บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมกับมูลนิธิ รูปแบบทางเลือกของการทำ ESG เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ผมได้เคยเขียนบทความเกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมในมุมมองของการจัดตั้งและภาระภาษีมาใน วารสารการเงินธนาคาร แล้ว เมื่อตอนร่างพระราชบัญญัติวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ.2562 ฉบับนี้ ผ่านเป็นกฎหมาย

นอกจากนี้ ผมก็เคยเขียนการเปรียบเทียบเรื่องการจัดตั้งกองทุนแบบ กงสี กับ สมาคม หรือกับบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อสมาชิกธุรกิจครอบครัว : รูปแบบไหนดี ในหนังสือสูตรสำเร็จธุรกิจครอบครัวไทยเพื่อการสืบทอดอย่างยั่งยืน เพื่อทำการกุศลสาธารณะหรือดูแลสมาชิกในครอบครัว

ทั้งนี้ ตอนเขียนก่อนที่ พ.ร.บ.วิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ.2562 จะมีผลบังคับเป็นกฎหมาย ในหนังสือผมสรุปว่า หากธุรกิจครอบครัว มีความประสงค์ที่จะให้สมาชิกในครอบครัวที่ต้องมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณประโยชน์ หรือการกุศล (Philanthropy) ก็เป็นเรื่องที่ควรพิจารณาดำเนินการโดยการเลือกรูปแบบเป็นมูลนิธิหรือบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมก็จะเป็นทางเลือกที่ดีและเหมาะสมที่สุด

จำนวนและความสำเร็จของวิสาหกิจเพื่อสังคมของไทย

หลังจากที่พระราชบัญญัติวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ.2562 มีผลบังคับใช้ ปัจจุบันได้มีการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม ในการทำกิจการที่เป็นสาธารณประโยชน์เพื่อสังคมโดยมีกลุ่มบุคคลที่จะทำธุรกิจแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม มีทั้งแบบแบ่งปันผลกำไรให้สังคมหรืออาจจะไม่แบ่งปันผลกำไรเป็นจำนวนไม่มากนักจากข้อมูล (ปี 2563) ปัจจุบันมีประมาณ 145 ราย

โดยแบ่งเป็นประเภทไม่แบ่งปันผลกำไรให้ผู้ถือหุ้น 123 ราย และประเภทแบ่งปันผลกำไร 22 ราย เท่าที่ทราบปัจจุบันมีประมาณ 178 ราย และที่ผ่านมาก็ยังไม่พบว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จในการที่จะสามารถเจริญเติบโต มีกำไรได้และจะสามารถขยายเครือข่ายในการขยายรูปแบบวิสาหกิจ เพื่อสังคมให้มากขึ้นได้มากนักตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

ผมคิดว่า ความล้มเหลว หรือการไม่บรรลุพันธกิจของวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จัดตั้งในประเทศไทย โดยอาจเกิดจากหลายสาเหตุ

  1. ขาดเงินทุนที่เพียงพอที่จะทำกิจกรรมให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและยังมีต้นทุนสูงกว่าธุรกิจที่หวังผลกำไรทั่วไป
  2. ขาดความรู้ในการบริหารจัดการที่ดี ด้านการเงิน การจัดการ การตลาด (ขาดระบบนิเวศที่ช่วยขับเคลื่อน)
  3. ขาดทรัพยากรบุคคล ผู้บริหารและพนักงานที่มีความรู้ความสามารถในการขับเคลื่อนองค์กร
  4. ขาดความเข้าในระหว่างกลุ่มลูกค้ากับชุมชนผู้ได้รับประโยชน์ ซึ่งจะทำให้เกิดภาระทิ้งภารกิจเพื่อสังคมได้ง่าย (Mission Drift)
  5. ภาครัฐเข้าไปมีส่วนกำกับชี้นำดูแลมากเกินไป

รายละเอียดโปรดศึกษาข้อมูลจากหนังสือของสถาบันการยุติธรรมแห่งประเทศไทย การถอดความรู้จากงานเสวนา เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 หัวข้อ “Thailand Social Enterprise: The Way Forward วิสาหกิจเพื่อสังคมไทย ก้าวอย่างไรให้ยั่งยืน”

บทความนี้ ผมจะขอเสนอว่า หากองค์กรธุรกิจหรือองค์กรสาธารณกุศลใดๆ ก็ตาม ที่มีความประสงค์ในการดำเนินธุรกิจเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านการศึกษา สังคม สุขภาพ และ สิ่งแวดล้อม ให้สอดรับกับพันธกิจขององค์กรธุรกิจในเรื่องสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และ การกำกับดูแลกิจการ (Governance) หรือ ESG การเลือกรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคมแบบไม่มีกำไรมาแบ่งปัน น่าจะเป็นรูปแบบที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุดในการทำงานเพื่อบรรลุพันธกิจในเรื่อง ESG และบรรลุผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

