วิวาห์อินเดีย : ธุรกิจสร้างชาติ

583

“ธุรกิจงานสมรสเมืองโรตี มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 130,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี นับเป็นจำนวนเงินมากโขที่ชาวอินเดียใช้จ่ายเพื่อการมีชีวิตคู่ในแต่ละปี และถือว่าเป็นธุรกิจที่มีสำคัญเป็นอันดับ 4 ของประเทศ รองจาก ธุรกิจพลังงาน การเงินการธนาคาร และประกันภัย แถมยังแซงหน้าพวกอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเหล็ก และเทคโนโลยี อีกต่างหาก”

Vishal Punjabi งัวเงียรับโทรศัพท์ที่ส่งเสียงดังน่ารำคาญ แม้ว่าตอนนั้นนาฬิกาบอกเวลาว่า 10 โมงเช้าแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังนอนจมอย่างอ่อนเพลีย ชีวิตที่มีแต่ความเร่งรีบและเดินทางตลอดเวลา วันนี้เขาอยู่ที่เมือง Cannes ก่อนหน้านั้นเขาอยู่ที่ Barcelona และห่างกันไม่กี่เดือน เขาตะเวนไปทั่วทั้ง Dubai, London, Udaipur, Delhi, Chennai และ Bangalore นาย Punjabi สลัดความอ่อนล้าจากเตียง เมื่อได้ยินเสียงโอเปอเรเตอร์จากปลายสายโทรศัพท์เตือนเรื่องเวลาที่ต้องไปสนามบินให้ทันเวลา เพราะเขามีกำหนดที่จะต้องเดินทางไป North Carolina สหรัฐอเมริกา

ใครที่เห็นตารางเวลาชีวิตของนาย Punjabi คงคิดว่าเขาเป็น CEO ของบริษัทชั้นแนวหน้าแห่งใดแห่งหนึ่ง หรือไม่เช่นนั้น ก็คงเป็นนายธนาคารชั้นเซียน ที่แบงก์มีสาขากระจายไปทั่วโลก แต่ผิดถนัด นาย Punjabi เป็นผู้ผลิตวิดีโองานแต่งงานให้แก่คู่บ่าวสาวแดนภารตะ ในรอบปีที่แล้ว เขาผลิตผลงานให้คู่สมรสรวม 65 คู่ และจำนวน 2 ใน 3 เป็นบ่าวสาวที่พำนักอาศัยในต่างแดน จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไม นาย Punjabi จึงต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นว่าเล่น ธุรกิจของ Punjabi เป็นตัวอย่างหนึ่งและส่วนหนึ่งของคนทำงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจวิวาห์ของอินเดีย ขนาดงานด้านผลิตวิดีโองานแต่งงาน ยังครอบคลุมงานแขนงต่างๆ มากมาย เช่น การออกแบบจัดท่าทาง สถานที่ แสง สี เสียง ผู้เขียนสคริปต์ และผู้ตรวจสอบภาพวิดีโอ เป็นต้น

ชาวชมพูทวีปซีเรียสกับเรื่องลูกหลานที่จะต้องออกเรือนมีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝา จึงพลอยทำให้การจัดพิธีมงคลสมรสกลายเป็นธุรกิจสำคัญของประเทศโดยปริยาย ส่งผลให้เม็ดเงินในธุรกิจวิวาห์เดินสะพัดมหาศาล แค่งานด้านผลิตวิดีโอของ นาย Punjabi เขาคิดค่าบริการอยู่ในช่วงราคา 5,000-50,000 ดอลลาร์ต่อวัน ซึ่งงานผลิตจะกินเวลานานกี่วันหรือกี่สัปดาห์ ก็เป็นไปตามความยากง่ายและความต้องการของลูกค้า เพราะอินเดียมีวัฒนธรรมประเพณีค่อนข้างแตกต่างกัน ตามพื้นที่ภูมิภาคของประเทศ ทำให้การเตรียมงานถ่ายทำต้องละเอียดรอบคอบ ถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด

