เจาะลึกเศรษฐกิจไทย 2023 กับ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ

2788

คลังเผยเศรษฐกิจไทยโตต่อเนื่อง คาดปี 66 จีดีพีขยายตัว 3.8% เครื่องยนต์เร่งสำคัญคือส่งออก เสริมด้วยการลงทุน Mega Project ในประเทศ ธปท.มั่นใจเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง ปี 66 คาดเติบโต 3.7% ชี้นโยบายการเงินไทยต้องเน้นความสมดุล เดินหน้าวางรากฐานภาคการเงิน พัฒนาดิจิทัล-มุ่งสู่ความยั่งยืน ก.ล.ต.เปิดแผนยุทธศาสตร์ปี 66-68 กำหนด 5 เป้าหมายพัฒนาตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ โชว์ศักยภาพบริษัทจดทะเบียนไทยสร้างกำไรโตต่อเนื่อง ชู Well-being จุดแข็งตลาดทุนไทย

หลังจากที่เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบรอบด้าน ทั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามระหว่างธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ที่ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มาในปี 2566 นี้ เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะจากภาคการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคักหลังการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงของภาคการส่งออกที่ลดลงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

วารสารการเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษแม่ทัพเศรษฐกิจ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึง 3 ขุนพลตลาดเงินและตลาดทุนไทย ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และ ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเจาะลึกถึงภาพเศรษฐกิจไทยในปี 2566 รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจที่จะนำพาประเทศไทยให้เติบโตต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง

คลังคาดจีดีพีปี 66 โต 3.8%
รับปัจจัยหนุนจากท่องเที่ยวฟื้น

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย การเงินธนาคาร ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2565 คาดว่าจะขยายตัวที่ 3.4% ขณะที่ปี 2566 คาดว่าจะขยายตัวที่ 3.8% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2566 จะอยู่ที่ 21 ล้านคน เพิ่มจากปี 2565 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 10 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากภาคนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่เปิดประเทศเต็มที่ แต่นักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นยังเข้ามาได้บางส่วน

สำหรับความเสี่ยงของเศรษฐกิจในปี 2566 นี้คือเรื่องเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มส่งผลกระทบบ้างแล้ว โดยเฉพาะในไตรมาส 3 และ ไตรมาส 4 ปี 2565 ที่ปริมาณการส่งออกไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก โดยกระทรวงการคลังคาดว่า มูลค่าการส่งออกในปี 2565 จะโต 7% ขณะที่ปี 2566 คาดว่าจะโต 2.5% โดยได้อานิสงส์จากจีนที่จะเปิดประเทศเร็วกว่าที่คาด

โดยตลาดส่งออกที่เริ่มกระทบค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมาคือ อินเดีย ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ เริ่มติดลบในช่วงไตรมาส 4 ปี 2565 ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกที่เริ่มชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม การส่งออกอาหารของไทยยังขยายตัวได้ดีและคาดว่าจะยังเติบโตได้ต่อไป

“เรื่องเศรษฐกิจโลกถดถอยจะส่งผลกระทบมาถึงภาคการส่งออกของไทย โดยจากการคาดการณ์ของ IMF หรือ World Bank ก็คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะ Slow Down แต่เศรษฐกิจไทยจะสวนทาง โดยปี 2565 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตที่ 3.4% และปี 2566 ที่ 3.8% โดยมีภาคการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ”

นายอาคมกล่าวว่า ในปี 2566 แรงส่งที่สำคัญจะมาจากภาคการท่องเที่ยว แต่แรงส่งเสริมจะมาจากภายในประเทศคือเรื่องการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนใน Mega Project ที่ล่าช้ามาจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ต้องหยุดการก่อสร้างจึงต้องขยายเวลา รวมไปถึงการยกเว้นเบี้ยปรับเกี่ยวกับงานก่อสร้างที่ล่าช้าซึ่งปัจจุบันได้ยกเลิกมาตรการนี้แล้ว ดังนั้นในช่วงหลังจากนี้ต้องกลับมาเร่งโครงการต่างๆ โครงการที่แต่ละกระทรวงเบิกจ่ายไม่ทันจะเริ่มกลับมาเบิกจ่าย

