ทีเอ็มบีธนชาต เดินหน้า “Make REAL Change” มุ่งสร้างชีวิตทางการเงิน ที่ดีขึ้นให้คนไทย

1058

สุทธิกานต์ รุ่งศรีทอง

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสารสนเทศ

ทีเอ็มบีธนชาต (ทีทีบี)

 

ทีเอ็มบีธนชาต ใช้ Target Operating Model กำหนดเป้าหมาย ผสานไอทีเป็นหนึ่งเดียว ผนึกหัวเว่ยเสริมแกร่งระบบจัดเก็บข้อมูล วางโพสิชั่นไอทีเป็น Key Enabler พร้อมสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนให้ลูกค้า

ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ ทีเอ็มบีธนชาต (ทีทีบี) เกิดขึ้นจากการรวมกิจการระหว่างธนาคารทหารไทย (TMB) และธนาคารธนชาต (TBank) การรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์ (Entire Business Transfer) แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2564 ภายใต้กลยุทธ์สำคัญ คือ “การสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น (Financial Well-being) ให้คนไทย” เส้นทางของการรวมกันครั้งนี้ถือว่าน่าสนใจอย่างมากเพราะในยุคที่ไอทีเป็นเอ็นจิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ การจะรวมระบบของ 2 ธนาคารให้กลายเป็นหนึ่งเดียวเพื่อ “Make REAL Change” ย่อมไม่ใช่งานง่ายอย่างแน่นอน

สุทธิกานต์ รุ่งศรีทอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสารสนเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (ทีทีบี) คือ แม่ทัพไอทีคนสำคัญที่อยู่เบื้องหลัง-การผสานจุดแข็งของ 2 ธนาคารให้กลายเป็นหนึ่งเดียวโดยหัวใจสำคัญของโปรเจกต์นี้คือการกำหนด “Target Operating Model” เพื่อให้ขั้นตอนของการรวมระบบไอทีมีความชัดเจนตั้งแต่วันแรกของการวางแผนรวมธุรกิจ และเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ เพื่อสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นให้กับคนไทย

 

ถอดรหัสโปรเจ็กต์กำเนิด ทีเอ็มบีธนชาต

ผสานระบบไอทีเป็นหนึ่งเดียว

สุทธิกานต์ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ การเงินธนาคาร ว่า ทีเอ็มบีธนชาต เกิดจากการรวมกิจการกันระหว่าง 2 ธนาคารที่มีขนาดใกล้เคียงกัน ในขั้นตอนของการรวมระบบงานด้านไอทีจึงมีความซับซ้อนสูง ทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที (IT Infrastructure) ตลอดจนโซลูชั่นด้านธุรกิจ (Business Solutions) การรวมกันทำให้เกิดการเติบโตแบบเท่าตัว ทั้งในตัวระบบงาน ผลิตภัณฑ์ และจำนวนลูกค้า โดยโจทย์ที่ท้าทายก็คือ จะต้องรวมระบบให้สำเร็จภายใน 18 เดือน และลูกค้าจะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

การรวมระบบต่าง ๆ ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมาก ดังนั้นจึงต้องมีวิธีการดำเนินการที่ชัดเจน สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การกำหนด“Target Operating Model” ซึ่งเป็นการกำหนดเป้าหมายร่วมกันที่ชัดเจนของทั้ง 2 ธนาคาร โดยพิจารณาถึงความซับซ้อนรวมถึงความเชื่อมโยงของระบบงานต่าง ๆ ในภาพรวม ระยะเวลาในการดำเนินการ และความสามารถในการสนับสนุนธุรกิจของธนาคารหลังจากการรวมกิจการเป็นสำคัญ

“ในการรวมระบบไอทีนั้น เราไม่สามารถมองให้เป็นชิ้น ๆ ได้ แต่ต้องมองเป็นภาพรวมทั้ง Ecosystem เมื่อได้ Target Operating Model ที่ชัดเจนตั้งแต่แรก ทุกอย่างจะถูกโฟกัสตามที่กำหนดไว้ทั้งหมด เป็นเหมือนเส้นทางหลักในการทำงาน และหากจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในจุดย่อยอื่น ๆ จะต้องมีการพิจารณาเพิ่มเติมพิเศษเป็นกรณีไป”

สุทธิกานต์ อธิบายเพิ่มเติมว่า กระบวนการนี้จะมีการพิจารณาและกำหนดแพลตฟอร์มหลักที่จะเป็นเป้าหมายตั้งแต่ช่วงแรกของการดำเนินการรวมกิจการ ดังนั้นทีมงานทุกคนจะเห็นเป้าหมายที่เหมือนกันและชัดเจนตั้งแต่ต้น ทำให้มั่นใจได้ว่าสามารถรวมกิจการให้แล้วเสร็จได้ภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด

“การกำหนดกรอบการทำงานที่ชัดเจน ภายใต้ “Target Operating Model” เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การรวมระบบไอทีของ 2 ธนาคารทำได้อย่างสมบูรณ์ และด้วยแนวทางนี้ยังช่วยให้เกิด Synergy ที่มีประโยชน์หลายด้าน เช่น ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ที่เป็นจุดแข็งของธนาคารธนชาต ซึ่งเดิม TMB ไม่มีธุรกิจนี้ การรวมกันก็จะช่วยสร้าง Synergy ใหม่ขึ้นมาได้”

นอกจากนั้นการรวมฐานข้อมูลระหว่าง 2 ธนาคาร ถือเป็นขั้นตอนที่มีความท้าทายสูงมาก โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

Data Integration : เนื่องจากทั้ง 2 ธนาคาร มีวิธีการบริหารจัดการข้อมูลที่แตกต่างกัน ดังนั้น Key Challenge หลักจึงเป็นการผสานรวมข้อมูลลูกค้าเข้าด้วยกัน และทำให้ข้อมูลลูกค้าของทั้ง 2 ธนาคารอยู่ในรูปแบบเดียวกัน เก็บในฐานข้อมูลเดียวกัน เพื่อให้พร้อมต่อการนำไปใช้ในมิติอื่น ๆ

Data Enrichment : หรือการทำข้อมูลให้มีความสมบูรณ์ เพราะในขั้นตอนการผสานรวมข้อมูลจะมีส่วนต่าง(Gap) เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นข้อมูลที่มาจาก 2 ธนาคารที่มีวิธีบริหารจัดการข้อมูลที่แตกต่างกัน จึงต้องมีการเติมเต็มข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้องสมบูรณ์ที่สุดก่อนนำไปใช้งาน

เช่น TMB กำหนดให้ลูกค้า 1 รายมี 1 เบอร์โทรศัพท์สำหรับการใช้บริการอินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง หรือโมบายแบงก์กิ้ง ขณะที่ธนาคารธนชาต กำหนดให้ลูกค้ามีได้หลายเบอร์โทรศัพท์ หลายอุปกรณ์ ดังนั้น ในขั้นตอนของการรวมข้อมูลจะต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และในบางครั้งต้องทำการแจ้ง หรือขอข้อมูลเพิ่มเติมจากลูกค้า เพื่อยืนยันความถูกต้องก่อนการรวมข้อมูล

 

ผนึกหัวเว่ย ยกระดับการจัดเก็บข้อมูล

เตรียมขยายระบบ ลุย Open Banking

สุทธิกานต์ กล่าวว่า ทีเอ็มบีธนชาต เลือกใช้สตอเรจจากหัวเว่ยเพราะข้อมูลถือเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับธุรกิจธนาคาร โดยที่ผ่านมาการลงทุนด้านไอทีจะดำเนินการตาม Blueprint และมาตรฐานที่วางไว้ ประกอบกับการที่ธนาคารไม่ต้องการยึดติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง เพราะต้องบริหารจัดการความเสี่ยง ทำให้เริ่มมองหาโซลูชั่นด้านการบริหารจัดการข้อมูลเข้ามาเสริมศักยภาพ จนเห็นว่าโซลูชั่นของหัวเว่ยมีความน่าสนใจจึงเริ่มทดลองใช้งาน

“เรามองว่า ข้อมูลเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งทุกอย่างที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานจะต้องตอบโจทย์สำคัญ 3 เรื่อง คือ 1. เสถียรภาพ (Stability) 2. ความน่าเชื่อถือ (Reliability) 3. ความปลอดภัย (Security) ทั้ง 3 เรื่องนี้เป็นหลักสำคัญในการบริหารจัดการข้อมูล ซึ่งหัวเว่ยสามารถตอบโจทย์ทั้ง 3 เรื่องนี้ได้ตรงจุด และยังมีจุดแข็งเรื่องของ Price Performance ด้วย”

สุทธิกานต์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันทีเอ็มบีธนชาต มีการใช้งานข้อมูลในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะการนำข้อมูลมาสร้างโมเดลการวิเคราะห์เพื่อให้เข้าใจลูกค้า ซึ่งสามารถต่อยอดไปจนถึงการแนะนำหรือนำเสนอบริการต่าง ๆ ที่เหมาะสมให้กับลูกค้าเป็นรายบุคคล ด้วยการวิเคราะห์ที่สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วเพราะยิ่งมีข้อมูลมีปริมาณมาก การบริหารจัดการข้อมูลและกระบวนการต่าง ๆ ก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