เลขาธิการสมาพันธ์การค้าอินเดีย นาย Praveen Khandelwal ระบุว่า ธุรกิจงานสมรสเมืองโรตี มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 130,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี นับเป็นจำนวนเงินมากโขที่ชาวอินเดียใช้จ่ายเพื่อการมีชีวิตคู่ในแต่ละปี และถือว่าเป็นธุรกิจที่มีสำคัญเป็นอันดับ 4 ของประเทศ รองจาก ธุรกิจพลังงาน การเงินการธนาคาร และประกันภัย แถมยังแซงหน้าพวกอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเหล็ก และเทคโนโลยี อีกต่างหาก ทั้งนี้ เม็ดเงินที่แพร่สะพัดในธุรกิจแต่งงาน อาจสูงกว่าที่สมาพันธ์การค้าฯประเมินไว้ เพราะพื้นที่ชนบทอินเดียกว้างใหญ่ และผู้คนก็ให้ความสำคัญกับการแต่งงานของลูกหลานอย่างมาก แม้ว่าการใช้จ่ายเงินอาจไม่หรูหราฟู่ฟ่า แต่ก็เป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่ในระดับชุมชน

 หลังวิกฤติโควิด-19 ธุรกิจงานแต่งงานเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง เนื่องจากคู่บ่าวสาวจำต้องเลื่อนการจัดงานออกไปในช่วงโรคระบาด ทั้งนี้ คาดว่า ก่อนปิดฉากปี 2022 ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม จะมีการจัดงานประมาณ 2.5 ล้านราย โดยก่อนหน้านี้ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคม ได้มีคู่บ่าวสาวเข้าพิธีสมรส 4 ล้านราย เป็นตัวเลขที่สมาพันธ์การค้าอินเดียยังไม่ได้รวมการจัดงานตามพื้นที่ชนบทหรือตามชุมชนเมืองทั่วไป

สมาพันธ์การค้าฯคาดว่า ธุรกิจงานแต่งงาน มีแนวโน้มเติบโตและสลับซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจอินเดียแข็งแกร่ง ชาวชมพูทวีปมีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น ส่งผลให้ความต้องการที่จะจัดงานแต่งงานมีความทันสมัย ตามยุคเทคโนโลยี แต่ก็ต้องสอดแทรกประเพณีดั้งเดิม ทำให้เกิดความหลากหลายยุ่งยากในการจัดงาน ซึ่งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานสมรส มักไม่ปฏิเสธความเหนื่อยยากเหล่านี้เลย เพราะทั้งหมดทั้งมวลหมายถึงเงินรายได้ก้อนใหญ่ที่จะกระจายไปทั่วในแวดวงธุรกิจงานวิวาห์

ครอบครัวอินเดียที่พร้อมจะให้ลูกเต้าออกเรือน มีจำนวนไม่น้อย จะเริ่มจากการใช้บริการ “แม่สื่อ” ไปคอยหาบุคคลที่เหมาะสมมาให้ครอบครัวนั้นๆ ได้พิจารณามาเป็นลูกเขยหรือลูกสะใภ้ ซึ่งก็จะมีค่าตอบแทนให้แก่แม่สื่อเป็นค่าเหนื่อยตามแต่ตกลงกัน หรือตามฐานะของผู้ใช้บริการ หรือมิฉะนั้น ครอบครัวก็อาจใช้บริการลงหนังสือพิมพ์ ซึ่งจะมีพื้นที่พิเศษไว้ให้บริการจัดหาคู่โดยเฉพาะ ส่วนค่าบริการก็ว่ากันไปตามความนิยมของสิ่งพิมพ์นั้นๆ และที่มาแรงสุดๆ ก็คือ การหาคู่ผ่านทางออนไลน์ โดยมีเว็บไซต์เกี่ยวกับการจัดหาคู่มากมาย ยกตัวอย่าง Matrimony.com มีมูลค่าธุรกิจราว 160 ล้านดอลลาร์ และในปีที่ผ่านมา ธุรกิจมีรายได้ประมาณ 57 ล้านดอลลาร์ โดยมีคนลงทะเบียนใช้งานเฉียด 9 แสนคน และในจำนวนนี้ ประสบความสำเร็จในการเจอเนื้อคู่ราว 100,000 ราย ทั้งนี้ งานนายหน้าหาคู่ให้แก่หนุ่มสาวอินเดีย หากต้องเกี่ยวพันกับต่างประเทศ ก็จะมีค่าบริการเพิ่มเติมราว 15,000 ดอลลาร์ บวกค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้องตามสถานการณ์

เมื่อตกลงปลงใจกันเรียบร้อย และพร้อมเข้าพิธีวิวาห์ คู่บ่าวสาวและครอบครัวของทั้งสองฝ่าย ก็จะเริ่มกระบวนการจัดงานกันอย่างจริงจัง ซึ่งจะว่ากันไปแล้ว ก็ไม่ได้แตกต่างจากคู่รักในประเทศอื่นๆ เพียงแต่อินเดียมีระบบชนชั้นวรรณะมากมาย การเลือกสรรสิ่งต่างๆ จึงต้องพิถีพิถันวุ่นวายกว่าปกติ เพื่อให้เหมาะสมกับฐานะของบ่าวสาวและครอบครัว แค่จัดพิมพ์การ์ดเชิญ และจัดหาของชำร่วย ก็มีหลากหลายให้เลือกจนปวดตาไปหมด การ์ดเชิญมีทั้งแบบคัดลายมือ แบบพิมพ์ หรือ แบบประดิษฐ์ที่สะท้อนสังคมดิจิทัล หรือ สะท้อนแนวรักษ์โลก แค่ถนนสายเดียวในเมืองมุมไบ มีร้านการ์ดเชิญเกือบ 100 แห่ง ขณะเดียวกัน พวกของชำร่วยก็มีหลายระดับ และหากต้องการให้แขกที่ร่วมงานประทับใจ ส่วนใหญ่จะใช้ของชำร่วยที่แปลกตาหรือมาจากต่างประเทศ

ว่ากันว่า งานแต่งงานของลูกสาว มหาเศรษฐีอินเดีย Mukesh Ambani ได้แจกของชำร่วยเป็นกล่อง ที่ภายในบรรจุอัลบั้มสวยงาม พร้อมกล่องขนาดกะทัดรัดที่มีเครื่องเพชรให้อีกต่างหาก ธุรกิจจัดพิมพ์การ์ดและของชำร่วยบางแห่ง ยังครอบคลุมธุรกิจส่งออกไปในตัว เมื่อมีคำสั่งจากหนุ่มสาวอินเดียในต่างแดน ที่ต้องการงานฝีมือจากบ้านเกิด ก็จะจัดหาและจัดส่งไปให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก

สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย อันดับถัดไปก็คือ เครื่องเพชรและอัญมณีมีค่าต่างๆ ที่คู่บ่าวสาวจะเลือกใช้ในงาน บรรดาร้านเครื่องประดับที่มีอยู่เกลื่อนกลาดในอินเดีย จะมีสินค้าให้ลูกค้าเลือกไม่อั้นทั้งของแท้และของเทียม อีกทั้งยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เครื่องประดับที่ขายในร้านกว่า 70% มักใช้ในงานสมรส ด้วยเหตุนี้ อินเดีย จึงเป็นประเทศผู้นำเข้าทองคำรายใหญ่สุดของโลก ในปีที่แล้ว มียอดนำเข้าทองคำคิดเป็นมูลค่าราว 46,000 ล้านดอลลาร์ และทองคำเหล่านี้ ส่วนใหญ่นำไปใช้ในธุรกิจวิวาห์

เป็นที่น่าสังเกตว่า สังคมชมพูทวีป นิยมให้ของรับขวัญเด็กหญิงที่เพิ่งเกิด ด้วยเครื่องประดับทองคำ ซึ่งพ่อแม่เด็กหญิงจะเก็บสะสมของมีค่าเหล่านั้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นว่าที่เจ้าสาวในอนาคต ก็จะได้นำมาสวมใส่ประดับเนื้อตัวเต็มที่ในงานแต่งงาน พร้อมๆ กับเป็นสินสอดตามประเพณีอินเดียไปในตัว ดังนั้น ปริมาณความต้องการทองคำในแดนภารตะ จึงไม่เคยซบเซาจริงๆ จังๆ

