กล้าที่จะทำ กล้าที่จะกลัว สู่ภารกิจนำ “พราว เรียลเอสเตท” เป็น Top of Mind ในใจคนไทย

4476

พราวพุธ ลิปตพัลลภ
กรรมการบริหาร
บมจ.พราว เรียลเอสเตท

 

กล้าที่จะทำ กล้าที่จะกลัว
สู่ภารกิจนำ “พราว เรียลเอสเตท”
เป็น Top of Mind ในใจคนไทย

“การมีคุณพ่อและบอร์ดบริหารที่มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษา เป็นการบาลานซ์แนวทางการทำธุรกิจ ทำให้เรากล้าที่จะทำ พร้อมกับกล้าที่จะกลัว คิดและเดินอย่างระมัดระวัง เพื่อให้แน่ใจว่าทุกก้าวที่เราเดินมีความมั่นคง อาจจะก้าวช้าหน่อย แต่ไม่มีทางล้มแรงอย่างแน่นอน”

“การทำสิ่งที่คนอื่นทำอยู่แล้วในตลาด ท้ายที่สุดเราจะเป็นเพียงค่าเฉลี่ยในตลาด ถ้าอยากเป็นสิ่งที่ดีกว่าคนอื่น ต้องกล้าทำสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน”

นี่คือสิ่งที่ พราวพุธ ลิปตพัลลภ ในวัย 35 ปี ฉายภาพแนวคิดการบริหารธุรกิจ ทั้งในบทบาท กรรมการบริหาร หัวเรือสำคัญของ บริษัท พราว เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) และธุรกิจครอบครัวในนาม พราว กรุ๊ป ที่ครอบคลุมธุรกิจโรงแรมและสวนน้ำที่หัวหินและภูเก็ต

 

ต่อยอดธุรกิจครอบครัว
สู่บริษัทอสังหาฯในตลาดหุ้น

หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ร่วม 2 ปีที่ บริษัท แมคคินซี่ แอนด์ คอมพานี ประเทศไทย ในฐานะผู้ให้คำปรึกษากลยุทธ์ทางธุรกิจ ในปี 2555 พราวพุธก้าวเข้ามาสวมหมวกผู้บริหารเพื่อสานต่อธุรกิจครอบครัวของ พราว กรุ๊ป โดยได้ดูแลเมกะโปรเจ็กต์ อาทิ Bluport Hua Hin รีสอร์ท มอลล์, โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท (ส่วนขยาย), โครงการสวนน้ำวานา นาวา วอเตอร์ จังเกิ้ล หัวหิน, อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน, โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท, อันดามันดา อาณาจักรสวนน้ำในภูเก็ต ด้วยเงินลงทุนรวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยทุกโครงการทั้งโรงแรมและสวนน้ำยึดโยงอยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

พราวพุธกล่าวถึงจุดเริ่มต้นการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ว่า เป็นการต่อยอดจากธุรกิจเดิม คือ โรงแรมและสวนน้ำ ซึ่งเป็นกลุ่ม Long Term Asset ที่ใช้เวลาคืนทุนนานเป็นสิบปี จึงต่อยอดมาสู่ธุรกิจใกล้เคียงกันคือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่เห็นผลกำไรเร็วกว่า ทว่า เราไม่ได้มองการสร้างธุรกิจเน้นกำไรแบบ One Shot แต่มองไปถึงการสร้าง Relationship กับผู้ซื้อได้ในระยะยาวผ่านธุรกิจอสังหาฯ

“พื้นเพเดิมของธุรกิจครอบครัวลิปตพัลลภเอง ก็เริ่มต้นจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างผ่านกลุ่มบริษัทประยูรวิศว์ฯ เบื้องหลังโครงการใหญ่ระดับประเทศ อาทิ ถนนอุทยาน (ถนนอักษะ) สนามบินนานาชาติพร้อมอาคารผู้โดยสาร สะพานศรีสุราษฎร์ ฯลฯ ”

จนกระทั่งนำไปสู่การก่อตั้ง บริษัท พราว เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai เมื่อปี 2562

 

