“รพ.เกษมราษฎร์” ผุดศูนย์ศัลยกรรม ปักหมุดไทย-ลาว เป้าปีแรกรายได้ 100 ล้านบาท

5904

รพ.เกษมราษฎร์ ภายใต้การบริหารของ BCH เปิดเกมรุกกลุ่ม non covid19 มากขึ้น หลังช่วงปี 2565 สถานการณ์โควิดมีทิศทางบวก คนป่วยน้อยลง ทำให้ปี 2566 แผนหลักคือการมุ่งสู่น่านน้ำใหม่ที่เกษมราษฎร์ยังไม่เคยไปมากนัก ได้แก่ ตลาดเสริมความงาม มูลค่า 2.16 แสนล้านดอลลาร์ หรือ 7.14 ล้านล้านบาท

เปิดศูนย์ความงาม รับตลาดศัลยกรรมโตแรง

ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH ผู้ดำเนินธุรกิจ รพ.เกษมราษฎร์ รพ.เวิลด์เมดิคอล และ รพ.การุญเวช เปิดเผยว่า ตลาดเสริมความงามโลกเติบโตปีละ 14% ในประเทศไทยขยายตัวปีละ 17% ทั้งตลาดความงามและเวลเนส ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบต่างประเทศในแง่ราคา และคุณภาพทีมแพทย์ ทำให้ตลาดดังกล่าวยังมีโอกาสอีกมาก

ปี 2566 คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาไทย 20-30 ล้านราย เทียบกับก่อนโควิดปี 2562 มีนักท่องเที่ยวเข้าไทย 40 ล้านราย ในจำนวนนี้เป็นท่องเที่ยวทางการแพทย์ 6-8% คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 1 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับสัญญาณบวกการเปิดท่องเที่ยวของจีน ลูกค้าหลักกลุ่มเวลเนสและความงาม จึงคาดว่าจะส่งผลบวกต่อตลาดเสริมความงามต่อเนื่อง

เบื้องต้น เครือ รพ.เกษมราษฎร์ ได้ร่วมกับพูจอง เปิดศูนย์ความงาม Kasemrad Plastic Surgery By Bujeong ขึ้น สาขาแรกใน รพ.เกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ อินเตอร์เนชั่นแนล โซนบางใหญ่ จ.นนทบุรี

โดยนำจุดแข็งของพูจองด้านทีมแพทย์ศัลยกรรมมีความเชี่ยวชาญ ผนวกกับความแกร่งด้านแบรนด์ดิ้ง รพ.เกษมราษฎร์ มายกระดับศูนย์ความงามในมาตรฐานโรงพยาบาล รองรับการเสริมความงามตั้งแต่เคสทั่วไปจนถึงเคสการผ่าตัดใหญ่ เช่น การแปลงเพศ เป็นต้น ซึ่งโดยปกติคลินิกความงามจะไม่สามารถทำได้ หรือหากทำได้จำเป็นต้องเช่าพื้นที่ผ่าตัดจากกลุ่มโรงพยาบาล

ดึง “แก้มบุ๋ม” นั่งพรีเซ็นเตอร์ เจาะลูกค้าไทย-ตปท. ตั้งเป้าปีแรกรายได้ 100 ล้านบาท

นพรัต ภัธยนันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ภูจอง จำกัด กล่าวว่า การจับมือกับ รพ.เกษมราษฎร์ ดำเนินการภายใต้โมเดล win-win แต่เดิมภูจองลงทุนทำคลินิกและห้องผ่าตัดใช้งบไม่ต่ำกว่า 40-50 ล้านบาท/คลินิก เมื่อทำกับกลุ่ม รพ. ได้ลดต้นทุนตรงนี้ออกไป

สำหรับ Kasemrad Plastic Surgery By Bujeong จะเจาะลูกค้าทั้งในประเทศและแถบ CLMV โดยเดิมภูจองมี 12 สาขาทั่วประเทศ โดย 11 สาขาอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด แบ่งเป็นลูกค้าไทย 60-70% และลูกค้าต่างชาติ 30-40% มากสุด คือ กัมพูชา จีน เวียดนาม และอาหรับ

