ธนาคารกสิกรไทย Bank of the Year 2022

5358

วารสารการเงินธนาคาร ได้ทำการจัดอันดับ ธนาคารแห่งปี Bank of The Year ติดต่อกันปีนี้เป็นปีที่ 39 แล้ว เพื่อยกย่องธนาคารที่มีผลประกอบการยอดเยี่ยมและสร้างความโดดเด่นทางธุรกิจ ซึ่งการจัดอันดับ ธนาคารแห่งปี 2565 Bank of the Year 2022 ในปีนี้ได้ใช้ผลประกอบการในรอบปี 2564 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2564 ของธนาคารพาณิชย์ 13 แห่ง มาพิจารณาจัดอันดับ

ธนาคารกสิกรไทยครองแชมป์
Bank of the Year 2022

สำหรับผลการจัดอันดับในปี 2565 นี้ ปรากฏว่า ธนาคารกสิกรไทย ได้ครองแชมป์ ธนาคารแห่งปี 2565 Bank of the Year 2022ดยในปี 2564 ธนาคารกสิกรไทย มีกำไรสุทธิสูงเป็นอันดับ 1 ของระบบธนาคารพาณิชย์ โดยมีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 38,052.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,565.60 ล้านบาท หรือ 29.05% มีกำไรต่อหุ้นสูงเป็นอันดับ 1 ที่ 15.77 บาท และมีรายได้รวม 258,001.38 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 1 เช่นเดียวกัน
ในปี 2565 ธนาคารได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและตอบโจทย์ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
           1.เป็นผู้นำในการให้บริการชำระเงินในทุกแพลตฟอร์มดิจิทัลและรองรับทุกประเภทของการชำระเงินใน Ecosystem ของลูกค้า (Dominate Digital Payment) เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าธุรกิจและลูกค้าบุคคลได้ครบวงจรและมีความปลอดภัยเชื่อถือได้ ในเวลาและสถานที่ที่ลูกค้าต้องการ รวมถึงใช้การวิเคราะห์ข้อมูลการใช้บริการเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่เหมาะสมและตรงใจ
          2.ยกระดับการปล่อยสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อบุคคล (Reimagine Commercial & Consumer Lending) โดยนำข้อมูลธุรกรรมทางการเงินของลูกค้าและคู่ค้าในห่วงโซ่ธุรกิจ มาวิเคราะห์และคัดกรองลูกค้าที่มีความสนใจและมีศักยภาพในการชำระหนี้ เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าในช่องทางที่เหมาะสม สามารถบริหารจัดการต้นทุนและความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเข้าถึงลูกค้าบุคคลรายเล็กผ่านช่องทางดิจิทัล
          3.ขยายบริการด้านการลงทุนและการรับประกันภัยไปยังลูกค้าที่ยังไม่เคยใช้บริการ (Democratize Investment & Insurance) สำหรับลูกค้าธุรกิจและลูกค้ารายใหญ่ โดยจัดให้มีผู้ดูแลความสัมพันธ์ในการให้คำปรึกษา ส่วนลูกค้ารายเล็ก ได้พัฒนาแพลตฟอร์มที่อำนวยความสะดวกในการลงทุนด้วยตนเอง พร้อมข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้ลูกค้าได้ศึกษาอย่างเพียงพอ บนต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
          4.เจาะตลาดและขยายการเติบโตทางธุรกิจในประเทศภูมิภาค AEC+3 (Penetrate Regional Market) ด้วยกลยุทธ์รุกขยายสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจ โดยอาศัยความได้เปรียบด้านความสัมพันธ์ที่มีกับลูกค้าธนาคาร รวมทั้งขยายฐานลูกค้าผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรธนาคารในสาธารณรัฐประชาชนจีน และการพัฒนาช่องทางดิจิทัลในการทำธุรกรรมทางการเงินในประเทศภูมิภาค AEC และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่รองรับการให้สินเชื่อดิจิทัล
ทั้งนี้ โดยตั้งเป้าหมายภายในปี 2566 จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ของธุรกิจในต่างประเทศเป็น 5% ของรายได้ธนาคาร
          5.ยกระดับประสบการณ์บริการและการขาย (Strengthen Harmonized Sale & Services Experience) ผ่านการประสานอย่างไร้รอยต่อระหว่างช่องทางบริการของธนาคารกับพันธมิตร เพื่อให้ลูกค้าทำธุรกรรมได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วยรูปแบบบริการและการขายที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย
         6.เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เพื่อสร้างคุณค่าที่มาจากการใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพทั้งทรัพยากรบุคคล ข้อมูล การเงิน และเทคโนโลยี (Improve Value-Based Productivity) อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ขณะเดียวกัน ธนาคารมีการยกระดับความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ตามโครงการ Transformation ทั้ง 8 โครงการอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ 1) การร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในการสร้าง Ecosystem ควบคู่กับการพัฒนาช่องทางการขายและให้บริการของธนาคาร เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า (Ecosystem Partnership & Harmonized Channel) 2) การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเสนอสินเชื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย (Intelligent Lending) 3) การบริหารความเสี่ยงด้านต่างๆ และแนวทางการป้องกันในเชิงรุก (Proactive Risk & Compliance Management) 4) การพัฒนาบริการรับชำระเงินระหว่างประเทศ (Regional Payment & Settlement) 5) การพัฒนาความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Data Analytics) 6) ความปลอดภัยด้านไซเบอร์ (Cyber Security)7) การพัฒนาศักยภาพของพนักงานเพื่อมุ่งสู่การเป็น Agile Organization (Performing Talent and Agile Organization) และ 8) พัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย ให้ธนาคารเป็นผู้ให้บริการทางการเงินชั้นนำในระดับภูมิภาค (Modern World Class Technology Capability)
ทั้งนี้ ธนาคารมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงมุ่งพัฒนานวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้มากกว่าบริการทางการเงินในปัจจุบัน เช่น การส่งเสริมการคิดค้นและพัฒนาเพื่อสนับสนุนธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Business) ให้เกิดการนำมาใช้จริง เช่น มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (EV Bike) เป็นต้น และการให้บริการด้านสินทรัพย์ดิจิทัล โดยจัดตั้ง บริษัท คิวบิกซ์ ดิจิทัล แอสเสท จำกัด (Kubix) เพื่อให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) ในตลาดแรกผ่านบล็อกเชน
นอกจากนี้ ธนาคารจะเดินหน้าปฏิบัติภารกิจตามความมุ่งมั่นในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Commitment) ตามเจตนารมณ์ที่ได้ประกาศไว้ พร้อมผลักดันประเทศไทยและลูกค้าของธนาคารก้าวสู่เศรษฐกิจการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ไปด้วยกัน
โดยธนาคารให้ความสำคัญไม่เพียงมิติสิ่งแวดล้อม แต่รวมทั้งมิติสังคม และธรรมาภิบาลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะนำไปสู่ผลตอบแทนในระยะยาวต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม และส่งมอบสังคมและโลกที่ยั่งยืนให้แก่คนรุ่นต่อไป