ขณะที่อีกส่วนที่จะเร่งคือเรื่องการใช้จ่ายของรัฐบาลโดยเฉพาะการลงทุนซึ่งมีสัดส่วน 20% ของจีดีพี นอกจากนี้ ยังต้องเร่งอีกส่วนคือโครงการลงทุนภาครัฐที่ให้เอกชนทำ หรือ โครงการของ EEC เช่น สนามบิน รถไฟความเร็วสูง และ ท่าเรือ ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินรวมกันกว่าแสนล้านบาท

โดยในปี 2566 จะมีงบลงทุนจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ประมาณ 660,000 ล้านบาท และมีงบลงทุนจากรัฐวิสาหกิจประมาณ 400,000 ล้านบาท โดยจากกรอบ 400,000 ล้านบาท คาดว่าจะเบิกจ่ายได้ประมาณ 140,000 ล้านบาท หรือประมาณ 31% ดังนั้น หากรวมงบลงทุนจากทั้งสองส่วนจะมีงบลงทุนรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 800,000 ล้านบาท

“ปีนี้นอกจากเรื่องการท่องเที่ยวแล้วการลงทุนในประเทศโดยเฉพาะในโครงการ Mega Project จะเป็นแรงส่งเสริมของเศรษฐกิจไทยให้มีแรงต้านจาก Headwind หรือกระแสของโลกที่ถดถอย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ 3-4% ตามที่เราตั้งใจไว้”

เจาะลึกเศรษฐกิจไทย 2023

นายอาคมกล่าวต่อว่า สำหรับนโยบายการสนับสนุนการลงทุนในอนาคต นโยบายการคลังจะมุ่งไปใน 2 เรื่อง ได้แก่

  1. Green Finance โดยนโยบายการคลังต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการลดอัตราภาษีสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือ การสนับสนุนการใช้ Bio Plastic โดยเปลี่ยนจากพลาสติกที่เคยทำจากปิโตรเคมีเป็นพลาสติกจากชีวภาพมากขึ้น ขณะที่ในฝั่งของสถาบันการเงินปัจจุบันธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐหลายแห่งเริ่มปรับพอร์ตการให้สินเชื่อไปสู่เรื่อง Bio-Circular-Green Economic หรือ BCG แล้ว
  2. สังคมสูงอายุ (Aging Society) โดยจะพิจารณามาตรการภาษีที่ส่งเสริมให้มีธุรกิจที่สนับสนุนเรื่องสุขภาพและธุรกิจประกันชีวิต รวมถึงอยู่ระหว่างพิจารณาการปรับเพิ่มกองทุนการออมเพื่อให้มีเงินยังชีพหลังเกษียณมากขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาเสนอกฎหมายบำนาญแห่งชาติเพื่อดูแลกลุ่มอิสระไม่ได้อยู่ในระบบ ในบั้นปลายชีวิตอยากให้ประชาชนทุกคนมีบำบาญเกินเดือนละ 10,000 บาท โดยที่ประชาชนอาจต้องสมทบเข้ากองทุนหรือออมเพิ่มด้วย

“การส่งเสริมการออมและวินัยทางการเงินสำคัญมาก เพราะเมื่อเจอวิกฤติรัฐบาลจะแบกรับอยู่ฝ่ายเดียว การแบกภาระของรัฐบาลก็ต้องเอาเงินมาจากประชาชน ดังนั้น ทุกคนควรจะมีส่วนร่วม ถ้าอยากมีสวัสดิการเยอะก็ต้องยอมจ่ายภาษีเยอะ”

ลดขาดดุล-เพิ่มรายได้
เดินหน้าสู่การคลังยั่งยืน

นายอาคมกล่าวว่า สำหรับแผนของกระทรวงการคลังในด้านการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีความจำเป็นน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงโควิด-19 เนื่องจากในช่วงนั้นใช้จ่ายไปทั้งหมด 1.5 ล้านล้านบาท ดังนั้น ตอนนี้ถึงเวลาที่จะต้องใช้คืน

