาวน์เมืองอุตสาหกรรมและเมืองท่าที่สำคัญของจีนอีกครั้ง และมีผลทำให้ทั่วโลกยังคงเผชิญกับปัญหาห่วงโซ่อุปทานเกิดภาวะชะงักงัน (Supply Chain Disruption) เนื่องจากจีนเป็นฐานการผลิตในหลายภาคอุตสาหกรรม และเป็นผู้ส่งออก-นำเข้าหลักของหลายประเทศ รวมถึงไทยเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลให้สินค้ามีราคาสูงขึ้นเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อให้ยังคงอยู่ในระดับสูง

 

กลยุทธ์ช่วงเหลือของปี เน้นหุ้น Defensive

สุราชกล่าวว่า โดยรวมตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีหลังนั้น มีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบที่จะเข้ามามีผลกระทบต่อการลงทุน โดยปัจจัยลบที่ต้องติดตามส่วนใหญ่จะมาจากภายนอกดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นที่อาจส่งผลทำให้ตลาดยังคงผันผวนสูงแต่ในขณะเดียวกันก็มีปัจจัยบวกสำหรับตลาดหุ้นไทยอยู่หลายประการเช่นกัน ที่สำคัญที่สุดคือ การเดินหน้าเปิดประเทศอย่างเต็มตัว โดยเริ่มเห็นนักท่องเที่ยวทยอยกลับเข้ามามากขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังเริ่มกลับมาคึกคักได้มากที่สุด

อีกทั้งเงินบาทที่อ่อนค่าลงทำให้บริษัทในตลาดหุ้นเริ่มได้รับอานิสงส์เชิงบวก โดยเฉพาะบริษัทที่มีธุรกิจหลักเกี่ยวกับการส่งออก และ หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด ไทยน่าจะมีการเลือกตั้งในช่วงต้นปี 2566 ดังนั้น อาจจะได้เห็นรัฐบาลเริ่มมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนการเลือกตั้ง

บลจ.เกียรตินาคินภัทร คาดว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ถึงแม้จะยังคงผันผวน แต่มีแนวโน้มสดใสกว่าตลาดหุ้นโลก เนื่องจากไทยพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวที่ถือเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศที่กำลังฟื้นตัวอย่างเต็มที่ และคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยในปี 2565 จะเติบโตประมาณร้อยละ 10 โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่ระดับ 1,480-1,680 จุด

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนของ บลจ.เกียรตินาคินภัทรในช่วงที่เหลือของปีนี้จะเน้นไปที่หุ้น Defensive หุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการส่งออกที่ดีขึ้น หุ้นของกลุ่มบริษัทที่มีความสามารถในการกำหนดราคา (Pricing Power) สามารถผลักต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นไปยังผู้บริโภคได้ และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางทั้งในและต่างประเทศ

สุราชกล่าวว่า ในช่วงที่สถานการณ์ตลาดยังมีความผันผวนสูงอยากให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับการเลือกลงทุนโดยเน้นปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งเป็นหลักเพื่อรักษาผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว สำหรับ บลจ.เกียรตินาคินภัทร จะยังคงรักษาปรัชญาการลงทุนและมาตรฐานการลงทุนที่เข้มแข็งนี้ไว้เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับนักลงทุน อย่างดีที่สุด