THG เร่งเครื่องลงทุน 3 ปี 5 พันลบ. ขยาย รพ.ไทย-ตปท. จ่อศึกษา JV ทำ รพ.เวียดนาม

726

แม้ 3 ปีที่ผ่านมา จะมีปัจจัยลบจากคลื่นโควิด ทว่าอุตสาหกรรมที่ยังเป็นบวก และเติบโตได้ คือ ธุรกิจโรงพยาบาล สะท้อนได้จากตัวเลขรายได้ของกลุ่ม รพ.ธนบุรี ที่มีโรงพยาบาลในเครือทั้งไทย 10 แห่ง และต่างประเทศที่เมียนมา 1 แห่ง

ปี 2563 รายได้ 7,315 ล้านบาท กำไรสุทธิ 23 ล้านบาท
ปี 2564 รายได้ 10,847 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,357 ล้านบาท
ปี 2565 รายได้ 11,540 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,677 ล้านบาท

นายแพทย์ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG เปิดเผยว่า ปี 2566 จะเป็นปีที่ รพ.ธนบุรี เร่งเครื่องการลงทุนมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อบริษัทให้แข็งแกร่ง พัฒนาส่วนต่าง ๆ เพื่อรองรับการเติบโตในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 10%

จากปัจจัยบวกโควิดคลี่คลาย กลุ่มท่องเที่ยวทางการแพทย์กลับมาในระบบรวมแล้ว 70% เคสผ่าตัดใหญ่ที่เคยเลื่อนออกไปทยอยกลับมา ประกอบกับปัจจัยการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ ยังเป็น Centiment ที่ดีต่อการลงทุน ท็อปแรงก์กิ้งนโยบายหลักที่พรรคการเมืองต้องมีการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งจะส่งผลบวกต่อประชาชนและอุตสาหกรรมโรงพยาบาล

เบื้องต้น วางงบประมาณลงทุน 3 ปี เกือบ 5,000 ล้านบาท เพื่อขยายขีดศักยภาพโรงพยาบาลในเครือ แบ่งออกเป็น

ปี 2566 ลงทุน 1,500-2,000 ล้านบาท
ปี 2567 ลงทุน 1,300 ล้านบาท
ปี 2568 ลงทุน 1,400 ล้านบาท

โดยภายใน 3 ปีนี้ จะขยายเตียงในโรงพยาบาล 3 แห่ง คือ รพ.ธนบุรี 1, รพ.ธนบุรี 2 และ รพ.ราษฎร์ยินดี จ.สงขลา จำนวน 200 เตียง ส่งผลให้เครือ รพ.ธนบุรี จะมีจำนวนเตียงทั้งสิ้น 1,720 เตียง จากปัจจุบันมีอยู่ 1,520 เตียง ซึ่งคาดว่าการเพิ่มศักยภาพเตียงจะเสริมรายได้ให้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10%

รวมถึงการดึงเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับบริหารโรงพยาบาลมากขึ้น โดยงบลงทุนส่วนหนึ่ง จำนวน 200 ล้านบาท จะใช้มาพัฒนาด้าน Digital Health Tech เช่น การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเป็นส่วนเสริมปฏิบัติการทางการแพทย์ให้แม่นยำ เชื่อมต่อฐานลูกค้า ซึ่ง THG ได้จัดตั้ง บริษัท เทเลเฮลท์ แคร์ จำกัด ขึ้นมารับผิดชอบด้านเทเลเมดิซีนและนวัตกรรมดิจิทัลโดยเฉพาะ

ด้านงบประมาณการร่วมทุน (JV) และการซื้อกิจการ (M&A) ซึ่งไม่นับรวมกับงบลงทุน 3 ปีในข้างต้น ได้ร่างงบลงทุนในปี 2566 ไว้ที่ 1,500 ล้านบาท สำหรับซื้อกิจการหรือร่วมทุนทำโรงพยาบาลทั้งในไทยและต่างประเทศ ประมาณ 2-3 แห่ง อยู่ระหว่างการศึกษาและเจรจา

สำหรับต่างประเทศสนใจประเทศเวียดนาม ซึ่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง และมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรอยู่ที่ 3,300 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อายุเฉลี่ยของคนในประเทศอยู่ที่ 29-34 ปี มีประชากรหนุ่มสาวจำนวนมาก

โฟกัสอุตสาหกรรมโรงพยาบาลเอกชนในเวียดนาม พบว่า มีจำนวนผู้เล่นในตลาดน้อย ส่วนใหญ่เป็น รพ.รัฐ ซึ่งจะมี Hospitality ต่างจากเอกชน โดยเฉพาะในไทยที่มีเอกลักษณ์ด้านงานบริการ และมีทีมแพทย์ก้าวหน้ากว่า เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของภูมิภาคเอเชียตั้งแต่ปี 2547 (ค.ศ. 2004)

เบื้องต้น THG อยู่ระหว่างการศึกษาการเข้าไปลงทุน และการเดินหน้าหาพาร์ตเนอร์ท้องถิ่นในเวียดนาม เพื่อทำโรงพยาบาลเน้นรักษาด้านกระดูก ซึ่งจะเข้าไปในโมเดลคล้ายกับ รพ.อายุอินเตอร์เนชั่นแนล (ArYu International Hospital) ประเทศเมียนมา ที่บริษัทจะเข้าไปถือหุ้นราว 40% ที่เหลือจะเป็นพาร์ตเนอร์ และกลุ่มแพทย์พยาบาลท้องถิ่น

อย่างไรก็ดี สำหรับกลุ่มทาร์เก็ตมองไว้ที่ 3 กลุ่ม ได้แก่

  1. B2C นำดิจิทัลเฮลท์เทคมาเพิ่มความสะดวกในการตรวจรักษาและบริการ โดยเล็งเปิดตัวแอปพลิเคชั่นมารองรับ
  2. B2B มองหาโอกาสจากหน่วยงานและองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการเพิ่มสวัสดิการด้านการแพทย์ให้พนักงาน รวมถึงจับมือกลุ่มประกัน และเข้าลงทุนในสตาร์ทอัพเทคโนโลยีที่ต้องการพาร์ตเนอร์
  3. กลุ่ม B2G มองหาโอกาสร่วมมือกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ผ่านการทำโครงการ PPP กับรัฐบาล โดยมีบริษัทย่อย บริษัท ธนบุรี เสริมรัฐ จำกัด รับผิดชอบ อาทิ การรับบริหาร รพ.อบจ.ภูเก็ต ในรูปแบบ TOR ต่อสัญญากันปีต่อปี