ราคาทองคำทะลุ 1,900 ดอลลาร์ เป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน

644

ราคาทองคำเดือน ม.ค. เคลื่อนไหวในกรอบ 1,822.60-1,935.12 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.90% หรือ 107.62 ดอลลาร์ต่อออนซ์จากเดือนก่อนหน้า โดยมีแนวโน้มจะปิดตลาดในแดนบวกต่อเดือนที่ผ่านมา โดยในเดือนนี้ราคาทองคำพุ่งขึ้นทะลุระดับ 1,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน

ทั้งนี้ ราคาทองคำจะมีการแกว่งตัวในทิศทางขาขึ้นตลอดช่วงเวลาที่พิจารณา โดยภาพรวมมีแนวโน้มที่จะทรงตัวอยูในขาขึ้นต่อช่วงเวลาที่เหลือ และปิดบวกต่อจากเดือนที่ผ่านมา โดยปัจจัยหลักที่หนุนราคาทองคำในเดือน ม.ค. มีดังนี้

1. แนวโน้มการปรับลดอัตราขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.พ.นี้ จากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง อย่างเช่น ค่าจ้างรายชั่วโมง โดยเฉลี่ยของแรงงานสหรัฐฯเดือน ธ.ค. ชะลอตัวลงจากเดือน พ.ย. ขณะเดียวกัน สถาบันจัดการอุปทานสหรัฐฯ (ISM) ได้เปิดเผย ดัชนีภาคบริการของสหรัฐฯปรับตัวต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ นอกจากนั้น ตัวเลขที่สำคัญอย่าง ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ชะลอตัวลงจากเดือน พ.ย. ขณะที่ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน ธ.ค. ก็ชะลอตัวลงเช่นกัน

ทั้งนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงดังกล่าวสนับสนุนมุมมองที่ว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ประกอบกับรายงานการประชุมของเฟด ที่มีการระบุว่า กรรมการเฟดเห็นพ้องต่อการชะลออัตราขึ้นดอกเบี้ย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

2.การเปิดประเทศอย่างเป็นทางการของจีนในวันที่ 8 ม.ค. ที่ช่วยเพิ่มมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจจีน อีกทั้งตัวเลขเศรษฐกิจของจีนในเดือน ธ.ค. นั้นดีขึ้นกว่าครั้งที่ผ่านมา ส่งสัญญาณในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ทั้งนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนจะมีส่วนช่วยหนุนเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ซึ่งจะส่งผลดีต่อทิศทางของเศรษฐกิจโลก

3.การดำเนินนโยบายการเงินที่อาจเข้มงวดขึ้นของธนาคารกลางชั้นนำ อย่าง ญี่ปุ่น อังกฤษ และยุโรป โดยก่อนการแถลงมติของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันที่ 18 ม.ค. หลายฝ่ายต่างคาดการณ์ว่าจะมีการปรับกรอบควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี (YCC) อีกครั้ง ซึ่งกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง

ขณะที่อังกฤษยังคงมีแนวโน้มของภาวะเงินเฟ้อที่คงตัวในระดับสูง จึงมีคาดการณ์ว่า อังกฤษจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง นอกจากนี้ กรรมการธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็ได้ส่งสัญญาณในลักษณะเดียวกัน โดยแนวโน้มของเหล่าธนาคารกลาง ส่งผลให้ดอลลาร์มีทิศทางปรับตัวอ่อนค่าลง เพิ่มปัจจัยหนุนให้กับราคาทองคำ

4.ความวิตกกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย จากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จีน และยุโรป โดยถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะมีแนวโน้มการฟื้นตัวที่ดีหลังการเปิดประเทศ แต่จากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมที่ออกมาได้บ่งชี้ถึง การหดตัวลงของเศรษฐกิจจีนเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับปี 2021 อีกทั้งสถานการณ์โควิดที่ยังต้องคอยติดตาม ก็เป็นอีกปัจจัยที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับทิศทางเศรษฐกิจจีน ซึ่งความวิตกกังวลดังกล่าวมีผลให้ราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากการเข้าซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯหลายรายการจะออกมาในทิศทางที่ชะลอตัวลง สนับสนุนมุมมองที่ว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แต่ขณะเดียวกันตัวเลขเศรษฐกิจส่วนของตลาดแรงงานสหรัฐฯยังคงอยู่ในระดับสูง บ่งชี้ว่า ตลาดแรงงานสหรัฐฯยังคงมีความตึงตัว ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสนับสนุนเฟดให้รักษาความเข้มงวดในการดำเนินนโยบายการเงิน ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อราคาทองคำ นอกจากนั้น ราคาทองคำต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันอย่างแรงขายทำกำไร หลังจากการทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 8 เดือน

 

สำหรับเดือนกุมภาพันธ์แนะนำติดตาม

1.การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI), ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเงินเฟ้อ ประจำเดือน ธ.ค. ปี 2022 ที่ชะลอตัวลง เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค. 2021 หรือเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งช่วยสนับสนุนมุมมองที่ว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯผ่านจุดสูงสุดแล้ว ส่งเสริมให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) การดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงกว่าที่ผ่านมา

สอดคล้องกับรายงานการประชุมเฟดเดือน ธ.ค. ที่ระบุว่า กรรมการเฟดเห็นสมควรต่อการชะลออัตราขึ้นดอกเบี้ย เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยข้อมูลล่าสุดจาก FedWatch Tool ของ CME Group (18 ม.ค.) บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 95.3% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.50-4.75% ในการประชุมเดือน ก.พ. นี้

ทั้งนี้ แม้ว่าจากรายงานการประชุมเฟดเดือน ธ.ค. จะให้สัญญาต่อการผ่อนคลายการดำเนินนโยบายลงในการประชุมที่จะมาถึงนี้ แต่ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่เฟดอย่าง นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์, นางลอเรตตา เมสเตอร์ ประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์ และ นายแพทริก ฮาร์เกอร์ ประธานเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ยังคงออกมาสนับสนุนให้เฟดเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับที่สูงกว่า 5% เพื่อรักษาเป้าหมายการดำเนินงานด้านเงินเฟ้อ ดังนั้น จึงต้องติดตามการประชุมที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 31 ม.ค. ถึง 1 ก.พ.นี้ ว่าเฟดจะตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยตามที่คาดการณ์หรือไม่ รวมไปถึงเฟดจะส่งสัญญาต่อการดำเนินนโยบายการเงินอย่างไร

2.แถลงการณ์นโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB Statement) แม้ตัวเลขทางเศรษฐกิจของประเทศในยุโรปเริ่มส่งสัญญาถึงการชะลอตัวลงของภาวะเงินเฟ้อมาบ้างแล้ว ถึงอย่างนั้น คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังคงกล่าวว่า จะยังคงเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป และคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงนานเท่าที่เท่าจำเป็น เพื่อกดดันให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ 2%

นอกจากนั้น คลาส น็อต ผู้ว่าการธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ และสมาชิกคณะกรรมการ ECB ยังได้เปิดเผยว่า ECB อาจทำมากกว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.5% ในการประชุมครั้งต่อไป ทั้งนี้ ECB มีแถลงการณ์นโยบายการเงิน (ECB Statement) ที่จะสะท้อนถึงมุมมองต่อเศรษฐกิจสหภาพยุโรป และแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB

3.การประชุมธนาคารกลางอังกฤษ หลังจากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนถึงภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงตัวอยู่ในระดับสูง ทำให้ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ยังจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินอย่างเข้มงวดต่อไป ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า BOE จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.5% อีกครั้งในการประชุมเดือน ก.พ.นี้ ซึ่งนับเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 10 ติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจอื่นที่ชี้ถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่สดใสมากนัก ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ BOE ต้องอาจนำไปพิจารณาสำหรับการตัดสินใจดำเนินนโยบายในการประชุมครั้งนี้

4.สถานการณ์โควิด-19 ในจีน หลังจากจีนเปิดประเทศอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้สร้างมุมมองบวกต่อทั้งเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดี ยังคงมีประเด็นที่คอยสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่ายนั่นคือ สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศจีน โดยหลังจากการยกเลิกมาตรการโควิดเป็นศูนย์ มีรายงานออกมาว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อในจีนพุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ ในเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง แอร์ฟินิตี บริษัทรวบรวมข้อมูลด้านสุขภาพระดับโลก คาดการณ์ว่า จีนอาจมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 36,000 คน ในแต่ละวันภายในวันที่ 26 ม.ค. และอาจมีผู้ติดเชื้อสูงสุด 4.8 ล้านคนต่อวัน ซึ่งอาจจะนำไปสู่การบังคับใช้มาตรการโควิด-19 ที่เข้มงวดมากขึ้นของรัฐบาลจีน

 

คาดการณ์แนวโน้มราคาทองคำเดือนกุมภาพันธ์

แม้ว่าแนวโน้มราคาทองคำในช่วงเดือนมกราคม จะมีการยกระดับระดับสูงขึ้นในรายเดือน แต่การเหวี่ยงตัวของราคายังสูง หากราคาทองคำปรับตัวขึ้นพยายามทดสอบระดับแนวต้านโซน 1,966-1,974 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (1,966 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นระดับสูงสุดของเดือน พ.ย.2020 และ 1,974 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นระดับสูงสุดของเดือน ก.พ.2021) หากไม่ผ่านแนะนำแบ่งทองคำออกขาย แต่หากผ่านได้แนวโน้มราคาทองคำในระยะกลางจะเป็นบวกเพิ่มขึ้นและแสดงถึงแรงเข้าซื้อในระดับที่แข็งแกร่ง ทำให้ประเมินว่า ราคามีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อไปทดสอบแนวต้านถัดไปจะอยู่ในโซน 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แต่หากแรงซื้อไม่มากพอ หรือราคายืนไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านแรกได้ยังคงต้องระมัดระวังแรงขายที่ออกมา โดยประเมินแนวรับบริเวณ 1,822-1,786 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะนำเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงมาไม่หลุดแนวรับบริเวณ 1,822 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อย หรือมีการถือครองทองคำอยู่แล้วแนะนำให้รอดูบริเวณแนวรับ 1,786 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่หลุดนักลงทุนระยะกลาง ระยะยาวสามารถเข้าสะสมทองคำเพิ่มเติม