เนื่องจากผมได้เคยมีโอกาสศึกษาการจัดทำร่างพระราชบัญญัติวิสาหกิจเพื่อสังคมในสมัยที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติและยังได้มีโอกาสเข้าไปเป็นกรรมาธิการของการร่างพระราชบัญญัติวิสาหกิจเพื่อสังคมในขั้นตอนการพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติในช่วง พ.ศ.2562 ผมมีความเชื่อว่า บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมจะเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการที่จะพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และสร้างความโปร่งใสให้กับธุรกิจได้ หากได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนให้ถูกวิธี

ปัจจุบัน การประกอบธุรกิจขององค์กรธุรกิจต่างๆ จะต้องมีพันธกิจให้บรรลุเป้าหมาย ESG ในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ให้กับสังคมโลก Environment ในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม Social และต้องมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี Governance ซึ่งเรื่อง ESG ในปัจจุบันเป็นเรื่องที่ทุกองค์กรต้องทำและตระหนักในความสำคัญและมีหน้าที่ต้องทำ เพราะกฎระเบียบการค้าการลงทุนในประเทศและระหว่างประเทศบังคับให้ต้องทำ ไม่ใช่เป็นทางเลือกหรือเป็นเรื่องควรทำหรือไม่ควรทำ เพราะ ESG ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เท่านั้น

นอกจากนี้ การที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปทำงานเป็นประธานกรรมการ บริษัท ชีวามิตรวิสาหกิจเพื่อสังคม ที่เป็นองค์กรไม่เอากำไรมาแบ่งปัน ก็ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควรหลังจากใช้เวลามากว่า 5 ปี เพราะเรามีทุนจากบริษัทและมูลนิธิใหญ่ที่เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการที่มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับจากสังคม มีผู้บริหารที่มีความสามารถ และสามารถตอบโจทย์ของผู้ที่อยู่ในสภาวะเจ็บป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ จึงอาจเป็นตัวอย่างแค่ส่วนน้อยที่สามารถประสบความสำเร็จ

ประกอบกับการได้มีโอกาสดำรงตำแหน่งของกรรมการบริษัทที่จดทะเบียนและไม่จดทะเบียน รวมถึงกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และรับผิดชอบดูงานของ ESG จึงพบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น หากองค์กรธุรกิจต้องการจะบรรลุพันธกิจ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมพัฒนาในเรื่องสิ่งแวดล้อม การศึกษา สุขภาพ สังคม นั้น เพื่อให้ตอบโจทย์ของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ก็ต้องมีองค์กรที่ขับเคลื่อนให้เกิดผลสำเร็จ

ในอดีตองค์กรธุรกิจมักจะทำงานในรูปแบบการบริจาคที่เป็นการทำงานเพื่อสังคม (CSR) เป็นโครงการไปอาจไม่ได้มีการติดตามผลการทำงานและประเมินผลสัมฤทธิ์อย่างใกล้ชิด และในหลายโอกาสที่กลุ่มบริษัทเหล่านั้นก็ต้องใช้มูลนิธิเป็นรูปแบบในการที่จะทำกิจการสาธารณกุศลเพื่อสังคม ทั้งนี้ โดยบริษัทอาจจะให้เงินตั้งมูลนิธิเป็นการเริ่มต้น หรือบริษัทเองบริจาคผ่านมูลนิธิอื่นๆ หรือเจ้าของธุรกิจผู้ที่มีความมั่งคั่งก็จัดตั้งมูลนิธิขึ้น และบริจาคเงินของตนเองเพื่อทำการกุศล แต่ในภาวะเศรษฐกิจมีปัญหา การขอเงินบริจาคก็ยากเป็นเงาตามตัว ทำให้พันธกิจของมูลนิธิเพื่อ ESG ต้องชะลอหรือยกเลิกไปโดยปริยาย

ดังนั้น รูปแบบการใช้มูลนิธิในการดำเนินการงานสาธารณกุศลเพื่อบรรลุเป้า ESG จึงไม่น่าจะเป็นรูปแบบที่ดีและเหมาะสมกับภาวะในปัจจุบัน