ชุดงานแต่งงาน โดยเฉพาะของเจ้าสาวและเพื่อนเจ้าสาว ที่ใช้ในช่วงพิธีวิวาห์ ก็ปาเข้าไปไม่ต่ำกว่าครึ่งโหล และอย่างน้อยๆ ก็ต้องมีชุดประจำชาติสวยงามที่เรียกว่า ส่าหรี ซึ่งราคาแต่ละชุดมีหลายเกรด ตามคุณภาพเนื้อผ้า ลวดลาย และการประดับประดาด้วยคริสตัลหรือสิ่งมีค่าอื่นๆ ตามกำลังทรัพย์ ซึ่งร้านที่มีชื่อเสียงสามารถโกยเงินหลายหมื่นดอลลาร์ต่องาน อีกทั้ง งานปักเย็บเหล่านี้ ยังกระจายรายได้ไปยังชุมชนที่มีช่างฝีมือระดับเทพ ซุกซ่อนอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ด้วย เช่น เมืองในรัฐ Gujarat มีคนรับจ้างปักเย็บชุดแต่งงานกว่า 4,000 คน ให้แก่ห้องเสื้อชั้นนำในกรุง Delhi และ Mumbai เป็นต้น งานคุณภาพที่สวยงาม จะช่วยสร้างชื่อเสียงให้แก่ห้องเสื้อ ผ่านทาง Instagram ของเจ้าสาวและเพื่อนๆ นับเป็นผลดีด้วยกันทั้งหมด

สำหรับสถานที่แต่งงาน อลังการไม่แพ้การเตรียมงานด้านอื่นๆ บางงานใช้สถานที่มากกว่าหนึ่งแห่ง พร้อมทีมงานประดับประดามืออาชีพครบถ้วน ทั้งการตกแต่งดอกไม้สด การฉลองพลุไฟที่ตื่นตาตื่นใจ อีกทั้งสถานที่จัดงานหรือโรงแรม จะต้องมีบริการด้านอาหารและเครื่องดื่ม ให้เพียงพอและอร่อยสุด ประเมินกันว่า ธุรกิจโรงแรมในอินเดีย มีรายได้จากงานแต่งงานไม่ต่ำกว่า 1 ใน 5 ของธุรกิจโรงแรมทั้งหมด ส่วนการจัดงานในระดับหมู่บ้านและชุมชน เจ้าภาพก็ทุ่มสุดตัวเช่นกัน โดยจะระดมแม่ครัวเกือบหมดหมู่บ้านมาช่วยทำอาหารอย่างสุดฝีมือ

สิ่งสำคัญยิ่งที่อินเดียไม่เคยมองข้ามก็คือ ดนตรีและเต้นรำ ซึ่งจะสอดแทรกไปในพิธีรื่นเริงต่างๆ ด้วยเหตุนี้ จึงมีธุรกิจให้บริการด้านดนตรีและนักเต้นรำ เพื่อแสดงในงานอย่างสนุกสนาน และบางครั้งจะให้บริการสอนเต้นรำแก่บรรดาเครือญาติของเจ้าภาพด้วย เพื่อให้งานสนุกกันอย่างเต็มที่ ในงานแต่งงานลูกสาวของมหาเศรษฐี Ambani ได้จ้างนักร้องนักเต้นระดับโลก Beyonce พร้อมทีมงาน มาสร้างความบันเทิงกันสุดเหวี่ยง

นอกเหนือจากการเตรียมงานหลักๆ ที่คาดว่าเม็ดเงินค่าใช้จ่ายน่าจะสะพัดอย่างมหาศาลในแต่ละปี ก็ยังมีงานเก็บตกอื่นๆ ที่เจ้าภาพต้องใช้จ่ายเตรียมความพร้อมเช่นกัน เพื่อความราบรื่นของงาน โดยเฉพาะ การขออนุญาตทางการ เพื่อดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับงานแต่งงาน เช่น การใช้เครื่องขยายเสียง การปิดถนน การใช้ชายหาด การจุดพลุ หรือ แม้แต่การนำขบวนช้างเข้าพื้นที่ของงาน เป็นต้น

ความยิ่งใหญ่ของการจัดงานวิวาห์ในแดนภารตะ ช่วยหล่อลื่นระบบเศรษฐกิจอย่างไม่ต้องสงสัย อีกทั้งการที่คนหนุ่มสาวอินเดีย ยังนิยมเข้าสู่ประตูวิวาห์ ส่วนหนึ่งก็สะท้อนว่ายังมีความปรารถนาจะสร้างครอบครัวและมีลูก ซึ่งกำลังเป็นสิ่งสำคัญของโลกปัจจุบันที่หลายๆ ประเทศกำลังเผชิญปัญหาอัตราการเกิดของเด็กลดลง แม้แต่จีนก็กลายเป็นปัญหาระดับชาติไปแล้ว จนคาดกันว่า ในอนาคตกันใกล้นี้ จำนวนประชากรอินเดีย จะแซงหน้าจีน ปัจจุบันอัตราการเกิดของเด็กแขกสูงกว่าเด็กบู๊ลิ้มแล้ว