โดยในช่วงหลังจากนี้จะต้องไม่กู้เพิ่มเพื่อมาใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการกู้เพิ่มจะต้องนำมาทำโครงการพัฒนาที่ยังค้างอยู่ เช่น โครงการของรัฐวิสาหกิจ โครงการของรัฐบาลที่กู้มาชดเชยการขาดดุล ขณะที่นโยบายการคลังต้องมุ่งสู่ความยั่งยืนด้วยการทำนโยบายการคลังแบบสมดุล โดยในปี 2567 จะทำงบประมาณแบบขาดดุลน้อยลง

“ในช่วงหลังจากนี้นโยบายการคลังโดยรวมต้องกลับมาสู่ภาวะปกติ มุ่งสู่ระยะปานกลางและระยะยาว โดยนโยบายการคลังต้องคำนึงถึงความยั่งยืนทางการคลังคือการทำนโยบายการคลังแบบสมดุลหรือขาดดุลน้อยลง ซึ่งในปี 2564 เราขาดดุลอยู่ 7 แสนล้านบาท ในปี 2566 เราขาดดุลอยู่ 6.95 แสนล้านบาท ขณะที่จะปรับลดขนาดการขาดดุลให้เหลือไม่เกิน 3% ต่อจีดีพีตั้งแต่ปีงบประมาณ 67”

นายอาคมกล่าวต่อว่า การลดขนาดของการขาดดุลคือการลดการใช้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มความสามารถในการหารายได้ ซึ่งรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นจะมาจากรายได้ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการจัดเก็บภาษี เช่น ภาษี e-Service เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากแพลตฟอร์มต่างประเทศที่เริ่มจัดเก็บมาตั้งแต่ปี 2564 ภาษีรายได้จาก Cryptocurrency

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างพิจารณาการหักลดหย่อนภาษีที่มีความซ้ำซ้อน เช่น กองทุน RMF และ SSF เนื่องจากมองว่าคนที่ได้ประโยชน์จะเป็นคนที่มีรายได้สูง ดังนั้น จึงต้องกลับมาพิจารณาการค่าหักลดหย่อนภาษีอีก สำหรับในปี 2566 จะมีการทบทวนการต่ออายุภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ 7% เมื่อมั่นใจว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีอาจต้องมีการปรับขึ้นบ้าง โดยหากปรับขึ้นประมาณ 1% จะทำให้จัดเก็บรายได้เพิ่มประมาณ 70,000-80,000 ล้านบาท

“ตอนที่เราปรับลด VAT ให้เหลือ 7% เราบอกว่าจะลดให้ 2 ปี เพราะอยากให้ความมั่นใจเรื่องเศรษฐกิจฟื้นตัว เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวได้การจัดเก็บภาษีก็ควรเพิ่มขึ้นตาม ดังนั้น ต้องมีการปรับบ้างอย่างค่อยเป็นค่อยไป”

ทั้งนี้ การจัดเก็บภาษี VAT ในปี 2562 สามารถจัดเก็บได้ประมาณ 800,000 ล้านบาท ปี 2563 ลดลงเหลือ 750,000 ล้านบาท ปี 2564 จัดเก็บได้เพิ่มเป็น 790,000 ล้านบาท ปี 2565 จัดเก็บได้ 930,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 ในช่วงปี 2563-2564

นายอาคมกล่าวว่า นอกจากนี้ ในด้านภาษีจากการที่ไทยได้เข้าเป็นสมาชิกของ Global Forum ตั้งแต่ปี 2560 จึงต้องสร้างความโปร่งใสเรื่องภาษีและข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยในส่วนแรกเป็นข้อมูลของกรมสรรพากรโดยได้เสนอกฎหมายให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้เรียบร้อยแล้ว ขณะที่อีกส่วนเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลอัตโนมัติ โดยกรมสรรพากรจะต้องรับข้อมูลจากสถาบันการเงินแล้วนำไปแลกเปลี่ยนกับประเทศที่เป็นภาคี ซึ่งการแลกเปลี่ยนจะต้องมีกฎหมายให้อำนาจสถาบันการเงินในการให้ข้อมูลแล้วกรมสรรพากรจะนำไปแลกเปลี่ยนกับประเทศในภาคี ซึ่งปัจจุบันกฎหมายยังไม่ได้มีผลใช้บังคับ