ผมจึงเสนอว่า ควรใช้กลไกมูลนิธิปัจจุบันที่มีอยู่ในองค์กรธุรกิจปัจจุบัน ร่วมกันกับองค์กรธุรกิจในการพิจารณาจัดตั้ง ก็เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมในการขับเคลื่อนพันธกิจในเรื่อง ESG หรือหากองค์กรธุรกิจยังไม่มีมูลนิธิ ก็ควรพิจารณาตั้งเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมทำงานแทนได้เลย จึงจะมีผลดี และมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากกว่าการใช้มูลนิธิ

เลือกวิสาหกิจเพื่อสังคมแทนมูลนิธิ

ทั้งนี้ ผมเสนอให้ท่านผู้อ่านชวนคิดกันว่า ถ้ามูลนิธิที่ทำกิจการสาธารณกุศล ที่ปัจจุบันมุ่งทำธุรกิจเพื่อสังคม หรือเพื่อสาธารณกุศลในประเทศไทยทั้งหมดที่มีเงินกองทุนมากพอสมควร ร่วมกับบริษัทเอกชนที่ต้องบริจาคเงินผ่านมูลนิธิสาธารณกุศลเพื่อทำงาน ESG ลองหันมาพิจารณาให้มูลนิธิกับบริษัทเอกชนต่างๆ ที่มีอยู่เหล่านั้น ร่วมกันทดลองจัดตั้งเป็นบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ไม่ได้เอากำไรมาแบ่งปัน ทำงานเพื่อสังคมส่วนรวม แล้วมาประเมินดูว่าจะเกิดผลดีกับประเทศชาติและสังคมและบรรลุพันธกิจเรื่อง ESG ได้ดีกว่าหรือไม่

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากการจัดตั้งที่มีบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ไม่ได้เอากำไรมาแบ่งปันเพื่อใช้ความมีประสิทธิภาพของภาคธุรกิจเอกชนในการเข้ามาบริหารจัดการ ไม่ว่าด้านเงินทุน บุคลากร การตลาด การเงิน กฎหมาย ที่จะขับเคลื่อนให้วิสาหกิจเพื่อสังคมเหล่านั้นให้สามารถมีผลกำไร หรือรายได้ ขยายกิจการ โดยมีพันธมิตรเอกชนในภาคส่วนต่างๆ ในการทำธุรกิจเรื่องต่างๆ ตามเป้าหมายของตนร่วมกับชุมชนก็จะได้รับประโยชน์ ไม่ว่าจะงานด้านสิ่งแวดล้อมหรือสังคม เพื่อบรรลุเป้าหมายและพันธกิจในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย และความโปร่งใสในการกำกับดูแลกิจการได้

มูลนิธิลงทุนในบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมได้หรือไม่?

เคยมีคำถามว่า การจะเอาเงินทุนมูลนิธิที่มีจำนวนพอสมควรในปัจจุบันมาลงทุนในบริษัทจะทำได้หรือไม่เพราะการเข้าไปลงทุนของมูลนิธิในบริษัทอาจจะผิดวัตถุประสงค์ เพราะวัตถุประสงค์ตามกฎหมายในการจัดตั้งมูลนิธิ ต้องเป็นการจัดตั้งโดยไม่ได้มุ่งหวังผลกำไรและต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อการกุศล สาธารณะ การศาสนา ศิลปะวิทยาศาสตร์ วรรณคดี การศึกษาเพื่อสาธารณประโยชน์

ผมมีความเห็นว่า การนำเงินไปลงทุนในบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมประเภทที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เอากำไรมาแบ่งปันนั้นย่อมทำได้ และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์

การจัดตั้งบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมจึงสามารถดำเนินกิจการ เพื่อให้วิสาหกิจเพื่อสังคมนั้นผลิตจำหน่ายสินค้าหรือบริการต่างๆ หรือดำเนินการใดๆ โดยมีวัตถุประสงค์ ในการแก้ไขปัญหาไม่ว่าจะพัฒนาการศึกษาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม กิจการสาธารณสุข ทั้งนี้ บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จัดตั้งดังกล่าวย่อมมีวัตถุประสงค์ที่กว้างกว่า และมีกลไกการบริหารที่มีประสิทธิภาพกว่ามูลนิธิ ในการบริหารจัดการเพื่อให้บรรลุพันธกิจของ ESG ขององค์กรได้

ข้อพิจารณาของการเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินกิจการมูลนิธิ ให้เป็นบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ไม่เอากำไรมาแบ่งปัน