“นอกจากนั้นธนาคารยังเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลลูกค้าที่เป็นแบบ Unstructured Data หรือข้อมูลไร้โครงสร้างที่ไม่ได้ระบุตัวตนลูกค้า เพื่อนำมาเป็นข้อมูลประกอบในการวิเคราะห์ ดังนั้นเราจึงมองเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องต่อไป”

อีกส่วนที่มองคือ การนำเทคโนโลยีไปต่อยอดในลักษณะของ Open Banking โดยมองถึงการเชื่อมต่อระบบกับภายนอก สร้างเป็น Ecosystem รองรับการใช้ชีวิตของลูกค้าในทุก ๆ วันและในทุกช่วงชีวิตของลูกค้า โดยกุญแจสำคัญคือการเชื่อมต่อกับพันธมิตรทางด้านธุรกิจและเทคโนโลยี เพื่อให้ลูกค้าได้ประโยชน์มากที่สุด

 

มุ่งสร้าง Financial Well-being

ให้ไอที เป็น Key Enabler

สุทธิกานต์ กล่าวว่า ทีเอ็มบีธนชาต มีเป้าหมายสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเงินให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง (Make REAL Change) โดยสิ่งนี้ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ก่อนการรวมธุรกิจ เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อก้าวไปสู่การเป็น “The Bank of Financial Well-being” ให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยจะมุ่งใน 4 มิติสำคัญ ดังนี้

ฉลาดออม ฉลาดใช้ :  เพราะลูกค้าแต่ละรายมีเป้าหมายชีวิตที่แตกต่างกัน พื้นฐานสำคัญต้องมีวินัยด้านการออมที่สม่ำเสมอและต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ต้องวางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบระมัดระวังและได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม ซึ่งทีเอ็มบีธนชาตมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์อย่างครบถ้วน

รอบรู้เรื่องกู้ยืม : ในช่วงชีวิตของลูกค้าอาจมีบางช่วงที่ต้องการสภาพคล่องมากกว่าปกติ เช่น มีโครงการต่าง ๆ ในชีวิตที่มีความจำเป็นต้องเสริมสภาพคล่อง ซึ่งทีเอ็มบีธนชาต จะมีโซลูชั่นที่เหมาะสมให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบ้าน ที่ตรงกับความต้องการในแต่ละช่วงชีวิต

การลงทุนเพื่ออนาคต : นำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนเพื่อทำให้สินทรัพย์งอกเงยมากกว่าผลิตภัณฑ์การออมทั่วไป ต่อยอดไปสู่การลงทุนในอนาคตทั้งระยะกลางและระยะยาว ภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้ของลูกค้า

มีความคุ้มครอง ที่อุ่นใจ ความคุ้มครองถือเป็นสิ่งที่จำเป็นในปัจจุบัน เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่นอกเหนือการควบคุม การมีความคุ้มครองที่เหมาะสมจะเป็นส่วนหนึ่งที่สร้าง Financial Well-being ให้กับลูกค้าได้

“เรามีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับทุกช่วงชีวิตของลูกค้าแต่ละรายในทั้ง 4 มิติ โดยหัวใจหลักที่จะพาลูกค้าไปสู่ Financial Well-being คือ การที่ธนาคารต้องรู้จักลูกค้าในแบบ Personalize ที่เฉพาะเจาะจงแบบรายคน รู้ว่าลูกค้าแต่ละคนเป็นอย่างไรกำลังอยู่ในช่วงไหนของชีวิต เพื่อที่จะสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ตรงใจและตรงเวลา”

สุทธิกานต์ กล่าวว่า บทบาทของส่วนงานไอทีภายหลังการรวมธนาคาร อยู่บนหลักคิดที่ต้องการให้ไอทีเป็น Key Enabler เพื่อตอบโจทย์ทางด้านธุรกิจ นำไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ตามกลยุทธ์ Financial Well-being

“การให้ไอทีเป็น Key Enabler หมายถึงการให้ส่วนงานไอทีและส่วนงานธุรกิจทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ส่วนงานไอทีเข้าใจกลยุทธ์และโจทย์ธุรกิจ และเมื่อเข้าใจได้ดี ก็จะสามารถต่อยอดเทคโนโลยีไปสู่การสร้างยูสเคสใหม่ ๆ ได้”