ชาติพัฒนากล้า โชว์ เศรษฐกิจเฉดสี หาเงินเข้าประเทศ โกยรายได้มหาศาล 5.5 ล้านล้านบาท

778

พรรคชาติพัฒนากล้า นายวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยนายวรนัยน์ วาณิชกะ ที่ปรึกษานโยบาย นายธาม สมุทรรานนท์ ว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม.เขตบางกะปิ  และ น.ส.ยศยา ชิยาปภารักษ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขตพระโขนง – บางนา ร่วมกันแถลงชี้แจงนโยบายเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจเพื่อคนตัวเล็ก สร้างโอกาสติดอาวุธให้แต้มต่อ” เพื่อส่งเสริมและสนับสนุน SMEs เพราะเชื่อมั่นว่า SMEs ที่เข้มแข็งจะช่วยสร้างรากฐานเศรษฐกิจไทยให้มั่นคง

นายวรวุฒิ  เปิดนโยบายเศรษฐกิจ 12 ด้านที่จะใช้ในการหาเสียง ซึ่งคัดมาจาก 200 นโยบาย เพื่อใช้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยที่หมักหมมมากว่า 10 ปี จากการถูกปิดกั้นและความเหลื่อมล้ำระหว่างทุนใหญ่กับทุนเล็ก ไม่สร้างบรรยากาศในการแข่งขันกันอย่างเสรี จนปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาระดับโครงสร้าง พรรคชาติพัฒนากล้าจึงอาสาเข้ามารื้อโครงสร้างใหม่ที่มั่นใจว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้ ผ่าน 12 นโยบาย แบ่งเป็น 3 ด้านหลักๆ คือ  1.นโยบายด้านการลดต้นทุน ซึ่งประกอบด้วยนโยบายลดราคาน้ำมัน แก๊ส ไฟฟ้า รื้อโครงสร้างพลังงาน , ลดภาษีบุคคลที่มีเงินเดือน 40,000 บาทแรก ไม่ต้องเสียภาษี  และยกเลิกเครดิตบูโร รื้อระบบสินเชื่อ เปลี่ยนมาใช้เครดิต สกอร์ หรือระบบการให้คะแนนข้อมูลส่วนดี ซึ่งจะช่วยผู้ติดแบล็คลิสต์จำนวน 5.5 ล้านคน

2.นโยบายด้านสร้างโอกาส สร้างรายได้  ได้แก่ นโยบายเกษตรพรีเมียม พลิกโฉมเกษตรไทย  นโยบายเพิ่มนักท่องเที่ยวเป็น 2 เท่า หรือ 80 ล้านคน  สร้างรายได้ 5 ล้านล้านบาท จากการส่งเสริมการท่องเที่ยวสายมู การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผ่าน 7 นโยบายเศรษฐกิจเฉดสี ที่จะเป็นหนึ่งในการหารายได้ให้กับประเทศ มูลค่า 5.5 ล้านล้านบาท ภายใน 4 ปี แบ่งเป็น 1.เศรษฐกิจสีรุ้ง จากตลาด  LGBT ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ อาทิ โรงแรมที่พัก การจัดอีเว้นต์เกี่ยวกับกลุ่ม LGBT  ที่จะตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมาก 2.เศรษฐกิจสีฟ้า สายเทค เป็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา การส่งเสริม Digital Government  และ SMEs  สตาร์ทอัพ ต้องได้รับการสนับสนุน เช่นการลดภาษี สนับสนุนการลงทุน 3.เศรษฐกิจสายสีเหลือง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างซอฟพาวเวอร์มากระตุ้นเศรษฐกิจไทยที่เกี่ยวพันกับการท่องเที่ยว 4.เศรษฐกิจสีเงิน เศรษฐกิจวัยเก๋า สนับสนุนให้คนวัยเก๋ามีงานทำ มีการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ คนสูงอายุจากทั่วโลกมาใช้บริการฮับเมดิคอลในไทย 5.เศรษฐกิจสีเขียว กระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงานสะอาด พลังงานทางเลือก 6.เศรษฐกิจสายมู ด้วยการสร้างสถานที่ท่องเที่ยวจากแรงศรัทธา การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่เชื่อมโยง แหล่งช้อปปิ้ง และแหล่งอาหารอร่อย และ 7.เศรษฐกิจสีเทา การสร้างเอ็นเตอร์เทนเมนต์  คอมเพล็กซ์  การจัดโซนนิ่ง-ขยายเวลาเปิด-ปิดสถานบันเทิง  ส่วน นโยบายคุณภาพชีวิต มี 3 นโยบาย  คือ 1.เด็กต้องเรียน 3 ภาษา  2.อารยสถาปัตย์ ให้เงิน 50,000 บาท ปรับปรุงบ้านสำหรับผู้สูงวัยและผู้พิการ และ 3. นโยบายสูงวัยไฟแรง จ้างงานผู้สูงอายุ  500,000 อัตรา