1.การลงทุนซื้อหุ้นของมูลนิธิ ถือเป็นประเภทการลงทุน ไม่ใช่เป็นรายจ่าย และหากบริษัทร่วมลงทุนด้วย ต่อมาบริษัทดังกล่าวได้รับการรับรองสถานะให้มีสิทธิทางภาษีบริษัทที่ลงทุนก็ตัดเป็นรายจ่ายได้ เงินทุนหรือเงินค่าหุ้นและเงินบริจาคก็ถือเป็นรายจ่ายได้ บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมสามารถนำเงินที่ได้มาไปลงทุนหาผลตอบแทนในอัตราที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับมูลนิธิ เพราะตามกฎหมายมูลนิธิไม่สามารถนำเงินบริจาค หรือเงินกองทุนไปลงทุนในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่มูลนิธิจะต้องฝากกับธนาคารเท่านั้น

ในอดีตเงินฝากของธนาคาร หรือสถาบันการเงินมีอัตราสูงถึง 7-15% มูลนิธิต่างๆ จึงสามารถนำดอกผลมาใช้จ่ายในกิจการได้ แต่ในปัจจุบันเงินฝากธนาคารมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก (0.5-0.75% ต่อปี) จึงทำให้เงินของมูลนิธิเริ่มลดน้อยถอยลง จนกระทั่งไม่มีเงินทุนมาใช้จ่ายในการบริหารและทำการกุศลอีกต่อไป และต้องไปขอเงินบริจาคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และการขอรับบริจาคก็ยากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้องค์กรเหล่านั้นไม่สามารถทำงานต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ตรงกันข้าม หากมีการจัดตั้งเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมและมีเงินกองทุนที่เพียงพอ ก็สามารถนำเงินดังกล่าวไปบริหารจัดการการลงทุนให้ได้ผลประโยชน์ และนำดอกผลมาใช้จ่ายในกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมได้ และเกิดความยั่งยืนในอนาคตได้ นอกเหนือจากการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

2.รายได้ของมูลนิธิที่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากกรมสรรพากรให้เป็นองค์กรสาธารณกุศลในการได้รับการยกเว้นการเสียภาษี มูลนิธิดังกล่าวก็ยังคงต้องเสียภาษีจากรายรับในการไปทำการกุศล เช่น การขายสินค้า การให้บริการต่างๆ โดยต้องเสียภาษีร้อยละ 10 ก่อนหักรายจ่าย สำหรับเงินได้ 40 (1) ถึง (7) และเงินได้ตามมาตรา 40 (8) จากการขายสินค้าในอัตราร้อยละ 2 ก่อนหักรายจ่าย จะยกเว้นเฉพาะเงินรับบริจาคเงินค่าบำรุงสมาชิกและเงินให้โดยเสน่หาเท่านั้น

ตรงกันข้าม หากจัดตั้งเป็นบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมในช่วงที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากกรมสรรพากรเสียภาษีจากกำไรสุทธิเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่วิสาหกิจเพื่อสังคมในช่วงเริ่มต้นยากนักที่จะมีกำไรเพราะจะมีค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้บริษัทนี้ก็จะไม่มีต้นทุนด้านภาษีที่ต้องเสียจากรายรับแม้จะไม่มีกำไรก็ตาม

3.ในบางกรณีการบริจาคเงินของบริษัทให้กับมูลนิธิติดข้อจำกัดของจำนวนเงินบริจาค (เช่น ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ) หรือรายจ่ายบางอย่างที่ต้องห้ามตามกฎหมาย การใช้กลไกบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมจึงคล่องตัวกว่ามาก

4.ต่อมาหากบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ไม่ได้เอากำไรมาแบ่งปันได้รับยกเว้นหรือรับรองจากกรมสรรพากรแล้ว หลังจากที่ได้ดำเนินการมาแล้ว 1 ปี (โดยต้องดำเนินการต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี หากเลิกกิจการก่อน 5 ปีจะถูกเรียกคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรทั้งหมด) ก็จะทำให้สถานะของบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมดังกล่าวนั้น ก็จะไม่แตกต่างไปกับมูลนิธิที่ได้รับการรับรองเป็นองค์กรสาธารณกุศลจากกรมสรรพากร

โดยมีข้อดีด้านภาษีคือ บุคคลธรรมดาที่ลงทุนในหุ้นสามารถหักค่าลดหย่อนได้ถึง 100,000 บาท ส่วนนิติบุคคลที่ลงทุนในหุ้น ก็จะหักรายได้ตามที่จ่ายจริง ส่วนหากเป็นเงินบริจาค บริษัทผู้บริจาคก็จะถูกข้อจำกัดคืออัตราสูงสุดไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิเช่นเดียวกัน

5.การบริหารจัดการของบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม ก็สามารถจ้างผู้บริหาร พนักงาน ที่มีความสามารถเข้ามาบริหารจัดการองค์กรไม่ว่าด้านการตลาด การเงิน การลงทุน การวิจัย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเช่นองค์กรธุรกิจทั่วไปและสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า ผู้ลงทุนและผู้ที่ได้รับประโยชน์จากกิจการเพื่อสังคมนั้นโดยจะไม่เกิดเป็นการละทิ้งภารกิจ Mission Drift