อันดับ 2 ธนาคารไทยพาณิชย์

ปี 2564 ธนาคารไทยพาณิชย์ มีกำไรสุทธิ 35,598.82 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,381.22 ล้านบาท หรือ 30.79% โดยปี 2565 ธนาคารไทยพาณิชย์ อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจทางการเงินไทยพาณิชย์ โดยโครงสร้างใหม่จะมีบริษัท SCBX ขึ้นเป็นบริษัทแม่ของกลุ่ม ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ต้องการเป็น The Most Admired Financial Technology Group in ASEAN ได้มีการตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าให้ถึง 200 ล้านราย ครอบคลุมทั้งในประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคอาเซียน
โดยในส่วนของธนาคารที่ยังคงเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มนั้น จะมีการดำเนินกลยุทธ์ในรูปแบบความระมัดระวัง ท่ามกลางความเปราะบางของสภาพทางเศรษฐกิจ โดยธนาคารยังคงให้ความสำคัญต่อการบริหารคุณภาพของสินทรัพย์ ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือลูกค้าให้ผ่านช่วงวิกฤติให้ได้มากที่สุด และอยู่ระหว่างการดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวแบบเบ็ดเสร็จให้ลูกค้า ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565
ในขณะเดียวกัน ธนาคารจำเป็นต้องบริหารค่าใช้จ่ายองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ มีการรับเทคโนโลยีมาใช้นำไปสู่ความสามารถในการปรับรูปแบบการให้บริการ และการพึ่งพาสาขาที่ลดลง ธนาคารจึงได้เริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนรูปแบบสาขาต่อไป โดยมีการปรับทักษะและศักยภาพของพนักงานของธนาคารให้เหมาะสมกับรูปแบบการทำธุรกิจในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง และธนาคารจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการทางดิจิทัลให้มากขึ้นต่อไป ภายใต้กรอบการเติบโตที่ยั่งยืนของธนาคาร
ในส่วนของการเติบโตทางธุรกิจนั้น ธนาคารเน้นธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและธุรกิจนายหน้าขายประกัน โดยไม่เน้นการขยายขนาดของสินทรัพย์แต่ใช้ประโยชน์จากการขยายฐานลูกค้าผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อให้เกิด Eco System และการนำข้อมูล และเทคโนโลยีมาใช้เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้ตรงจุดและรวดเร็วยิ่งขึ้น ภายใต้จุดมุ่งหมาย “เพื่อเป็นธนาคารที่ดีขึ้น” ธนาคารมีกลยุทธ์หลักดังนี้
            1.เปลี่ยนจากการเป็นธนาคารที่ทำทุกอย่างเพื่อทุกคน (Universal Bank) เป็นการเลือกโฟกัสในบางธุรกิจเพื่อให้สามารถทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และจะเน้นการเติบโตในธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและและธุรกิจนายหน้าขายประกันเป็นหลัก
           – การเติบโตจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ธุรกิจการบริหารความมั่งคั่งในประเทศไทยยังคงเป็นธุรกิจที่คงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ธนาคารจึงมีแนวทางยกระดับขีดความสามารถในการให้บริการและเสริมสร้างประสบการณ์บริการที่สะดวกและตอบโจทย์ลูกค้า ผ่านความร่วมมือของบริษัทในกลุ่ม ทั้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBAM) และ บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) ในการสร้างแพลตฟอร์มการลงทุน (Investment Platform) เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนและบริการให้คำปรึกษาในทุกรูปแบบบนแพลตฟอร์มเดียว
นอกจากนี้ ธนาคารจะเพิ่มโมเดลธุรกิจการบริหารความมั่งคั่งด้วย Artificial Intelligence (AI) และนำ Robo – Advisor เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริการ ซึ่งจะทำให้ธนาคารมีโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจง (Personalization) ได้ดีขึ้นหลากหลายมากขึ้น นอกจากนี้ บริษัท SCB Julius Baer ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ธนาคารสามารถตอบโจทย์ในส่วนของลูกค้า High Net Worth ได้อย่างตรงจุดมากขึ้น
           – การเติบโตจากธุรกิจนายหน้าขายประกัน ผ่านความร่วมมือของบริษัทพันธมิตร ธุรกิจประกันชีวิตยังคงเป็นธุรกิจที่ธนาคารมีความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโต ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ธนาคารมีแผนในการพัฒนาช่องทางการขายประกันด้วยรูปแบบธุรกิจใหม่ และร่วมมือกับเอฟดับบลิวดีเพื่อเพิ่มศักยภาพทางคุณภาพและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ เพื่อขยายธุรกิจกับฐานลูกค้าของธนาคาร โดยมีบริษัท SCB Protect ซึ่งเป็นบริษัทลูกของธนาคารทำหน้าที่ดูแลเรื่องธุรกิจประกันให้กับธนาคาร
           2.เติบโตธุรกิจอย่างมีคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ เน้นคุณภาพ (Balanced Growth) พิจารณาความสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเป็นหลัก ไม่ให้เกิดการรับความเสี่ยงที่มากเกินไป รวมไปถึงการบริหารจัดการความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์ และราคาของผลิตภัณฑ์/บริการที่นำเสนอให้ลูกค้าของธนาคารอย่างเหมาะสม เพื่อความเป็นธรรมและยั่งยืนในธุรกิจ
           3.ใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีนำช่องทางการให้บริการในรูปแบบเดิม เพื่อลดต้นทุนการให้บริการ สร้างให้เกิด Ecosystem ใหม่ๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างมากขึ้น ใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลและศักยภาพด้านเทคโนโลยีและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้ดีขึ้น เร็วขึ้นในต้นทุนที่ถูกลง
          4.สร้างวินัยทางการเงิน ทั้งในเรื่องการบริหารจัดการเงินทุนของธนาคาร และการบริหารต้นทุนธุรกิจให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