วางแผนจุดพลุธุรกิจ
โปรเจ็กต์แรกต้องเสียงดัง

ทว่า เส้นทางการบริหารงานไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อบริษัทน้องใหม่อสังหาฯ เปิดตัวมาไม่นานก็เจอคลื่นโควิดถาโถม แต่นั่นกลับเป็นจุดพลิกวิกฤตสู่โอกาสให้แก่พราว เรียลเอสเตท เพราะเปิดตัวธุรกิจด้วยโครงการ “อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน” ซึ่งเป็นจังหวะที่คนกลัวโควิด งดเดินทางออกนอกประเทศ ผู้บริโภคจึงหันมาใช้เงินในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม Luxcury ทำให้หัวหินเป็นสถานที่ท่องเที่ยวฮอตฮิต

ประกอบกับพฤติกรรมการทำงานเปลี่ยนไปจากที่ต้องเข้าออฟฟิศมาเป็น Work From Home และ Work From Anywhere สนับสนุนให้คนหาไลฟ์สไตล์การทำงานใหม่ เช่น ตื่นมาเห็นทะเล แต่ยังสามารถทำงานได้เหมือนเดิม ปัจจัยเหล่านี้ผลักดันความต้องการบ้านในหัวหินให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น

พราวพุธเล่าให้ฟังว่า การเข้ามาในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการแข่งขันสูง และเป็น Red Ocean ดังนั้น การเปิดโปรเจ็กต์แรกต้องพิเศษในระดับ Talk of the town เป็นที่พูดถึง และเป็นกระบอกเสียงสื่อสารก้าวแรกของแบรนด์ในวงกว้าง

ตั้งแต่การเปิดตัวโครงการ “อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน” คอนโดมิเนียมแนวบ้านพักตากอากาศติดชายหาด และเป็น Branded Residence อสังหาแห่งแรกของไทยที่ได้ใช้แบรนด์ “อินเตอร์คอนติเนนตัล” ของ IHG เชนโรงแรมระดับโลก และเปิดตัวด้วยราคา New High ของหัวหินในราคา 250,000-300,000 บาท/ตร.ม. ปัจจุบันขายไปแล้ว 95% หรือกระทั่งโครงการ “เวหา หัวหิน” คอนโดมิเนียม luxcury Mixed-use ใจกลางเมืองหัวหิน ที่ทุกยูนิตเห็นทะเลทัังหมด

ตลอดจนโครงการล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปคือโครงการ “รมย์ คอนแวนต์” คอนโดฯ หรูบนถนนคอนแวนต์-สาทร ราคาเริ่มต้น 8.5 ล้านบาท และมีการจัดทำห้องเพนต์เฮาส์ 2 ยูนิต ราคาสูงสุดที่ 150 ล้านบาท/ห้อง ซึ่งในทำเลสาทร-ลุมพินีจะกลายเป็น CBD แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ และอยู่ใกล้กับเมกะโปรเจ็กต์ในอนาคต เช่น One Bangkok และ Dusit Central Park มิกซ์ยูสขนาดใหญ่ของดุสิตธานี รวมถึง Park Silom

ไม่ต่างจากเมื่อ 8 ปีก่อน ที่ได้จุดพลุสวนน้ำวานา นาวา ขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยยังมีเพียงสวนน้ำลอยฟ้า ไม่มีการทำสวนน้ำที่มีเครื่องเล่นหวือหวา และเก็บราคาหลักพันบาทมาก่อน เมื่อเปิดตัวไปจึงได้รับการกล่าวถึงในวงกว้าง

“ตอนนั้นจุดเริ่มต้นเล็กๆ คือเราตั้งใจตอบโจทย์คนไปเที่ยวหัวหินให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น และขยายวันพักโรงแรมให้มากกว่า 2 วัน จาก Inside ที่คนมาหัวหินวันเสาร์แล้วกลับวันอาทิตย์ จึงเกิดเป็นสวนน้ำที่อยู่ติดกับโรงแรมขึ้นมา เพื่อให้คนอยู่ยาวขึ้น สำหรับธุรกิจอสังหาฯ ก็เช่นกัน เราพยายามทำสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีในตลาด ต้องกล้าทำ และให้เป็นเอกลักษณ์ หากเราทำสิ่งที่มีในตลาดอยู่แล้ว เราจะกลายเป็นเพียงค่าเฉลี่ยของตลาดเท่านั้น”