6.หากบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมดังกล่าวมีกิจการที่ประสบความสำเร็จไม่ว่าในรูปรายได้และผลงานแล้ว และบรรลุพันธกิจที่วางไว้แล้ว ก็ยังสามารถที่จะไปลงทุนในเครือข่ายของวิสาหกิจเพื่อสังคมเล็กๆ ในรูปลักษณะของ Holding Company หรือสร้างเครือข่ายของวิสาหกิจเพื่อสังคมเล็กๆ ให้เติบโตเป็นพันธมิตรต่อไปได้อีกด้วย

ทั้งนี้ หากบริษัทธุรกิจใหญ่ก็ยังสามารถนำบุคลากรที่มีความสามารถในธุรกิจหลักไปช่วยวางแผนจัดการให้บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมทั้งที่แบ่งปันผลกำไรและไม่แบ่งปันผลงานรายได้ดีขึ้นเพื่อสร้างความเติบโตและตอบสนองชุมชนสังคม

7.บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมสามารถระดมทุนกับประชาชนที่อยากทำดีได้โดยไม่ติดข้อจำกัดของกฎหมายหลักทรัพย์ เรื่องการขายหุ้นกับประชาชน

ข้อเสนอ : ทุนจำเป็น

เนื่องจาก พ.ร.บ.วิสาหกิจเพื่อสังคมฉบับนี้ไม่มีเงินสนับสนุนจากรัฐบาลโดยตรง แต่กลับมีกฎหมายกำหนดให้บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมที่มีกำไร บริจาคสมทบเงินกองทุน ผมเชื่อว่าอยากที่จะประสบความสำเร็จโดยเฉพาะมีเงินกองทุนที่จะได้จากกำไร เพราะวิสาหกิจเพื่อสังคมเล็กๆ ที่ไม่มีบริษัทใหญ่ๆ ช่วยเหลือยากนักที่จะมีกำไรได้

ร่างกฎหมายเดิมจะมีการนำเงินที่สถาบันการเงินหรือบริษัทเป็นเจ้าของนำมาโอนให้เงินกองทุนส่วนหนึ่งกับกองทุนวิสาหกิจเพื่อสังคม ที่เรียกว่า “เงินค้างท่อ” เพื่อสนับสนุนกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมเช่นในประเทศอังกฤษ ผมจึงเห็นว่า ถ้าอยากให้วิสาหกิจเพื่อสังคมฝ่าฟันความสำเร็จก็ควรมีการแก้ไขกฎหมายในอนาคตให้มีเงินกองทุนสนับสนุนจากรัฐบาล

บทสรุป

ดังนั้น ในปัจจุบันวิสาหกิจเพื่อสังคมที่อยากประสบความสำเร็จ จึงยังจะต้องอาศัยบริษัทเอกชนในการขับเคลื่อนด้วยตนเอง ในการจัดตั้งบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม ขึ้นมาขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และด้านการกำกับกิจการ โดยบริษัทเอกชนใหญ่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่จะต้องมีการรายงานเรื่องบทบาทในด้าน ESG ใน One Report

ผมเชื่อว่า การใช้บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมของตนเอง หรือร่วมกันจัดตั้งบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์หรือที่บริษัทจดทะเบียนอื่นจะจัดตั้งขึ้นในอนาคต จะสามารถขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดขึ้นในสังคมไทยได้

ผมขอเสนอให้องค์กรธุรกิจใหญ่ลองคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงให้มูลนิธิใหญ่ๆ ที่มีเงินมาก เข้ามาจัดตั้งบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยองค์กรธุรกิจเหล่านั้นก็มีการร่วมลงทุน ในการจัดตั้งบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมขึ้นมาเพื่อร่วมกันทำงานโดยมีพันธกิจ ESG ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดี

หากบริษัทดังกล่าว ยังไม่มีมูลนิธิ และอยากทำงาน ESG ก็ควรจัดตั้งเป็นบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ไม่เอากำไรมาแบ่งปันแทน การจัดตั้งมูลนิธิ

ความเปลี่ยนแปลงตามข้อเสนอนี้อาจจะเป็นความหวังของประเทศไทยในการสร้างสภาวะนิเวศที่ดีของวิสาหกิจเพื่อสังคมในการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม, ลดปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี ก็จะสามารถบรรลุเป้าหมายของ ESG เพื่อความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนของบริษัทเองและสังคมไทยต่อไป