อันดับ 3 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

ในปี 2564 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีกำไรสุทธิ 33,794.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,754.41 ล้านบาท หรือ 46.68% โดยในปี 2565 นี้เป็นปีที่ 2 ของแผนธุรกิจระยะกลางฉบับที่ 3 ที่ครอบคลุมปี 2564 ถึง 2566 โดยมีพันธกิจในการเป็น “สถาบันการเงินไทยที่เป็นที่หนึ่งในใจลูกค้า พร้อมเชื่อมโยงความต้องการของลูกค้าทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน” โดยสนับสนุนลูกค้าของธนาคาร “เดินหน้าสู่อาเซียนกับกรุงศรี” (Go ASEAN with Krungsri) ผ่าน 3 แกนหลัก คือ
           1.การพาลูกค้าของธนาคารไปให้ไกลกว่าประเทศไทย (Beyond Thailand) ด้วยการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายที่เข้มแข็งของ MUFG และความแข็งแกร่งของธนาคารในการเชื่อมโยงตลาดในภูมิภาคอาเซียน ปัจจุบันได้ให้บริการลูกค้าไปแล้วมากกว่า 500,000 บัญชี ใน กัมพูชา สปป.ลาว และ ฟิลิปปินส์ รวมมูลค่าสภาพคล่องแล้วกว่า 64,000 ล้านบาท
สำหรับลูกค้าคนไทย ธนาคารยังคงเดินหน้าขยายโซลูชั่นในการเพิ่มมูลค่าในการทำการค้าระหว่างประเทศ (cross-border value chain solutions) ในอุตสาหกรรมต่างๆ และบริการให้คำปรึกษาเพื่อช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับลูกค้าธุรกิจไปเติบโตใน 9 ประเทศทั่วทั้งอาเซียน และอีกมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ผ่านเครือข่ายของ MUFG
นอกจากนี้ ยังขยายบริการธุรกรรมการโอนเงินระหว่างประเทศ ทั้งสำหรับลูกค้ารายย่อยและลูกค้าธุรกิจให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่มีการเชื่อมต่อบริการ 3 ประเทศในปีที่ผ่านมา ให้เป็น 8 ประเทศ ภายในปี 2565 โดยปัจจุบันนี้ มีธุรกรรมการชำระเงินและการโอนระหว่างประเทศในอาเซียนผ่านธนาคารแล้วมากกว่า 500,000 ครั้ง มูลค่ารวมมากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
            2.การเป็นพันธมิตรที่ลูกค้าไว้วางใจผ่านการให้บริการที่เป็นมากกว่าสถาบันการเงิน (Beyond Banking) ทั้งลูกค้าธุรกิจและลูกค้ารายย่อย เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในแต่ละวัน โดยการสร้างระบบนิเวศที่สำคัญครอบคลุมในสามขอบข่ายคือ ยานยนต์ ที่อยู่อาศัย และการพาณิชย์ (Mobility, Living, Commerce)
ในปีนี้ ธนาคารยังคงเดินหน้าสร้างพันธมิตรในกลุ่มธุรกิจหลากหลาย ทั้งธุรกิจด้านพลังงาน โทรคมนาคม ประกัน อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจรายย่อยและเชิงพาณิชย์ต่อไป รวมถึงเรากำลังทำงานร่วมกับพันธมิตรใน Digital Assets และ Private Markets เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีเอกลักษณ์และน่าสนใจให้กับลูกค้าของธนาคาร
นอกจากนี้แล้ว ธนาคารได้ร่วมมือกับ MUFG ดำเนินการตามแนวทางการทำธุรกิจ ESG ด้วยเป้าหมายที่จะเป็นองค์กรที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของธนาคารภายในปี 2573 และจากการให้บริการทางการเงินภายในปี 2593 อีกทั้งยังมุ่งมั่นเป็นผู้นำด้านการเงินที่คำนึงถึง ESG และสนับสนุนลูกค้าของเราให้บรรลุสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนไปด้วยกัน
           3.การทํามากกว่าเทคโนโลยี (Beyond Tech) ด้วยการพัฒนาด้านดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อเชื่อมโยงความต้องการของลูกค้า โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายและการลงทุนในด้านเทคโนโลยีระดับโลกของ MUFG ในปี 2565 ธนาคารจะเน้นเรื่องการขยาย API เชื่อมโยงกับธนาคารพันธมิตรในอาเซียน การร่วมสร้าง AI Tech Lab กับ MUFG และพันธมิตร เช่น Grab การเป็นผู้นำในโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินอัจฉริยะ และแพลตฟอร์มเชิงพาณิชย์ ให้กับตลาดทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ โดยวางแผนลงทุนในด้านไอทีปีนี้ที่ 7,000-8,000 ล้านบาท