 

“พราว เรียลเอสเตท” ขอเป็น
Top of Mind ในใจคนไทย

พราวพุธกล่าวว่า พราว เรียลเอสเตท ได้กำหนดวิสัยทัศน์ “More Than Just Living” หรือ “สิ่งที่เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย” โดยมุ่งเน้นเรื่องของ “การใช้ชีวิต” มากกว่าแค่ “การอยู่อาศัย” เพื่อตอบโจทย์ทุกมิติของทุกวัน ด้วยความสมบูรณ์แบบ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสภาพแวดล้อม รวมไปถึงธรรมชาติและชุมชน เพื่อที่จะก้าวข้ามการใช้ชีวิตในแบบเดิมๆ และเสริมสร้างคุณค่าให้กับสังคมอย่างยั่งยืน

“เราจะค่อยๆ ใช้เวลากับการสร้างโปรดักต์หนึ่งชิ้น ไม่ได้วางเป้าเปิดโครงการปีละ 5-6 โครงการหรือต้องทำยอดขายหลักหมื่นล้านบาทต่อปี โดยเลือกเฟ้นทำเลที่มีความพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่แปลงงามติดทะเล หรือแปลงกลางโซน CBD ในกรุงเทพฯ และเน้น Niche Market ทำคอนโดฯ และบ้านในระดับบน กลุ่ม Luxcury เจาะทำเลหัวหิน ภูเก็ต และกรุงเทพฯ

พราวพุธกล่าวย้ำว่า “เรามองความต้องการของผู้บริโภคทุกมุมในพื้นที่ที่มีคาแร็กเตอร์ต่างกัน เพื่อเข้าถึงวิถีชีวิตของผู้ซื้อแต่ละโครงการ เราไม่ได้พยายามจับเทรนด์อสังหาฯ เพราะมันไปไวมาก เทรนด์ในวันนี้กว่าจะสร้างเสร็จอีก 2-3 ปี ความต้องการของคนก็เปลี่ยนไปแล้ว แต่เราพยายามจับการใช้ชีวิตของคนแต่ละพื้นที่เพื่อออกแบบให้เขาใช้ชีวิตได้อย่างแท้จริง หรือกระทั่ง 5-10 ปีผ่านไป หากความต้องการเปลี่ยนไป ก็ต้องมั่นใจได้ว่า Asset ตรงนั้นที่เรามอบให้จะต้องมีมูลค่าสูงขึ้น ลูกค้าต้องได้กำไรในอนาคตจากเราด้วย”

โดยในอนาคตพราวพุธวางเป้าหมายที่จะทำให้พราว เรียลเอสเตท เป็น Top of Mind หรือแบรนด์ที่อยู่ในใจคนไทย และเป็นแบรนด์คุณภาพสูงเมื่อคนนึกถึง ได้รับความเชื่อใจจากลูกค้าในระยะยาว

ปัจจุบัน บริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการและขายรวม 4 โครงการ รวมมูลค่า 10,760 ล้านบาท ได้แก่ 1.อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน คอนโดมิเนียมระดับเวิลด์คลาส มูลค่า 3,813 ล้านบาท 2.เวหา หัวหิน คอนโดมิเนียมลักซูรี มูลค่า 2,290 ล้านบาท 3.วี อารีย์ บ้านเดี่ยวโซนอารีย์ มูลค่า 507 ล้านบาท และรมย์ คอนแวนต์ คอนโดมิเนียมลักซูรีย่าน CBD กรุงเทพ มูลค่า 4,150 ล้านบาท

โดยในช่วงปลายปี 2566 จนถึงต้นปี 2567 ได้เตรียมงบประมาณอีก 1,600 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาฯ เพิ่มอีก 1-2 โครงการ ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาพื้นที่ที่น่าสนใจ อาทิ สมุย เขาใหญ่ พัทยา ขณะเดียวกันในอนาคตมองการพัฒนาอสังหาฯ ในระดับพรีเมียมทั้งแนวราบและแนวสูง จากเดิมทำเพียงตลาด Luxcury เป็นหลักเพื่อขยายการเติบโต

