“ธนิศร์ เจียรวนนท์” ผ่าแผนดัน “แม็คโคร” ขึ้นเบอร์ 1 ออมนิแชนแนลค้าส่งไทย ดันยอดขายออนไลน์โต 88%

1159

“ธนิศร์ เจียรวนนท์” ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจค้าส่งแม็คโคร ประเทศไทย ผู้กุมบังเหียนแม็คโคร ควบตำแหน่งหลานสายตรงของเจ้าสัวธนินท์ กล่าวว่า ปัจจุบันอีคอมเมิร์ซ เข้ามาเป็นช่องทางหลักในการเลือกซื้อสินค้าควบคู่กับหน้าร้าน สอดคล้อง ซึ่งช่องทางอีคอมเมิร์ซค่อย ๆ ขยายตัวสัดส่วนในระบบการซื้อขาย โดยเกาหลีมีสัดส่วนอีคอมเมิร์ซ 30% จีน 40% ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ 2.7%

จึงเป็นที่มาบิ๊กมูฟแม็คโคร เร่งเครื่องกลยุทธ์ออมนิแชนแนล โฟกัสการสร้างซูเปอร์แอป ภายใต้ชื่อ Makro Pro เชื่อมผู้ประกอบการ ลูกค้า และพาร์ตเนอร์ เข้าไว้ด้วยกัน ครอบคลุมการสั่ง การขาย และความคุ้ม

ที่ผ่านมา อีคอมเมิร์ซมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แม็คโครจึงทรานส์ฟอร์มตนเองเข้าสู่ดิจิทัลตั้งแต่ปี 2562-2563 ลงทุนพัฒนาระบบหลังบ้าน และอีคอมเมิร์ซ และปี 2565-2566 ได้ให้น้ำหนักการลงทุนเพิ่มขึ้นพอสมควร

“เราจะดิสรัปต์ตัวเอง หรือจะให้ตลาดดิสรัปต์เรา แม็คโครเลือกทรานส์ฟอร์มตนเอง เพื่อไปด้านดิจิทัล และขึ้นเป็นเบอร์ 1 ออมนิแชนแนลค้าปลีกและค้าส่งออนไลน์ในไทย หากเราไม่ทำ แม็คโครจะไม่สามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้”

อย่างไรก็ดี Pain Point สำคัญ คือ ที่ผ่านมาแม็คโครทำแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ยังตอบโจทย์ผู้บริโภคไม่เพียงพอ ขณะเดียวกันจากการสำรวจลูกค้าแม็คโครผ่านทางออฟไลน์ ไม่มีใครบอกแม็คโครเป็นออนไลน์ จึงทำให้ปี 2566 แม็คโครทำซูเปอร์แอป Makro Pro โดยดึง ญาญ่า อุรัสยา ขึ้นเป็นพรีเซ็นเตอร์สื่อสารแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยตั้งเป้าการเติบโตด้านยอดขายออนไลน์ในปีนี้อยู่ที่ 88%

โดยต่อจากนี้ไปการขยายสาขาแม็คโครจะเชื่อมต่อกับระบบออนไลน์ ซึ่งปี 2566 จะขยายเพิ่ม 10-12 สาขา ใช้งบลงทุนทั้งที่ดิน การก่อสร้าง และลงระบบออนไลน์ที่สาขาเฉลี่ย 200-300 ล้านบาท/สาขา แบ่งโซนทำ O2O หรือ Online to Offline และโซน Pick & Pack ระบบบริหารจัดการคลังสินค้า ซึ่งจุดเด่นคือแม็คโครมีคลังสินค้าแวร์เฮ้าส์ DC กว่า 100 แห่ง จากแม็คโครทั้งหมด 152 สาขา ครอบคลุม 66 จังหวัด ทำให้การขนส่งสะดวกและรวดเร็ว

“ที่ผ่านมาช่องทางออนไลน์แม็คโครเติบโตระดับดับเบิลดิจิต ส่วนยอดออฟไลน์โตเพียง 2-3% ช่องทางออนไลน์พอร์ตที่สำคัญของบริษัทที่ทำให้แม็คโครเคลื่อนตัวไปหาลูกค้าได้”

ทั้งนี้ แม็คโครจะนำสินค้าลง Makro Pro 50,000-60,000 SKU มากกว่าที่สาขาที่มีสินค้าเฉลี่ย 20,000 SKU หากข้อมูลการสั่งซื้อทางออนไลน์ตรวจพบอินไซด์การซื้อสินค้าบางประเภทจำนวนมากที่ไม่มีที่หน้าร้าน อาจจะโยกสินค้านั้น ๆ มาสู่หน้าร้าน ดังนั้น การเพิ่มระบบออมนิแชนแนลขึ้นมา จะช่วยผสานให้แม็คโครขายของได้ดีขึ้น

โดยปัจจุบันแม็คโครมีสมาชิกสมัครทางออนไลน์ราว 1 ล้านราย (นับรวมจากแพลตฟอร์มเดิมที่จะย้ายมา Makro Pro) จึงมีแผนเพิ่มยอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นอีก 1 ล้านราย จากฐานสมาชิกกลุ่ม B2B ที่มีการลงทะเบียนสมาชิกกับแม็กโครในช่องทางออฟไลน์ 4.5 ล้านราย

ส่วนทาร์เก็ตของแม็คโครหน้าร้านและแม็คโครออนไลน์คาดว่าจะใกล้เคียงสัดส่วนเดิม คือ เป็นกลุ่ม B2B 70% และกลุ่ม B2C 30%

“ถิรายุ ทรงเวชเกษม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจค้าส่งแม็คโคร สายงานดิจิทัล กล่าวเสริมว่า สำหรับแอปพลิเคชั่น Makro Pro จะมี 5 จุดเด่นใหญ่ ดังนี้

  1. Seamless Omni Channel เชื่อมต่อออนไลน์และออฟไลน์อย่างไร้รอยต่อ ทั้งระบบแสดงสินค้า ราคา และการชำระเงิน
  2. New Loyalty program เพิ่มระบบสะสมคะแนนที่แอปพลิเคชั่นและหน้าสาขาแม็คโคร ซื้อทุก ๆ 1,000 บาท ได้ Point มูลค่า 1 บาท เพื่อเป็นส่วนลดครั้งต่อไปได้
  3. Enhance Omni Channel Efficiency พัฒนาระบบการจัดการทั้งหมด อาทิ การจัดส่ง ลูกค้าสามารถเลือกช่วงเวลารับได้เอง
  4. Data Driven วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเชิงลึก ออกแบบโปรโมชั่นเฉพาะบุคคล
  5. All in One Business Supercharging Platform เป็นทั้งแหล่งซื้อวัตถุดิบ และเป็นพื้นที่ขายสินค้สสำหรับผู้ประกอบ (ส่งของตรงจากโรงงาน) และมีระบบคะแนนสะสม