อันดับ 4 ธนาคารกรุงเทพ

          ในปี 2564 ธนาคารกรุงเทพ มีกำไรสุทธิ 26,507.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,326.46 ล้านบาท หรือ 54.28% สำหรับยุทธศาสตร์และแผนธุรกิจของธนาคารในปี 2565 ธนาคารมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง เพื่อรักษาความมั่นคงของธนาคารและดูแลสินทรัพย์ของลูกค้าให้ปลอดภัย            โดยธนาคารเน้นการสร้างความเติบโตให้แก่สินทรัพย์ด้วยความรอบคอบระมัดระวัง ให้ความสำคัญทั้งในด้านขนาดและด้านคุณภาพ เพื่อให้มีเงินกองทุนที่เพียงพอและสภาพคล่องที่เหมาะสม รวมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ทั้งที่เป็นผลิตภัณฑ์ของธนาคารเอง และส่วนที่ร่วมพัฒนากับพันธมิตร เพื่อให้ผลิตภัณฑ์และบริการของธนาคารพร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ
ธนาคารเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากจุดเด่นที่มีอยู่ นั่นคือ การเป็นธนาคารไทยในระดับภูมิภาคที่มีฐานลูกค้าเข้มแข็ง ทั้งในประเทศไทยและประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีตลาดในประเทศขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน รวมทั้งในตลาดสำคัญอื่นๆ ในเอเชีย
ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนลูกค้าด้วยบริการทางการเงินที่เชื่อมโยงถึงกันและเอื้ออำนวยสำหรับการดำเนินธุรกิจ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ เพื่อสร้างคุณค่าร่วมให้ทุกฝ่ายเจริญเติบโตไปด้วยกันอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน โดยการดำเนินธุรกิจธนาคารมุ่งเน้น 5 ด้านคือ
          1.Business for the Future ธนาคารกำลังพัฒนาระบบการบริหารความเสี่ยงให้มีกระบวนการทำงานที่กระชับขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติต่างๆ เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงของธนาคารมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ในขณะที่ลูกค้าได้รับการบริการที่ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และรวดเร็วยิ่งขึ้น
          2.Wealth and Wellbeing มุ่งเน้นการขยายขอบข่ายบริการทางการเงินให้ครอบคลุมกลุ่มลูกค้า เพื่อสนับสนุนลูกค้าในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเงิน ให้พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ในอนาคต
          3.Quality Growth สนับสนุนลูกค้าในการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งตลาดในประเทศไทยและในภูมิภาค
          4.Platform Partners ร่วมมือกับพันธมิตรหลากหลายทั่วทั้ง Ecosystem เพื่อให้บริการทางการเงินที่เป็นนวัตกรรมล่าสุดและสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า
          5.Intelligent Organization ส่งเสริมบุคลากรในการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อให้มีความเข้าใจประเด็นที่เกี่ยวข้องอย่างถ่องแท้ สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่างๆ ทั้ง AI, Machine Learning และระบบ Automation เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงาน

อันดับ 5 ธนาคารเกียรตินาคินภัทร

ในปี 2564 ธนาคารเกียรตินาคินภัทร มีกำไรสุทธิ 6,318.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,194.78 ล้านบาท หรือ 23.32% ในปี 2565 กลุ่มธุรกิจเกียรตินาคินภัทรตั้งเป้าหมายในการเป็นสถาบันการเงินที่มีผลการดำเนินงานเป็นเลิศ ภายใต้การดำเนินงานใน 3 ธุรกิจหลักคือ
         1. ธุรกิจด้านการให้สินเชื่อ (Credit Business) และธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยในส่วนของธุรกิจการให้สินเชื่อจะเน้นการให้บริการด้านสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่อาศัยกระบวนการทำงานที่เป็นระบบ รวดเร็ว มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐาน อาศัยการพัฒนาช่องทางการขาย เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการพัฒนาช่องทางการขยายสินเชื่อ และการให้บริการทางด้านธุรกรรมต่างๆ ผ่านช่องทางดิจิทัล การร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ ภายใต้การบริหารความเสี่ยงที่ดี
         2. ธุรกิจ Private Banking ซึ่งเป็นธุรกิจการให้บริการสำหรับลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูง เป็นธุรกิจที่กลุ่มธุรกิจฯ มีความเชี่ยวชาญมายาวนาน จะเน้นการสร้างผลตอบแทนและทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลาย โดยอาศัยความร่วมมือกันของทั้งธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในเรื่องของการใช้ประโยชน์จากฐานลูกค้าและช่องทางสาขา และธุรกิจตลาดทุนในเรื่องความเชี่ยวชาญด้านการให้บริการเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุน (Wealth Management)
โดยมุ่งขยายสินทรัพย์ภายใต้การบริหารอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ทั้งการให้บริการทางการเงินภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านการให้บริการ Wealth Management
         3. ธุรกิจ Investment Banking โดยเป้าหมายของธุรกิจ Investment Banking จะเป็นการดำเนินงานร่วมกันของหลายหน่วยงานภายใต้ธุรกิจธนาคารพาณิชย์และธุรกิจตลาดทุนเพื่อให้กลุ่มธุรกิจฯ สามารถให้บริการผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสในการหาผลตอบแทน สร้างสมดุลของรายได้ และรักษาส่วนแบ่งตลาด

