ก.ล.ต.เปิดผลหารือคณะทำงาน ปรับเกณฑ์หนุน SME-Startup ออกตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน คาดบังคับใช้ Q2/66

492

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2566 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยผลการประชุมคณะทำงานเสริมสร้างวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) วิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) กิจการเงินร่วมลงทุน (PE) นิติบุคคลร่วมลงทุน (VC) สู่ตลาดทุนไทย หรือคณะทำงานฯ ซึ่งได้มีการหารือเกี่ยวกับแนวทางการปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับ SME และ Startup ในการระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2566

ตามที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุน (ก.ต.ท.) ได้มีมติเห็นชอบในแนวทางการสนับสนุนการออกตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืนในการประชุมคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ครั้งที่ 15/2565 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2565 ก.ล.ต. จึงได้จัดประชุมคณะทำงานฯ* ครั้งที่ 1/2566 ซึ่งมีนางสาวจอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต. เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อร่วมแสดงความคิดเห็นต่อหลักเกณฑ์ที่จะรองรับการระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืนของ SME และ Startup ตอบรับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มกิจการดังกล่าว รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานให้สามารถเร่งปรับตัว และมีส่วนร่วมกับการพัฒนาธุรกิจในมิติความยั่งยืน ซึ่งปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social and Governance : ESG) เป็นหัวใจสำคัญต่อกลยุทธ์และการประกอบธุรกิจเพื่อลดความเสี่ยงและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งที่ประชุมคณะทำงานเห็นด้วยกับหลักเกณฑ์ที่นำเสนอ เนื่องจากช่องทางการเสนอขายตราสารหนี้ในวงจำกัดและการเสนอขายผ่านระบบคราวด์ฟันดิง (crowdfunding) นับเป็นช่องทางการระดมทุนที่สะดวกและรวดเร็วซึ่งเหมาะกับ SME และ Startup มากกว่าการระดมทุนรูปแบบอื่น

หลักเกณฑ์ที่เสนอจะมีข้อกำหนดเพิ่มเติมจากหลักเกณฑ์การเสนอขายตราสารหนี้ทั่วไป โดยบริษัทที่ประสงค์จะออกตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืนมีการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน เช่น วัตถุประสงค์การใช้เงินด้านสิ่งแวดล้อม และ/หรือสังคม การคัดเลือกโครงการ การรายงานความคืบหน้าโครงการ การกำหนดเป้าหมายของธุรกิจที่สอดรับกับด้านความยั่งยืน เป็นต้น ต่อผู้ลงทุนทั้งก่อนและหลังการเสนอขาย
ทั้งนี้ ก.ล.ต. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักเกณฑ์ดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. ภายในไตรมาส 1/2566 และคาดว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ภายในไตรมาส 2/2566

หมายเหตุ: *คณะทำงานฯ ประกอบด้วยตัวแทนจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 14 แห่ง ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน สมาพันธ์
เอสเอ็มอีไทย สมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน ชมรมวาณิชธนกิจ สภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย