CHG ปี 65 รายได้รวม 10,408 ลบ. กำไรสุทธิ 2,778 ลบ. ลดลง 33.9% จ่ายเงินปันผลอีก 0.075 บาท/หุ้น

415

นายแพทย์กำพล พลัสสินทร์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.โรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานประจำปี 2565 บริษัทมีรายได้รวม 10,408 ล้านบาท ลดลง 13.3% เมื่อเทียบกับปี 2564 ที่มีรายได้รวม 11,999 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,778 ล้านบาท ลดลง 33.9% เมื่อเทียบกับปี 2564 ที่มีกำไรสุทธิ 4,204 ล้านบาท

ทั้งนี้ในปี 2565 บริษัทมีรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาล 10,103 ล้านบาท ลดลง 14% เมื่อเทียบกับปี 2564 โดยรายได้ในกลุ่มผู้ป่วยทั่วไปปี 2565 เพิ่มขึ้น 22% แบ่งเป็นรายได้จากกลุ่มผู้ป่วยนอก (OPD) เพิ่มขึ้น 311.11 ล้านบาท และรายได้จากกลุ่มผู้ป่วยใน (IPD) เพิ่มขึ้น 626.65 ล้านบาท

โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการกลับมาเปิดให้บริการของโรงพยาบาลอย่างเต็มรูปแบบ การเพิ่มขึ้นของรายได้กลุ่มคนไข้ชาวไทยและคนไข้ต่างชาติ การกลับมาใช้บริการศูนย์ความเป็นเลิศ (Excellence Center) ต่าง ๆ อาทิ ศูนย์หัวใจ, ศูนย์ผ่าตัดกะเพาะ เป็นต้น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนรายได้ที่เกี่ยวเนื่องจากโควิด-19 ลดลงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เริ่มคลี่คลาย

ขณะที่รายได้โครงการประกันสังคมในปี 2565 เพิ่มขึ้น 11% จากปี 2564 เนื่องจากจำนวนผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้น การกลับมารักษาของผู้ป่วยในโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง อย่างไรก็ตามรายได้จากโครงการภาครัฐอื่น ๆ ปี 2565 ลดลง 50% เมื่อเทียบกับปี 2564 สาเหตุหลักมาจากรายได้ที่เกี่ยวเนื่องจากโรคโควิด-19 ลดลง รวมถึงการปรับเปลี่ยนและการยกเลิกนโยบายของภาครัฐในการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 แต่อย่างไรก็ตามบริษัทฯยังมีรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 48 ล้านบาท เนื่องจากการรับจ้างบริหารงานให้กับโรงพยาบาลภาครัฐ

นายแพทย์กำพลกล่าวต่อว่า ผลประกอบการโดยรวมของปี 2565 เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ช่วงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ประกอบกับอัตราการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลของภาครัฐยังคงอยู่ จนกระทั่งสถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มคลี่คลายลง จนรัฐบาลได้มีการประกาศให้โรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น และยกเลิกการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับโรงพยาบาลในช่วงต้นไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ดังจะเห็นได้จากรายได้ในส่วนนี้ที่ลดลงจากปีก่อนหน้า ขณะเดียวกันเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ทำให้ผู้ป่วยทั่วไป ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติกลับมาใช้บริการของโรงพยาบาลมากขึ้น ส่งผลให้รายได้ในกลุ่มผู้ป่วยทั่วไปเพิ่มสูงขึ้นและคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 4 ปี 2565 บริษัทมีรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาล 1,720.91 ล้านบาท ลดลง 55% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2564 โดยรายได้ในกลุ่มผู้ป่วยทั่วไป ลดลง 15% แยกออกเป็นรายได้จากกลุ่มผู้ป่วยนอก (OPD) ลดลง 316.40 ล้านบาท แต่รายได้จากกลุ่มผู้ป่วยใน (IPD) เพิ่มขึ้น 127.41 ล้านบาท

ทั้งนี้เนื่องจากการกลับมาเปิดให้บริการของโรงพยาบาลอย่างเต็มรูปแบบ การเพิ่มขึ้นของรายได้กลุ่มคนไข้ชาวไทยและคนไข้ต่างชาติ การกลับมาใช้บริการศูนย์ความเป็นเลิศ (Excellence Center) ต่างๆ อาทิ ศูนย์หัวใจ, ศูนย์ผ่าตัดกะเพาะ เป็นต้น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่รายได้ที่เกี่ยวเนื่องจากโควิด-19 ลดลงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เริ่มคลี่คลาย

ส่วนรายได้โครงการประกันสังคม ไตรมาส 4 ปี 2565 ลดลง 7% จากไตรมาส 4 ปี 2564 เนื่องจากจำนวนผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้น การกลับมารักษาของผู้ป่วยในโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง ขณะที่รายได้จากโครงการภาครัฐอื่นๆ ลดลง 100% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2564 สาเหตุหลักมาจากรายได้ที่เกี่ยวเนื่องจากโรคโควิด-19 ตามนโยบายของภาครัฐที่ยกเลิกการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 แต่บริษัทฯ ยังมีรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 27 ล้านบาท จากการรับจ้างบริหารงานให้กับโรงพยาบาลภาครัฐ

อย่างไรก็ตามที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำรอบปีบัญชี 2565 ให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 0.16 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 63% ของกำไรสุทธิซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ ทั้งนี้ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับรอบปีบัญชี 2565 ไปแล้ว 0.085 บาทต่อหุ้น ดังนั้นจึงเห็นควรเสนอให้จ่ายเงินปันผลส่วนที่เหลืออีก 0.075 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดให้วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) คือวันที่ 28 เมษายน 2566 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 2 พฤษภาคม 2566 (Record Date) และจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นภายในวันที่ 19 พฤษภาคม 2566