อันดับ 6 ธนาคารกรุงไทย

ในปี 2564 ธนาคารกรุงไทย มีกำไรสุทธิ 21,588.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,856.71 ล้านบาท หรือ 29.03% สำหรับแผนธุรกิจของธนาคารในปี 2565 จะให้ความสำคัญในเรื่องดังต่อไปนี้
             1.ธุรกิจหลักเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ธนาคารยังคงเน้นการปล่อยสินเชื่อธุรกิจรายย่อยที่ครอบคลุมกับความต้องการทุกประเภท และให้ความสำคัญกับการปล่อยสินเชื่อออนไลน์มากขึ้น รวมทั้งสินเชื่อที่ช่วยปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ (Business Model) และปรับกระบวนการผลิต
สำหรับธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต และสอดคล้องกับยุค New Economy ภายใต้ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่เหมาะสม โดยตั้งเป้ารักษาระดับ Coverage Ratio ให้อยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังไม่แน่นอนและปัญหา NPL ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
           2.ปรับกระบวนการภายในให้เป็น Process Digitalization โดยธนาคารมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT และ Digitalization อย่างต่อเนื่อง คู่ขนานไปกับการรักษาระดับ Cost to Income Ratio ให้อยู่ในระดับเดิมจากประสิทธิภาพที่สูงขึ้นของระบบ IT การปรับกระบวนการการทำงาน การกำหนดค่าใช้จ่ายด้านพนักงานที่เหมาะสม รวมทั้งการเพิ่ม Productivity ของพนักงาน
          3.ค้นหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ผ่านอินฟินิธัส บาย กรุงไทย (Infinitas by Krungthai) ซึ่งมุ่งเน้นการให้บริการด้านการพัฒนา Innovation & Digital Platform ต่างๆ ตามยุทธศาสตร์เรือเร็ว (Speed Boat) เน้นสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ธุรกิจในยุค New Normal และรองรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของคนไทย โดยการพัฒนาแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ให้เป็น Thailand Open Digital Platform เพื่อทำให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการใช้บริการทางการเงินผ่านระบบดิจิทัลได้ง่าย สะดวก ทั่วถึงและเท่าเทียม
พร้อมมุ่งสู่การสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์มของประเทศ (Thailand Digital Platform) ของคนไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยและของประเทศผ่านแอปพลิเคชั่น”เป๋าตัง” เป็นตัวหลัก ที่จะเป็นมากกว่าการให้บริการทางการเงิน (Beyond Banking) และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างครบวงจร
นอกจากนี้ ธนาคารยังให้ความสำคัญในการต่อยอดธุรกิจจากโครงการภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐานการเงินต่างๆ ที่ธนาคารมีส่วนร่วมดำเนินการผ่านการต่อยอดจากธุรกิจจากคู่ค้าของลูกค้า (X2G2X) ที่เริ่มต้นจากลูกค้าหลักของธนาคาร คือ ภาครัฐ (Government) เชื่อมโยงไปสู่ภาคธุรกิจที่เป็นคู่ค้าของลูกค้าในห่วงโซ่อุปทาน
โดยเชื่อมโยงกันด้วยประสิทธิภาพเทคโนโลยีของ Krungthai Business Platform ผ่านความร่วมมือ (Synergy) ทั้งในส่วนของธนาคาร บริษัทในกลุ่มธุรกิจของธนาคาร และพันธมิตรทุกกลุ่ม ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับศักยภาพของ Platform ทำให้ธนาคารสามารถนำเสนอบริการทางการเงินต่างๆ ตอบโจทย์ทุกความต้องการอย่างแท้จริง
            4.ยกระดับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านดิจิทัลที่มีความเชี่ยวชาญและหลากหลาย ธนาคารส่งเสริมการพัฒนาทักษะและเสริมศักยภาพองค์ความรู้ใหม่ให้กับพนักงาน (Upskill/Reskill) เพื่อเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นและเหมาะสมต่อการขับเคลื่อนธุรกิจของธนาคาร มุ่งสร้างวัฒนธรรมองค์กรโดยยึดหลัก “One unite goal as a F1 Team” ภายใต้การคิดแบบนอกกรอบ
ซึ่งมีรูปแบบการทำงานที่ต้องอาศัยความรวดเร็ว ประสบการณ์ การทำงานแบบบูรณาการ (Integrate) ความคล่องตัว (Agile) ความเชื่อถือได้ (Reliable) ความแม่นยำ (Accurate) และความปลอดภัย (Secure)
นอกจากนี้ ธนาคารมีการร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำในระดับโลกเพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านดิจิทัล เช่น ร่วมกับ Accenture จัดตั้งบริษัท Arise by Infinitas เพื่อเพิ่มศักยภาพและทรัพยากรบุคคลทางด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลโดยเฉพาะ ที่จะร่วมกันสร้างโอกาสสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำในระดับภูมิภาคและในระดับโลก
             5.ดำเนินธุรกิจอยู่บนความโปร่งใสและความยั่งยืน ธนาคารยึดมั่นในหลักบรรษัทภิบาล ให้ความสำคัญในเรื่อง Zero Tolerance รวมทั้งคำนึงถึงหลัก ESG (Environment, Social and Governance) ในการดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ เพื่อดูแลคนไทย เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

