“อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย” ควบรวมเอ็ทน่าฯ ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวมกว่า 10,000 ล้านบาท

514

“อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย” ควบรวมกิจการกับเอ็ทน่า (ประเทศไทย) มุ่งสร้างพอร์ทผลิตภัณฑ์ครอบคลุมประกันรถยนต์ ประกันภัยอื่นๆ และประกันสุขภาพ เดินหน้าสร้างเบี้ยรับรวมแตะ 10,000 ล้านบาท ภายในปี 2566

นายลาร์ส ไฮบุทสกี้ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการดำเนินงานในปี 2565 ของ “อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย” มีเบี้ยประกันภัยรวมเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยสร้างเบี้ยประกันภัยรับรวม 6,700 ล้านบาท เติบโตอยู่ที่ 17%

ในขณะที่ตลาดประกันวินาศภัยเติบโตเพียงแค่ 3.6% โดยจากเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งหมด มาจากช่องทางธนาคารและพันธมิตร (FI & Partnership) 3,100 ล้านบาท เติบโต 28% และช่องทางตัวแทนและโบรกเกอร์ (Agency & Broker) 2,500 ล้านบาท เติบโต 14% และลูกค้าองค์กร (Corporate) 1,100 ล้านบาท แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยที่มาจากรถยนต์ 50% และ ที่ไม่ใช่รถยนต์ 50% โดยมีเบี้ยประกันภัยรถยนต์ (Motor) 3,300 ล้านบาท และเบี้ยประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ (Non-Motor) 3,400 ล้านบาท สินทรัพย์กว่า 10,700 ล้านบาท มีเงินกองทุนสำรอง (Risk-based capital) ถึงกว่า 365% สูงกว่ามาตรฐานที่กฏหมายกำหนดถึง 225% (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565)

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2566 บริษัทประสบความสำเร็จในการควบรวมกิจการกับเอ็ทน่า (ประเทศไทย) สู่แบรนด์ อลิอันซ์ อยุธยา เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ทำให้ อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย เพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของประกันภัยวินาศภัยขยับขึ้นเป็นอันดับ 8 ซึ่งจากการควบรวมนี้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายธุรกิจประกันสุขภาพ หลังจากได้พอร์ทจากทางเอ็ทน่าเข้ามาเสริมทัพ ทำให้ อลิอันซ์ อยุธยา แข็งแกร่งขึ้น สามารถดำเนินธุรกิจตามพันธสัญญาในการมอบความคุ้มครองด้านสุขภาพที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในประเทศไทยได้ดียิ่งขึ้น

นายลาร์ส กล่าวว่า สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2566 อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย จะมุ่งสร้างองค์กรสู่การเติบโตภายใต้ความแข็งแกร่งของแบรนด์ อลิอันซ์ อยุธยา ทั้งประกันภัยรถยนต์และประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ รวมทั้ง ประกันสุขภาพ ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

กลยุทธ์ที่ 1 Growth Engine มุ่งผลักดันการเติบโตผ่านช่องทางการขายที่หลากหลาย ให้กับลูกค้าทั้งรายเดี่ยว SME และลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ โดยบริษัทฯตั้งเป้าขยายธุรกิจทั่วประเทศ ผ่าน 4 ช่องทาง ดังนี้

-ช่องทางตัวแทนและโบรกเกอร์ (Agency & Broker) พัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีเครื่องมือการขายที่ง่าย รวดเร็ว เอื้ออำนวยต่อการปิดการขายที่มีประสิทธิภาพ

-ช่องทางพันธมิตร (FI & Partnership) เน้นการขยายความร่วมมือและมอบโซลูชั่นส์ที่ปรับให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย ให้กับสถาบันการเงิน ธนาคาร และธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ต่างๆ

-ช่องทางขายตรงสำหรับประกันสุขภาพ (Direct to Customer) เน้นการขายประกันสุขภาพผ่านเครือข่ายและทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ และยังคงมุ่งมั่นขยายธุรกิจทีม

-ช่องทางธุรกิจ (Commercial Business) เน้นให้ความคุ้มครองลูกค้ารายใหญ่ ผ่านความเชี่ยวชาญของกลุ่มอลิอันซ์ในด้านการพิจารณารับประกัน ทั้งในระดับประเทศ และระดับโลก รวมทั้งความมั่นคงแข็งแกร่งของกลุ่มอลิอันซ์

กลยุทธ์ที่ 2 Business Platform มุ่งยกระดับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ เน้นการพัฒนาบริการที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อยกระดับความพึงพอใจ โดยในปีที่ผ่านมา เราได้รับคะแนนความพึงพอใจจากลูกค้าในระดับที่ลูกค้ามีความภักดีต่อแบรนด์ในระดับสูงมาก คะแนนสูงกว่าค่ามาตรฐานตลาดสองเท่า อีกทั้งยังมุ่งเดินหน้าร่วมมือกับพัฒนาพัฒนาบริการ ไม่ว่าจะเป็นอู่ซ่อมรถยนต์และบริษัทสำรวจภัย ซึ่งเป็นด่านหน้าในการให้บริการลูกค้า อีกทั้ง ยังมีการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยเสริมความสะดวกให้กับลูกค้าผ่านระบบการเคลมด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชั่น ซึ่งจะสามารถอนุมัติการเคลมได้จบกระบวนการใน 3 นาที ทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่รวดเร็วและเพิ่มความพอใจในภาพรวม

กลยุทธ์ที่ 3 Future Positioning สร้างอนาคตสู่ความแข็งแกร่งและยั่งยืน ด้วยการให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมองค์กร ความผูกพันของพนักงาน โดยที่ผ่านมา คะแนนความผูกพันของพนักงานพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 และเราอยากผลักดันให้อลิอันซ์ อยุธยา เป็นนายจ้างที่คนอยากร่วมงานด้วยมากที่สุด นอกจากนั้น เรายังมุ่งใส่ใจการดำเนินธุรกิจที่สร้างความยั่งยืน สร้างให้เกิดการมีส่วนร่วมของพนักงานในการใส่ใจสิ่งแวดล้อมและดูแลสังคม

“สำหรับปี 2566 นี้ ถือเป็นปีที่อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย อยู่ในจุดที่แข็งแกร่งพร้อมสร้างการเติบโต ด้วย แบรนด์ที่มีความแข็งแกร่ง ความมั่นคงด้านการเงิน และความเชี่ยวชาญทางธุรกิจทั้งวินาศภัยและสุขภาพ เราพร้อมมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า โดยตั้งเป้าสร้างเบี้ยประกันภัยรับรวมที่ 10,200 ล้านบาทในปี 2566”