การทำการตลาดของศูนย์ความงามดังกล่าว นอกจากสื่อสารออนไลน์แล้ว จะมี “แก้มบุ๋ม – ปรียาดา สิทธาไชย” นักแสดงชื่อดัง ที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่นร่วมเป็นพรีเซ็นเตอร์ช่วยสื่อสารแบรนด์ ขณะเดียวกันก็ขยายช่องทางเอเยนซีต่างชาติ เพื่อดึงลูกค้าในต่างประเทศต่อเนื่อง

“ตั้งเป้ายอดขายปีแรก 100 ล้านบาท ปีต่อไปเพิ่ม 1 เท่าตัว เป็น 200 ล้านบาท จากการซอฟต์ลอนช์ช่วงก่อนหน้านี้มีผู้จองคอร์ส และบุ๊กกิ้ง มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ตั้งแต่ยังไม่เปิดทำการ”

ขยายสาขาไทย จ่อโกอินเตอร์ลาว ปี 67

กันตพร หาญพาณิชย์ กรรมการบริหาร และรองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) ระบุว่า การคอลาบอเรชั่นกับพูจอง เปิด Kasemrad Plastic Surgery By Bujeong ที่แรกเป็นโมเดลแรกที่แชร์ทรัพยากรกัน (Resources)

“ที่ผ่านมาเกษมราษฎร์อยากเพิ่มโปรดักส์เสริมความงามใน รพ. อยู่แล้ว ด้วยเป็นเทรนด์ และตอบโจทย์เพิ่มให้แก่ฐานลูกค้าเครือเกษมราษฎร์ที่มีมากกว่า 8 ล้านคน/ปี เฉลี่ยไตรมาสละ 2 ล้านคน ซึ่งปี 2565 ได้เปิดเวชศาสตร์ชะลอวัยไปก่อนแล้ว”

ส่วนการขยายความร่วมมือกับพูจองในอนาคต รพ.เกษมราษฎร์ มองไว้ 2 สเต็ป ได้แก่ การขยายศูนย์ความงามไปยังต่างจังหวัด ในโมเดลแชร์ทรัพยากรกัน โดยเลือกไปในทำเลที่เกษมราษฎร์แข็งแกร่งก่อน อาทิ ปราจีนบุรี สระแก้ว และเป็นบริเวณใกล้ประเทศเพื่อนบ้าน รองรับตลาดต่างประเทศได้

ด้านการขยายศูนย์ความงามในต่างประเทศ มองไว้ที่ประเทศ สปป.ลาว จังหวัดสะหวันนะเขต คาดว่าจะดำเนินการได้ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหาพาร์ตเนอร์ประเทศ สปป.ลาว และจดทะเบียนบริษัทที่ประเทศลาว

“ประเทศลาวมีดีมานด์อีกมาก เราไปแล้วทำมาตรฐานสูง จึงมีฐานลูกค้ามาก คน สปป.ลาว เชื่อมั่นในการแพทย์ไทย การเข้าไปทำศูนย์ความงามในลาวเป็นการบุกเบิกตลาดพร้อมกันของเกษมราษฎร์และพูจอง”

สำหรับ BCH ปี 2565 ที่ผ่านมา ทำรายได้รวม 18,910.3 ล้านบาท ลดลง 12.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจาก รายได้จากการ รักษาพยาบาลผู้ป่วยโควิด-19 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สอดรับกับการฟื้นตัวของสถานการณ์การแพร่ระบาด

โดย BCH รายงานกำไรจากกิจกรรมดำเนินงาน 4,192.9 ล้านบาท ลดลง 55.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน EBITDA มีจำนวน 5,142.4 ล้านบาท ลดลง 50.4% เมื่อเทียบกับ ปีก่อน และกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทในปี 2565 เท่ากับ 3,038.9 ล้านบาท ลดลง 55.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน

สาเหตุที่ลดลงส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการปรับลดอัตราการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลจากภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19 จากการจ่ายตามจริงเป็นแบบกำหนดราคาพื้นฐาน การปรับแนวทางการรักษาพยาบาล และการยกเลิกมาตรการในการตรวจ และควบคุมโรคโควิด-19 รวมถึงการลดมูลค่าสินค้าคงเหลือที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนทางเลือกโมเดอร์นา

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะรายได้ผู้ป่วยทั่วไปที่ไม่รวมรายได้ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคโควิด-19 จากโครงการภาครัฐ บริษัทจะมีรายได้ผู้ป่วยทั่วไปเพิ่มขึ้น 25.4% จากการกลับเข้ามารับการรักษาภาคปกติเพิ่มสูงขึ้นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