อันดับ 7 ธนาคารทิสโก้

ในปี 2564 ธนาคารทิสโก้ มีกำไรสุทธิ 4,002.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 215.83 ล้านบาท หรือ 5.70% โดยแผนกลยุทธ์ในปี 2565 ของกลุ่มทิสโก้จะมุ่งเน้นในประเด็นต่อไปนี้
        1.เร่งการเติบโตของสินเชื่อเช่าซื้อ และสินเชื่อเพื่อการบริโภคในกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยมุ่งเน้นการขยายธุรกิจสินเชื่อรถยนต์เช่าซื้อรถมือสอง สินเชื่อรถบรรทุก และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์และมอเตอร์ไซค์
        2.เพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจนายหน้าประกันชีวิตและประกันภัย และธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง โดยธุรกิจนายหน้าประกันจะขยายการเติบโตผ่านการพัฒนาช่องการเข้าถึงลูกค้า Customer Touchpoint ทั้งจากพันธมิตรทางธุรกิจ ช่องทางดิจิทัลและฐานลูกเดิมของกลุ่มทิสโก้ ในส่วนของธุรกิจธุรกิจบริหารความมั่งคั่งจะมุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้าในกลุ่ม Mass-Affluent ผ่านบริการลงทุน นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ และที่ปรึกษาการลงทุ
        3.เพิ่มลูกค้าผ่านแพลตฟอร์มทางดิจิทัล โดยผสานบริการทางดิจิทัลกับธุรกิจหลักเพื่อปรับปรุงรูปแบบการดำเนินธุรกิจและรูปแบบการให้บริการใหม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการให้บริการแก่ลูกค้า รวมถึงรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว
        4.ขยายช่องทางสาขาเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ โดยการขยายสาขาสมหวังในต่างจังหวัดให้ครอบคลุมมากขึ้น ตลอดจนขยายช่องการเข้าถึงบริการผ่านเครือข่ายของพันธมิตรทางธุรกิจ
        5.พัฒนาการดำเนินธุรกิจให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ด้วยการยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ และการตัดสินใจโดยมีข้อมูลเป็นพื้นฐาน ตลอดจนการปลูกฝังทัศนคติเชิงบวก และวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ สร้างความพร้อมขององค์กรให้สอดคล้องกับการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป
        6.ให้ความสำคัญในการบริหารความเสี่ยง ที่สอดคล้องไปกับแผนธุรกิจ รวมถึงการกำกับดูแลธุรกิจในเชิงรุกและมุ่งสู่การเป็นสถาบันการเงินที่เติบโตอย่างยั่งยืน

อันดับ 8 ธนาคารยูโอบี

ในปี 2564 ธนาคารยูโอบี มีกำไรสุทธิ 4,641.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,991.01 ล้านบาท หรือ 181.27% ในช่วงปี 2565 ธนาคารได้ดำเนินการพัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการให้บริการของธนาคารผ่านโทรศัพท์มือถือและออนไลน์ เช่น UOB Mighty และ TMRW รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการด้านดิจิทัล เช่น การบริหารเงินสด รวมถึงโซลูชั่นด้านการเงินและความมั่งคั่ง
โดยธนาคารยังคงมุ่งมั่นช่วยให้ธุรกิจของลูกค้าเติบโตและบรรลุเป้าหมายทางการเงิน และเพื่อให้ธนาคารยังสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีคุณภาพ และบริการที่ดี ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้า
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2565 ถือเป็นก้าวสำคัญอีกครั้งของธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เนื่องจากธนาคารได้บรรลุข้อตกลงเพื่อเข้าซื้อธุรกิจลูกค้ารายย่อยกับซิตี้กรุ๊ป ซึ่งรวมถึงสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันและมีหลักประกัน ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง และธุรกิจเงินฝากรายย่อย โดยการเสนอซื้อกิจการครั้งนี้ เป็นข้อตกลงในการปรับเปลี่ยนภายใต้ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่ง และขยายขอบเขตธุรกิจของธนาคารยูโอบีในภูมิภาคอาเซียน

