3 ปัจจัยส่งราคาทองคำพุ่งปี 2023

946

ในปี 2023 ทิศทางทองคำจะมีความผันผวนช่วงไตรมาสหนึ่งถึงสอง จากปัจจัยเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ย และการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และตั้งแต่ไตรมาสสามเป็นต้นไปราคาทองคำมีโอกาสปรับขึ้นเนื่องจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดของยูโรโซน, ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร ประกอบกับนักลงทุนจะกังวลว่าดอกเบี้ยของสหรัฐฯที่สูงจะเริ่มกระทบกับเศรษฐกิจสหรัฐฯถึงขั้นเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยเราจะอธิบายทั้ง 3 ปัจจัยว่าจะส่งผลต่อราคาทองคำอย่างไร?

1. อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ อัตราเงินเฟ้อมีทั้งประโยชน์และโทษขึ้นอยู่กับอัตราเงินเฟ้อ ณ เวลานั้น ก่อนจะวิเคราะห์ว่าอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบัน ขออธิบายว่า “เงินเฟ้อ” คืออะไร นับได้ว่าเป็นการวัดราคาของสินค้าและบริการ (ได้แก่ อาหาร พลังงาน ค่าเช่าต่างๆ และค่ารักษาพยาบาล) ว่ามีราคาเพิ่มขึ้นเท่าไร ซึ่งการวัดเงินเฟ้อการเปรียบเทียบราคาของสินค้าและบริการในวันนี้กับราคาเมื่อ 1 ปีก่อนหน้า ดังนั้น หากอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯแตะที่ 7% จะแปลได้ว่า ราคาโดยเฉลี่ยในปัจจุบันสูงกว่าราคาของสินค้าและบริการ ในปีที่แล้วอยู่ 7%

และปัญหาของสหรัฐฯตอนนี้ คือ อัตราเงินเฟ้อขึ้นแรงกว่าค่าจ้าง โดยอัตราค่าจ้างและเงินเดือนในปี 2022 เพิ่มจาก ปี 2021 เพียง +5.3% แต่อัตราเงินเฟ้อที่วัดราคาของสินค้าและบริการกลับบวกแรงถึง +8.15% หากอธิบายง่ายๆ คือ รายได้น้อยกว่ารายจ่าย จึงเป็นสาเหตุที่ ธนาคารกลางสหรัฐฯต้องใช้นโยบายแบบเข้มงวด โดยการใช้เครื่องมือทางการเงิน เพื่อลดปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งแลกด้วยสิ่งสำคัญก็คือ เศรษฐกิจจะชะลอตัว

 

โดยปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯแตะที่ 7% ซึ่งอยู่ในระดับที่สูง เนื่องจากราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 13.1% และราคาอาหาร 10.6% และแนวโน้มราคาพลังงานและอาหารยังมีแนวโน้มขยายตัว เพราะปัญหาระหว่างสงครามรัสเซียกับยูเครน ทำให้ชาติตะวันตกแบนสินค้าจากรัสเซีย 2 สินค้าคือ

  • พลังงาน น้ำมัน ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ คิดเป็นรายได้ของรัสเซีย 58% ของการส่งออกทั้งหมด โดยสหรัฐฯและยุโรปแบน
  • โลหะ นิกเกิล ทองแดง เหล็ก นีออน แพลเลเดียม และแพลตตินั่ม ซึ่งโลหะมีค่าสร้างรายได้ 2.5% โดยส่งออกหลักไปยุโรป 60 % ส่วนอีก 30% เอเชีย และ 10% ไปยังสหรัฐฯ และแอฟริกา โดยยุโรปกำลังเตรียมแผนคว่ำบาตรโลหะของรัสเซียรอบใหม่

ทั้งนี้ รัสเซียได้จำกัดการส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่ไม่เป็นมิตรต่อรัสเซีย(คือ สหรัฐฯ, แคนาดา, สหภาพยุโรป, สหราชอาณาจักร (รวมทั้งดินแดนในอาณัติ ได้แก่ เจอร์ซีย์, แองกวิลลา, หมู่เกาะบริติช เวอร์จิน และยิบรอลตา), ยูเครน, มอนเตเนโกร, สวิตเซอร์แลนด์, อัลเบเนีย, อันดอร์รา, ไอซ์แลนด์, ลิกเตนสไตน์, โมนาโก, นอร์เวย์, ซาน มาริโน, นอร์ท มาซิโดเนีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย, ไมโครนีเซีย, นิวซีแลนด์, สิงคโปร์ และไต้หวัน) โดยสินค้าที่รัสเซียนจำกัดการส่งอออก ได้แก่