โดยหลังจากกฎหมายมีผลใช้บังคับ จะเข้าสู่กระบวนการให้สัตยาบัน เพื่อยืนยันว่ามีกฎหมายรองรับแล้ว สถาบันการเงินจะเริ่มเก็บข้อมูลโดยเป็นข้อมูลของ Non Resident ที่เปิดบัญชีเงินฝากในไทยเพื่อส่งให้กรมสรรพากรเพื่อนำไปแลกเปลี่ยน ขณะที่หากคนไทยไปมีเงินฝากในประเทศอื่นประเทศนั้นจะส่งข้อมูลกลับเข้าในระบบเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อทำให้เกิดความโปร่งใสด้านภีและนำข้อมูลไปใช้ในการติดตามการจัดเก็บภาษีได้

นอกจากนี้ ไทยได้เข้าร่วมกับ OECD ในมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีโดยการโยกย้ายกำไรไปอยู่ในประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำหรือไม่เก็บภาษี ปัจจุบันมีประเทศที่เข้าร่วม 141 ประเทศ ซึ่งได้กำหนดแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ โดยบริษัทขนาดใหญ่ต้องส่งข้อมูลบริษัทขนาดย่อยทั้งหมดที่อยู่ในกลุ่มเพื่อนำไปแลกเปลี่ยน

ทั้งนี้ OECD ยังได้กำหนดแนวทางการจัดเก็บภาษีในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยแบ่งออกเป็น 2 Pillar ได้แก่ Pillar 1 กำหนดให้บริษัทขนาดใหญ่ที่เข้าไปให้บริการและมีรายได้ในประเทศอื่นโดยไม่มีสถานประกอบการ เช่น บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Google Facebook ทำให้ประเทศเหล่านั้นไม่สามารถจัดเก็บภาษีเนื่องจากไม่มีสถานประกอบการถาวร

ดังนั้น OECD จึงกำหนดให้บริษัทที่มีรายได้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกนำกำไร 10% ไปเสียภาษีในประเทศที่บริษัทแม่ตั้งอยู่ และส่วนเกินจาก 10% จะปันออกมา 25% เพื่อนำไปแบ่งให้ประเทศต่างๆ ที่บริษัทนั้นเข้าไปมีรายได้ ดังนั้น ในอนาคตไทยจะเริ่มได้ส่วนแบ่งภาษีจากมาตรการนี้ด้วย โดยคาดว่าจะเริ่มมีผลในปี 2567 และเริ่มจัดเก็บปี 2568

Pillar 2 การกำหนด Global Minimum Tax Rate โดยจากการที่ประเทศทั่วโลกมีการให้แรงจูงใจโดยใช้มาตรการทางภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุน OECD จึงกำหนดให้บริษัทข้ามชาติจะต้องเสียภาษีขั้นต่ำ 15% หากประเทศใดที่มีแรงจูงใจไม่ได้จัดเก็บส่วนต่างที่ต่ำกว่า 15% จะให้ประเทศที่บริษัทแม่ตั้งอยู่จัดเก็บได้

ทั้งนี้ กฎหมายจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2566 และเริ่มจัดเก็บในปี 2567 อย่างไรก็ตาม ประเทศที่มีความพร้อมสามารถออกกฎหมายและดำเนินการจัดเก็บได้ อย่างไรก็ตาม หลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา ที่ใช้ภาษีเป็นแรงจูงใจในการดึงดูดนักลงทุน จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก และคาดว่าจะขอขยายเวลาการจัดเก็บออกไปก่อนเนื่องจากยังไม่มีความพร้อม

สำหรับประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการศึกษา โดยคาดว่าจะออก Domestic Minimum Tax Rate เพื่อเก็บภาษีไว้ที่ไทยแล้วให้แรงจูงใจในการดึงดูดนักลงทุนในรูปแบบอื่น โดยจะทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ตลอดจนศึกษาแนวทางการให้แรงจูงใจของประเทศอื่นด้วย