อันดับ 9 ธนาคารทหารไทยธนชาต

ในปี 2564 ธนาคารทหารไทยธนชาต มีกำไรสุทธิ 10,474.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 361.87 ล้านบาท หรือ 3.58% ในปี 2565 ธนาคารได้กำหนดเป้าหมายทางกลยุทธ์ 7 ประการที่จะช่วยผลักดันให้ธนาคารสามารถบรรลุเป้าหมาย ดังนี้
          1.ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ธนาคารมีแนวทางการทำธุรกิจที่มองลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ธนาคารจึงรวบรวมความเข้าใจในความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้า เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการ ช่วยบริหารประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังดำเนินการวัดความพึงพอใจในประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำผลที่ได้มาปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
          2.สร้างความเป็นเลิศด้านผลิตภัณฑ์เงินฝากและธุรกรรมทางการเงิน ธนาคารได้ใช้กลยุทธ์การใช้เงินฝากเป็นตัวนำ (Deposit-led strategy) เพื่อสร้างความแตกต่างทางการแข่งขันเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์เงินฝาก และธุรกรรมทางการเงินที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ดีที่สุด ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวจะทำให้ธนาคารมีความใกล้ชิดและเข้าใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ธนาคารสามารถเป็นธนาคารหลักของลูกค้าได้
         3.รักษาความเป็นผู้นำด้านสินเชื่อรถยนต์และการนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อครบวงจร ภายหลังการรวมกิจการกับธนาคารธนชาต ธนาคารยังคงต่อยอดความสำเร็จของธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ และนำจุดแข็งของธุรกิจทั้งด้านพนักงาน เครือข่ายตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ และความแข็งแกร่งของแบรนด์มาเพิ่มขีดความสามารถของผลิตภัณฑ์สินเชื่ออื่นๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมมากขึ้น ยังช่วยให้ธนาคารมีความสามารถในการแข่งขันและปรับตัวได้ทันต่อสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปได้ดียิ่งขึ้น และคงความเป็นผู้นำในด้านสินเชื่อรถยนต์
         4.สร้างรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอย่างยั่งยืน ธนาคารให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอย่างยั่งยืนมาโดยตลอด เพราะรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะส่งผลให้ธนาคารสามารถบริหารเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต และผลิตภัณฑ์การลงทุน เป็นต้น ทั้งนี้ ธนาคารได้ใช้โมเดลธุรกิจแบบผู้แทนจำหน่ายและ Open Architecture
โดยมุ่งเน้นการคัดเลือกพันธมิตรทางธุรกิจและผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด เพื่อนำแสนอแก่ลูกค้าผ่านช่องทางการขายต่างๆ ด้วยกลยุทธ์ดังกล่าว ธนาคารสามารถการสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในสภาวะผันผวนของวัฏจักรธุรกิจได้และยังสามารถมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า
         5.ใช้เงินทุนและบริหารสภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพ ธนาคารมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะบรรลุเป้าหมายกำไรสุทธิตามความคาดหวังของนักลงทุน โดยวางเป้าหมายที่จะบรรลุอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นที่อยู่ในระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยของธนาคารชั้นนำ ภายใน 3-5 ปี เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ธนาคารได้มุ่งเน้นการเติบโตธุรกิจโดยพิจารณาจากโอกาสการสร้างผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น
         6.สร้างความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ปัจจุบันการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น ขณะเดียวกัน การระบาดของโรคโควิด-19 ได้เร่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และเพิ่มความตระหนักถึงความสำคัญในการใช้บริการทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัล
ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าที่จะปรับบริการทั้งหมดในรูปแบบดิจิทัลภายใต้หลักคิดของ “Digital-First Operating Model” พร้อมด้วย Human Touch เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าของธนาคารผ่านช่องทางดิจิทัล หรือที่เรียกว่า “Humanized Digital Banking” หรือ ดิจิทัลแบงกิ้งที่เป็นมิตรและรู้ใจ เพื่อให้ดิจิทัลโซลูชันของธนาคารสามารถตอบโจทย์และมีประโยชน์ต่อลูกค้าอย่างแท้จริง
          7.ผนึกพลังสร้างการเติบโต หลังการรวมกิจการ ธนาคารได้รับประโยชน์ที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน (Synergies) จากการรวมกิจการ 3 ส่วนคือ ประโยชน์ด้านงบดุลที่จะทำให้มูลค่าของกิจการเพิ่มขึ้นจากการมีงบดุลที่เหมาะสม (Balance Sheet Optimization) ผ่านการใช้สินทรัพย์และการจัดหาเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ประโยชน์ด้านต้นทุนจากขนาดกิจการที่ใหญ่ขึ้น (Scale) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการรวมกันของหน่วยงานสนับสนุนที่สำคัญ เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การบริหารจัดการกระบวนการทำงาน เป็นต้น
และประโยชน์ด้านรายได้ การดำเนินงานร่วมกันจะทำให้มีประสิทธิภาพในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้กับลูกค้าได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น รวมถึงความสามารถในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ จากฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

อันดับ 9 ธนาคารไอซีบีซี (ไทย)

ในปี 2564 ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) มีกำไรสุทธิ 2,652.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 266.97 ล้านบาท หรือ 11.19% ในปี 2565 ธนาคารยังคงยึดหลักการดำเนินงานด้วยความระมัดระวังภายใต้กรอบการบริหารที่ครอบคลุมความเสี่ยงรอบด้าน และยังคงเป็นสถาบันการเงินที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมทางด้านการเงินและการลงทุนระหว่างประเทศไทยและจีน
ซึ่งจากการที่ ธนาคารไอซีบีซี ประเทศจีน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาด้านการเงินและการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (EEC) ธนาคารจึงพร้อมที่จะให้บริการในการเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินและการลงทุน รวมไปถึงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่นักลงทุนจากประเทศจีนที่มีความสนใจที่จะลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจในการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้พื้นที่ EEC
ด้านการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะที่ธนาคารได้รับการแต่งตั้งเป็นธนาคารเพื่อการชำระดุลเงินหยวนในประเทศไทย จึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านเงินหยวนผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับเงินหยวนที่หลากหลาย เพื่อสนับสนุนให้มีการใช้เงินหยวนในการทำธุรกรรมการค้ารวมถึงการชำระเงินระหว่างประเทศให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนให้กับผู้ประกอบการ และยังช่วยให้การทำธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
ประกอบกับแรงหนุนจากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2565 ทำให้ RCEP กลายเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศไทยและจีน และประเทศสมาชิกอื่นๆ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอนาคตอีกด้วย
ในขณะเดียวกัน ธนาคารยังพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยและมีความปลอดภัยสูงซึ่งได้รับการยอมรับและใช้งานอย่างแพร่หลายในประเทศจีน และในประเทศต่างๆ ที่มีเครือข่ายสาขาของธนาคารไอซีบีซี มาประยุกต์ใช้ ทำให้มั่นใจได้ว่าธนาคาร พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และตอบสนองตรงต่อความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน

อันดับ 11 ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย

ในปี 2564 ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย มีกำไรสุทธิ 1,935.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 562.17 ล้านบาท หรือ 40.95% สำหรับในปี 2565 ธนาคารได้กำหนดกลยุทธ์และแผนธุรกิจต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา 3 ด้านหลัก ดังนี้
          1.แผนการเติบโตของสินเชื่อ ธนาคารได้มีการวิเคราะห์สินเชื่อแต่ละผลิตภัณฑ์และแผนการดำเนินงานที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการและขยายช่องทางนำเสนอสินเชื่อ เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่และรักษาฐานลูกค้าปัจจุบัน และมุ่งเน้นการควบคุมคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ รวมถึงกระบวนการติดตามหนี้อย่างใกล้ชิด โดยให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่มีปัญหาทางการเงินในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้อย่างเต็มที่
ขณะเดียวกัน ธนาคารยังมีแผนการตลาดเพื่อพัฒนาแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก หรือได้รับการจดจำ (Brand Awareness) และทำให้ลูกค้านึกถึงเป็นธนาคารอันดับ 1 ในใจ ด้วยการเพิ่มศักยภาพของพนักงานขายสินเชื่อ (RM) สร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า และสนับสนุนการให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อช่วยให้ธุรกิจของลูกค้าสามารถเติบโตอย่างมั่นคงไปพร้อมกับธนาคาร
           2.การขับเคลื่อนสู่ดิจิทัล ธนาคารได้วางกลยุทธ์การดำเนินงานปรับปรุงพัฒนาแพลตฟอร์มหลักของธนาคาร ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า Open-source Platform เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธนาคาร และพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานหรือกระบวนการทำงานให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงระบบการอนุมัติสินเชื่อเพื่อควบคุมความเสี่ยงอย่างรัดกุม
นอกจากนั้น ธนาคารยังเดินหน้าพัฒนาแอปพลิเคชั่น ไมโครเพย์ อี-วอลเล็ท (Micro Pay e-Wallet) เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้บริการได้หลากหลายและสะดวกสบายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การชำระเงินค่าไฟ การชำระค่างวดสินเชื่อ การเบิกใช้วงเงิน พร้อมขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในการรับชำระเงินและจัดทำใบแจ้งค่าบริการในรูปแบบดิจิทัล รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพของสาขาสินเชื่อเพื่อรายย่อยและการจัดการเงินสด
            3.การพัฒนาธุรกิจใหม่ ธนาคารมุ่งเน้นการสำรวจและพัฒนาความคิดริเริ่มใหม่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการเติบโต (Growth Engine) และการเข้าถึงลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัล พร้อมทั้งร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่เล็งเห็นความสำคัญในการสนับสนุนสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

อันดับ 12 ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย

ในปี 2564 ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มีกำไรสุทธิ 2,440.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,149.98 ล้านบาท หรือ 89.11% ทั้งนี้ ธนาคารได้ตั้งเป้าหมายก้าวไปสู่การเป็น “ธนาคารชั้นนำของอาเซียน ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล” (To be a digital-led bank with ASEAN Reach) โดยทิศทางการดำเนินงานในปี 2565 ธนาคารยังคงประยุกต์ใช้กลยุทธ์ Forward23+ ในการดำเนินงานปีนี้ ด้วยการแปลงโฉมพอร์ต, กระจายเงินฝาก, ขับเคลื่อนต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ, เพิ่มมูลค่าด้วยดิจิทัล, เสริมสร้างวินัยการบริหารความเสี่ยง, การเปลี่ยนแปลงทุนมนุษย์ และความยั่งยืน
โดยธนาคารจะยังคงขับเคลื่อนธุรกิจที่สำคัญของธนาคารคือ Consumer Banking, Wholesale Banking และ Treasury and Markets ในรูปแบบดิจิทัล โดยนำเสนอโซลูชั่นทางการเงินที่ปรับแต่งให้เหมาะกับลูกค้าของธนาคาร ในขณะที่เปลี่ยนการดำเนินการของธนาคารให้คล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ การเพิ่มกลยุทธ์ Forward23+ ล่าสุดของธนาคารคือในด้านความยั่งยืน เนื่องจากธนาคารเชื่อว่าเพื่อให้ธุรกิจและชุมชนของธุรกิจเติบโตนั้น จะต้องพัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน องค์กรจะแสวงหาการขยายและกระชับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงและสร้างความหลากหลายให้กับระบบนิเวศของผลิตภัณฑ์ตลอดจนข้อเสนอต่างๆ ให้มากขึ้น
นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารจะยังคงส่งมอบบริการบนแพลตฟอร์มและโซลูชั่นในอาเซียน และรวมถึงการร่วมมือกับเครือข่ายในกลุ่มซีไอเอ็มบีเพื่อการพัฒนาต่อไปในอนาคตอีกด้วย

อันดับ 13 ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์

ในปี 2564 ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีกำไรสุทธิ 690.84 ล้านบาท ลดลง 716.75 ล้านบาท หรือ 50.92% โดยเมื่อเดือนกันยายน 2564 CTBC Bank ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนอันดับ 1 ในไต้หวัน ได้ถือหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 46.61% ของทุนที่ชำระแล้ว ดังนั้นในปี 2565 ธนาคารจะนำศักยภาพด้านดิจิทัลแบงกิ้ง และความเชี่ยวชาญในการให้บริการด้วยแพลตฟอร์มโซลูชั่นทางการเงินที่ครบวงจรของ CTBC Bank มาร่วมพัฒนา Digital Infrastructure และ Platform เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าภายใต้แนวคิด Customer Centric
ในปีนี้ธนาคารมีแผนขยายสินเชื่อ 6-7% และยังคงเน้นขยายฐานลูกค้าสินเชื่อในภาคอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโต การนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการธุรกรรมต่างประเทศในรูปแบบดิจิทัล (Digital Trade Finance) และเร่งขยายสินเชื่อบุคคล
รวมทั้งมีการปรับโครงสร้างภายใน เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานเพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และการปรับภาพลักษณ์สาขาให้มีความ Premium การยกระดับการให้บริการพร้อมกับการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินอย่างมืออาชีพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อความมั่งคั่งที่ครอบคลุมไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์กองทุนรวม และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตรูปแบบต่างๆ
ทั้งนี้ ธนาคารยังคงให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ธุรกิจและลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 อย่างต่อเนื่องต่อไปเพื่อให้ลูกค้าสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

5 อันดับธนาคารรัฐวิสาหกิจ จัดอันดับตามผลประกอบการ