นายวรวุฒิ กล่าวต่อว่า  นโยบายของพรรคชาติพัฒนากล้า ไม่ใช่นโยบายประชานิยม เพราะเราเชื่อว่าปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยที่หมักหมมมากว่า 10 ปี ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการแจกเงิน หรือใช้นโยบายประชานิยมได้อีกต่อไป เพราะจะยิ่งซ้ำเติมปัญหา ดั่งเช่นที่ทีดีอาร์ไอและสภาพัฒน์ฯ ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับการประกาศนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ที่พบว่าหลายนโยบายอาจไปกระทบและสร้างภาระให้กับการเงินของประเทศ  โดยเฉพาะนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ และนโยบายพักหนี้  แต่ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ แก้ได้ด้วยการเริ่มต้นนโยบายหารายได้เข้าประเทศ  พร้อมยอมรับว่า การที่พรรคชาติพัฒนากล้าไม่ทำนโยบายประชานิยมแบบลด แลก แจก แถม อาจเสียเปรียบพรรคการเมืองอื่น แต่พรรคฯ ยังคงยืนหยัดที่จะเดินหน้าหาเสียงจากนโยบายที่สร้างเศรษฐกิจใหม่ บนพื้นฐานของความมั่นคง อีกทั้งไม่ต้องการหลอกลวงประชาชนให้มาลงคะแนนให้กับพรรค โดยที่นโยบายดังกล่าวไม่สามารถทำได้จริง

“ผมคิดว่าพรรคการเมืองไม่ควรนำนโยบายค่าแรงขั้นต่ำมาหาเสียง  เพราะนอกจากจะไม่สามารถทำได้จริงแล้ว ยังสร้างปัญหาให้กับประเทศในระยะยาว  ต่างชาติขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจ  นักลงทุนไม่กล้ามาลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากอัตราค่าแรงสูง เกิดสภาวะเงินเฟ้อ และเงินไหลออก  สร้างภาระให้แก่ผู้ประกอบการ รวมถึงเพิ่มต้นทุนในการดำรงชีพของประชาชน ที่สำคัญการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะต้องเป็นการเห็นพ้องกันในระดับไตรภาคี ระหว่าง นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล เพราะพรรคการเมืองไม่ใช่คนจ่ายค่าแรง แต่เป็นผู้ประกอบการทั่วประเทศที่ต้องแบกรับภาระ แต่หากเราทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น มีการพัฒนาฝีมือแรงงาน อัตราค่าแรงก็จะขยับขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ผมจึงไม่อยากให้พรรคการเมืองประกาศนโยบายที่มาขายฝัน หลอกให้ชาวบ้านไปลงคะแนนให้เท่านั้น แต่สุดท้ายทำไม่ได้จริง ดังเช่นหลายนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบันที่ไม่สามารถทำได้ดังที่เห็นกันมาแล้ว และสำคัญที่สุด ผมห่วงหายนะประเทศรออยู่ข้างหน้า” นายวรวุฒิ กล่าว

นายวรวุฒิ  ยังกล่าวถึงนโยบายของพรรคชาติพัฒนากล้า ที่ประกาศนำร่องหาเสียงไปแล้วก่อนหน้านี้ว่า  ได้กระแสตอบรับที่ดีมาก แต่ยอมรับว่าพรรคฯ จะต้องลงพื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจในนโยบาย เพราะนโยบายของพรรคฯ ไม่ใช่นโยบายที่แจกหรือให้สวัสดิการแล้วจบ แต่เป็นนโยบายระดับมาสเตอร์ ที่ต้องการเข้าไปรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จึงต้องใช้ความกล้าหาญชนกับโครงสร้างทุนใหญ่ ระเบียบราชการ หน่วยงานรัฐ

ด้าน นายธาม กล่าวว่า พรรคชาติพัฒนากล้า มุ่งช่วยเหลือกลุ่มคนชายขอบที่รัฐบาลไม่เคยเหลียวแล  ผ่านนโยบายตัดเสื้อให้เหมาะคนใส่ ศึกษาชีวิตแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน ใช้ Big Data ใช้ข้อมูลประชากรให้เป็นประโยชน์ ครอบคลุมชีวิตกลุ่มคนที่ยังเข้าไม่ถึงสิทธิประโยชน์ ถูกรัฐบาลทอดทิ้ง

น.ส.ยศยา กล่าวว่า ชาติพัฒนากล้าเน้นนโยบายที่สร้างความเท่าเทียม ความเสมอภาค โดยเฉพาะคนตัวเล็กหรือผู้ด้อยโอกาสจะต้องได้รับโอกาส สามารถลืมตาอ้าปากได้ ด้วยการเข้าไปรื้อโครงสร้างแบบเดิม เปลี่ยนเป็นการหาเงินเข้าประเทศ ผ่านการคิดค้นนโยบายจากผู้มีประสบการณ์สูงของพรรค

ขณะที่ นายวรนัยน์ กล่าวว่า  การเลือกตั้งครั้งนี้ จะมีการแข่งขันกัน 3 วิสัยทัศน์ คือ วิสัยทัศน์สังคมนิยมประชาธิปไตย , วิสัยทัศน์เสรีนิยมประชาธิปไตย  และวิสัยทัศน์ทุนนิยม ที่แอบอ้างว่าเป็นประชานิยมประชาธิปไตย ไม่มีพรรคใดเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งหมด แต่ทุกพรรคมีแกนหลัก ปัจจุบันมีทุนนิยมที่แอบอ้างเป็นประชาธิปไตย อธิบายง่ายๆ คือการแจกเงินประชาชน แล้วเอาทรัพยากรประชาชนไปอุ้มทุนใหญ่ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในประเทศ ฉะนั้น พรรคชาติพัฒนากล้า คือ พรรคเสรีนิยมประชาธิปไตย สร้างโอกาส สร้างการแข่งขันให้คนตัวเล็กลุกขึ้นแข่งขันกับทุนใหญ่ได้