“บริษัทใหญ่ๆ ในประเทศไทยหากไปลงทุนในต่างประเทศแล้วประเทศนั้นเก็บภาษีต่ำกว่า 15% เช่นจัดเก็บที่ 2% ส่วนต่างๆ 13% จะให้ประเทศไทยจัดเก็บได้ เช่นเดียวกันหากบริษัทต่างชาติมาลงทุนในไทยแล้วเสียภาษีต่ำกว่า 15% ส่วนต่างก็จะถูกโยกไปให้ประเทศที่บริษัทแม่จัดเก็บได้ดังนั้นต่อไปนี้ทุกบริษัทจะต้องเสียภาษีขั้นต่ำ 15%”

หนี้สาธารณะยังจัดการได้
แม้ดอกเบี้ยขาขึ้นกระทบ

นายอาคมกล่าวว่า การมุ่งไปสู่การคลังยั่งยืนด้วยการทำงบประมาณแบบสมดุลโดยการลดการขาดดุลและเพิ่มการจัดเก็บรายได้จะส่งผลดีต่อการลดหนี้สาธารณะ โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 60.6% ของจีดีพี จากกรอบกำหนดไว้ไม่ให้เกิน 70% ของจีดีพี โดยหากเศรษฐกิจขยายตัวได้ตามที่คาดไว้ในปี 2565 ที่ 3.4% จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะลดลง และหากรวมการขาดดุลในปี 2567-2570 ที่จะทยอยขาดดุลลดลงจะทำให้หนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 61% ซึ่งไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงเรื่องอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ที่ทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้นไปด้วย แต่กระทรวงการคลังยังบริหารจัดการได้ เนื่องจากที่ผ่านมาในเรื่องของหนี้สาธารณะที่เป็นหนี้ต่างประเทศได้มีการ Refinance, Refunding และเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเป็นรูปแบบ Fix Rate มากขึ้นรวมถึงบริหารความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน ดังนั้น แม้ภาระหนี้จะเพิ่มขึ้นแต่ยังบริหารจัดการได้ โดยเมื่อดุลการคลังลดลงก็จะส่งผลดีต่อหนี้สาธารณะ ซึ่งหากเศรษฐกิจขยายตัวตามที่คาดไว้อัตราการชำระหนี้ก็จะดีขึ้น

“มีหลายคนถามว่า แล้วทำไมถึงไม่ลดเพดานหนี้สาธารณะลงมาให้เหลือสัก 65% เรื่องนี้เรายังไม่ได้พิจารณาเพราะต้องดูให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะขยายไปได้ ด้านความกังวลเรื่องภาวะขาดดุลแฝด หรือ Twin Deficits มั่นใจว่าจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน เนื่องจากด้านดุลการคลังก็คาดว่าจะค่อยๆ ขาดดุลน้อยลง ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะกลับมาเป็นบวกได้ในปี 2566 แต่อาจจะไม่มากขึ้นอยู่กับดุลบริการ”

สำหรับหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก แม้หนี้ของรัฐวิสาหกิจจะรวมอยู่ในหนี้สาธารณะ แต่ไมได้เป็นภาระของงบประมาณ ยกเว้นกรณีที่กระทรวงการคลังกู้แล้วให้กู้ต่อแต่ส่วนใหญ่รัฐวิสาหกิจจะชำระเอง

“สิ่งที่จะเพิ่มเข้ามาในหนี้สาธารณะคือ การกู้ของกองทุนน้ำมัน 150,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาน้ำมันลดลงกองทุนน้ำมันสามารถเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนได้เพิ่มขึ้น ดังนั้น เราอาจจะต้องใช้น้ำมันแพงไปอีก 1-2 ปี อย่างไรก็ตาม การคำนวณหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่ได้คำนวณทั้งก้อน แต่คำนวณในเรื่องของการกระจาย ต้องทำแผนว่าการกู้แต่ละครั้งกระจายไปเท่าไร และใช้เวลากี่ปี ซึ่งเรากำหนดให้กองทุนน้ำมันเบิกจ่ายเงินกู้ได้ถึงเดือน ก.ค. 2566 และทยอยชำระหนี้ในปี 2568-2572”

 

ติดตามอ่านคอลัมน์ Cover Story : เจาะลึกเศรษฐกิจไทย 2023  ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมกราคม 2566 ฉบับที่ 489 ในรูปแบบดิจิทัล :  https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/