  • อาหาร คือ ข้าวสาลี ,ข้าวโพด และเมล็ดทานตะวัน โดยรัสเซียยกเลิกข้อตกลงการฟื้นฟูข้อตกลงการส่งออกธัญพืชที่กล่าวมา ทำให้ราคาธัญพืชยังมีแนวโน้มแพงขึ้น
  • ปุ๋ยเคมี โดยรัสเซียได้จำกัดโควตาในการส่งออกปุ๋ยไปต่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้ปุ๋ยเพียงพอใช้ในประเทศและไม่ให้เกษตรกรในประเทศเดือดร้อน

จากสงครามรัสเซียกับยูเครน จะทำให้ราคาอาหารและพลังงานเพิ่มในปี 2023 ต่อ และกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อของทั่วโลกและสหรัฐฯ สวนทางธนาคารกลางทั่วโลกที่พาเหรดขึ้นดอกเบี้ยเพื่อป้องกันอัตราเงินเฟ้อสูง ในประเด็นที่คุยกันเกี่ยวกับสินทรัพย์ทองคำ ทำให้นักลงทุนที่สนใจทองคำ การใช้นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ(FED)

เรียกได้ว่า หากสหรัฐฯประกาศอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจะกดดันนักลงทุนให้คาดว่า FED มีโอกาสเร่งการขึ้นดอกเบี้ยกระทบต่อนักลงทุนที่เริ่มเก็งกำไรในดอลลาร์มากขึ้น และกดทองคำลง แต่หากเงินเฟ้อลดลงจะทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่า FED มีโอกาสชะลอการเร่งขึ้นดอกเบี้ย ส่งต่อการเทขายดอลลาร์ของนักลงทุน นับเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ

เหตุผลที่นักลงทุนให้ความสำคัญต่ออัตราเงินเฟ้อขนาดนี้ เนื่องจาก FED ใช้อัตราเงินเฟ้อเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการใช้นโยบายแบบเข้มงวดนั่นเอง หากนักลงทุนตามอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯสามารถตามได้จาก CPI และ PCE โดยสถิติการเปลี่ยนแปลงระหว่างทองคำกับ CPI สหรัฐฯ เป็นดังนี้

 

2.นโยบายการเงินที่เข้มงวดของสหรัฐฯ ,ยูโรโซน ,ญี่ปุ่น ,และสหราชอาณาจักร

นโยบายการเงิน คือ เครื่องมือของธนาคารกลางที่กำหนดต้นทุนการกู้ยืมหรือปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ มีเป้าหมายทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน และเสถียรภาพของระบบการเงิน โดยนโยบายการเงินแบ่งเป็น 2 อย่างคือ นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายจะใช้เมื่อปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจที่น้อยเกินไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินแบบเข้มงวดจะเริ่มใช้ในสถานการณ์ที่ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจที่มากเกินไป ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวลดลง และเครื่องมือของธนาคารกลางมีหลักๆ 3 อย่างได้แก่  1.การขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2.การซื้อหรือขายพันธบัตรรัฐบาล และ3.การกำหนดสัดส่วนเงินสดสำรองของธนาคารพาณิชย์

อย่างที่นักลงทุนทราบ อัตราเงินเฟ้อกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการสะสมมาเป็นเวลานาน เราขออธิบายสั้นๆ ว่า เกิดจากกำแพงภาษีระหว่างสหรัฐฯกับจีน การแพร่ระบาดโควิด-19 เกิดการล็อกดาวน์สร้างปัญหาชิปขาดแคลน และสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ส่งราคาน้ำมันและสินค้าการเกษตรสูง ทำให้ธนาคารกลางนานาของประเทศเริ่มใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด เพื่อลดปริมาณเงิน และส่งผลต่อราคาทองคำต่อจากนี้ แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ, ยูโรโซน ,ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร

 

จากกราฟดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ, ยูโรโซน, ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร จะเห็นว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ได้เริ่มใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด โดยการขึ้นดอกเบี้ยก่อนประเทศไหนๆ ซึ่ง FED มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยขึ้นแตะ 5% ทำให้เหลือการขึ้นดอกเบี้ยอีกเพียง 0.5% เท่านั้น แต่ยูโรโซน, ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร พึ่งเริ่มจะใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด อย่างการขึ้นดอกเบี้ย, การแทรกแซงพันธบัตรรัฐบาล และกำหนดสัดส่วนเงินสดสำรองของธนาคารพาณิชย์ โดยยูโรโซนและสหราชอาณาจักรเลือกที่จะใช้เครื่องมือการขึ้นดอกเบี้ย และญี่ปุ่นใช้การแทรกแซงพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลักตอนนี้ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2566 มองว่าเงินมีโอกาสไหลกลับมาที่ค่าเงินอย่างยูโร ,เยน ,และปอนด์จะแข็งขึ้น และดอลลาร์เริ่มอ่อน นับเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ

3.ผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐฯ เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ขึ้นดอกเบี้ยถึงเป้าหมายที่ 5% โดย Fed Watch Tool ของ CME Group ที่วิเคราะห์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นของสหรัฐฯ โดยเก็บมุมมองของนักลงทุนที่คาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้น ซึ่งคาดดอกเบี้ยดังกราฟนี้

 

หากมองในทางเศรษฐศาสตร์แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐฯกระทบ 5 อย่าง

1. ดอกเบี้ย ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินและของธนาคารพาณิชย์ปรับเพิ่มขึ้น ส่งดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ขึ้นตาม โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มทำให้ผู้ประกอบการลดแรงจูงใจที่จะกู้ยืมเพื่อลงทุน แต่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะเพิ่มขึ้นสร้างแรงจูงใจของประชาชนที่จะนำเงินมาฝากออมไว้กับธนาคาร กระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยลดลง สุดท้ายจะส่งต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อก็จะมีแนวโน้มชะลอลง

2. สินเชื่อ ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินและของธนาคารพาณิชย์ปรับเพิ่มขึ้น ภาระหนี้สินของธุรกิจมีแนวโน้มสูงขึ้น และความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของธุรกิจขึ้นตาม ซึ่งไม่จูงใจให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจ ทำให้ธุรกิจสามารถขยายการลงทุนได้ยาก กระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ต่ำลง

3. ราคาสินทรัพย์ ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อประชาชนออมเงินฝากที่เพิ่มขึ้น และลดการออมในรูปแบบอื่นๆ นำไปสู่การลดลงของการบริโภค เป็นปัจจัยลบต่อการลงทุนในหุ้น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์และทองคำ การชะลอตัวของการบริโภคและการลงทุนจะส่งผลให้เศรษฐกิจและเงินเฟ้อปรับลดลงในที่สุด

4. อัตราแลกเปลี่ยน การสหรัฐฯขึ้นดอกเบี้ยหากเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยของประเทศอื่น จะส่งเสริมให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนในหลักทรัพย์ที่อยู่ในรูปเงินดอลลาร์มากขึ้น ซึ่งเงินทุนที่เข้าสหรัฐฯ ความต้องการเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น และส่งผลทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ทำให้สินค้านำเข้าถูกลง และลดเงินเฟ้อ ทั้งนี้สหรัฐฯเป็นประเทศที่มีการนำเข้ามากกว่าการส่งออก โดยมูลค่าการนำเข้าของสหรัฐฯปี 2563 อยู่ที่ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ นับเป็น 13.5% ของการนำเข้าของทั้งโลก ยิ่งการนำเข้าถูกยิ่งทำให้ต้นทุนสินค้าสหรัฐฯลดลง สุดท้ายจะลดอัตราเงินเฟ้อลง

คาดการณ์ของประชาชน มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในอนาคต เนื่องจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อจะช่วยดูแลไม่ให้อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์สูงขึ้นตาม และช่วยลดแรงจูงใจในการซื้อสินค้าและบริการของประชาชน กระทบแนวโน้มของราคาสินค้าที่กำลังลดลงและส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อต่ำลง

จากดอกเบี้ยของสหรัฐฯที่สูงกระทบ 5 ประเด็นที่กล่าวมามีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ

สำหรับกลยุทธ์ในการลงทุนทองคำของปี 2023 คือการย่อเก็บทองคำตั้งแต่ 1,700 ถึง 1,750 ดอลลาร์ และมีจุดตัดใจที่ 1,600 ดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายที่ 1,870 ถึง 1,945 ดอลลาร์