นอกจากนี้ จากผลพวงการเปิดประเทศอย่างเป็นทางการ ทำให้มีนักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามาในไทย และส่งผลบวกต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยในส่วนของพอร์ตคอนโดฯ ของบริษัท มีชาวต่างชาติเข้าซื้อในสัดส่วน 10% โดยเฉพาะชาวยุโรปและรัสเซียที่เริ่มหันมาซื้อที่อยู่อาศัยในไทย เพื่อหลีกหนีจากสภาวะสงครามและการเมืองในประเทศ ซึ่งโครงการพราว เรียลเอสเตท จะเน้นทำเลหัวหิน และกรุงเทพฯ ที่เป็นโซนหัวเมืองท่องเที่ยวที่ต่างชาติสนใจ

สำหรับปี 2566 บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 3,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปี 2565 แบ่งเป็นโครงการรมย์ คอนแวนต์ 2,000 ล้านบาท โครงการเวหา 800 ล้านบาท และโครงการวีอารีย์ 500 ล้านบาท ส่วนยอดรับรู้รายได้ปี 2566 ตั้งเป้าไว้ราว 2,500 ล้านบาท จาก 2 โครงการหลัก คือ อินเตอร์คอนติเนนตัล 2,000 ล้านบาท และวีอารีย์ 500 ล้านบาท

 

ก้าวช้า…แต่ไม่ล้มแรง
หลักแนวคิดจากคำสอนพ่อ

นอกจากเรื่องกลยุทธ์การบริหารแล้ว แนวคิดในการทำงานของพราวพุธ ส่วนหนึ่งได้ DNA เข้มข้นจาก คุณย่า จรัสพิมพ์ ลิปตพัลลภ เจ้าของและประธานกรรมการ กลุ่มประยูรวิศว์ ที่มีปรัชญาในการทำธุรกิจว่า “ไม่ให้มองเพียงแค่กำไรที่มากที่สุด เพราะทุกธุรกิจต้ออยู่ต่อไปในระยะยาว ทุกคนต้องได้ไปกับเรา ทั้งพาร์ตเนอร์ และลูกค้า”

ส่วนคำสอนของ คุณพ่อ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี จะเน้นย้ำเรื่องการทำเพื่อประเทศและสังคม

“สาเหตุหนึ่งที่บริษัทเราโฟกัสธุรกิจท่องเที่ยว เพราะเมื่อมีการลงทุนจะเกิดประโยชน์กับชุมชนตั้งแต่เรื่องเล็กๆ คือการจ้างงาน หรือกระทั่งการทำเพื่อสิ่งแวดล้อมผ่านนโยบายของบริษัท เช่น สวนน้ำอันดาที่ภูเก็ตของเราจะไม่มีการนำขวดพลาสติกเข้ามาในพื้นที่ แต่ให้ใช้แก้วและรีฟิลน้ำได้ทั้งวัน”

ขณะเดียวกัน ในการบริหาร พราว เรียลเอสเตท ก็ได้คุณพ่อสุวัจน์เข้ามาช่วยให้คำแนะนำ ด้วยความที่ทีมผู้บริหารของบริษัทส่วนใหญ่จะบริหารงานในลักษณะของสตาร์ตอัพหรือธุรกิจแนวใหม่ มีความคิดริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา คิดเร็ว ทำเร็วจนบางครั้งในระหว่างทางอาจขาดความรอบคอบได้

“การมีคุณพ่อและบอร์ดบริหารที่มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษา เป็นการบาลานซ์แนวทางการทำธุรกิจ ทำให้เรากล้าที่จะทำ พร้อมกับกล้าที่จะกลัว คิดและเดินอย่างระมัดระวัง เพื่อให้แน่ใจว่าทุกก้าวที่เราเดินมีความมั่นคง อาจจะก้าวช้าหน่อย แต่ไม่มีทางล้มแรงอย่างแน่นอน”

 

ติดตามอ่านคอลัมน์ People ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนเมษายน 2566 ฉบับที่ 492 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/