แม้ว่าการตัดสินใจมีคู่ครอง จะส่งเสริมให้ธุรกิจงานวิวาห์หรือการจัดงานสมรส สร้างเม็ดเงินให้แก่ระบบเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง และช่วยชะลอปัญหาด้านประชากรของประเทศ แต่ในอีกมุมหนึ่ง การมีคู่ครองของอินเดีย ก็ได้สร้างจุดด่างพร้อยให้แก่สังคมเช่นกัน โดยเฉพาะพื้นที่เขตชนบท ซึ่งมักมีรายงานข่าวสะท้อนเหตุการณ์สะเทือนใจเรื่องคดีความเกี่ยวข้องกับสินสอดทองหมั้น ซึ่งตามประเพณีดั้งเดิม ฝ่ายเจ้าสาวจะเป็นผู้มอบสินสอดทองหมั้นให้แก่ฝ่ายเจ้าบ่าว

แต่อาจด้วยความไม่พร้อมที่พ่อแม่เจ้าสาวจะจัดหาสินสอดให้ได้ตามสัญญา โดยมักจะขอผ่อนผันมอบให้เป็นคราวๆ ไป ซึ่งส่วนใหญ่สร้างความไม่พอใจให้แก่พ่อแม่พี่น้องของเจ้าบ่าว เมื่อลูกสะใภ้เข้ามาอยู่ร่วมชายคา จึงมีปัญหามากมาย และมักจะลุกลามเป็นการทำร้ายร่างกายภรรยา จนบางรายถึงขั้นที่ฝ่ายหญิงฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ บางคดีพบว่า ฝ่ายสามีต้องการฮุบสมบัติที่เป็นสินสอดร่วมกันของภรรยา ซึ่งก็จบลงด้วยการวางแผนสังหารเมียอย่างเลือดเย็น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติอินเดีย รายงานสถิติเมื่อปี 2020 พบว่า การฆ่าแกงกันที่เกี่ยวข้องกับสินสอดทองหมั้น ทำให้ผู้หญิงเมืองโรตีถูกฆาตกรรมเสียชีวิตเกือบ 20 รายต่อวัน และ มากกว่า 1,700 คน เป็นคดีฆ่าตัวตายของผู้หญิงที่หมดความอดทนเรื่องเกี่ยวกับสินสอด นอกจากนี้ รายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังระบุอีกว่า ใน 1 ชั่วโมง จะมีผู้หญิงราว 30-40 คน โดนทำร้ายร่างกายจากความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งตัวเลขสถิติเหล่านี้ทั้งหมด น่าจะต่ำกว่าความเป็นจริง

นักสังคมสงเคราะห์อินเดีย ชี้ว่า เหตุการณ์เลวร้ายพวกนี้จะหมดไป หากสังคมแดนภารตะยอมรับความเท่าเทียมกันของชายหญิง โดยเฉพาะตามชุมชนชนบท ซึ่งบรรดาสามีจะมีอำนาจบังคับควบคุมเมียทุกฝีก้าว ขาดอิสรภาพตลอดชีวิต อีกทั้งประเด็นสินสอดทองหมั้นก็เป็นเรื่องฝ่าฝืนกฎหมาย เนื่องอินเดียได้ยกเลิกการจ่ายสินสอดของฝ่ายหญิงให้แก่ฝ่ายชายมานานกว่า 60 ปีแล้ว แต่ในสังคมชนบทยังคงซีเรียสเรื่องพวกนี้ เพราะมองว่า การรับลูกสะใภ้เข้าบ้าน เป็นภาระ เพราะฉะนั้น พ่อแม่ฝ่ายหญิงต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นสินสอดเสียดีๆ…เรื่องราวการมีชีวิตคู่ของอินเดีย มีทั้งเรื่องราวอลังการงานวิวาห์ที่หนุนเศรษฐกิจทุกระดับ ไปจนถึงแง่มุมความหดหู่ของสังคมผู้หญิงแขก ซึ่งคาดว่าน่าจะค่อยๆ แก้ไขดีขึ้นในยุคดิจิทัลที่อินเดียกำลังผลักดันอย่างสุดตัว !!