พา Amity ลุยระดับโลก ขับเคลื่อนโซเชียลเน็ตเวิร์กแห่งอนาคต

4584

กรวัฒน์ เจียรวนนท์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง
แอมิตี คอร์ปอเรชั่น


พา Amity ลุยระดับโลก
ขับเคลื่อนโซเชียลเน็ตเวิร์กแห่งอนาคต

 “เราเชื่อว่าสิ่งนี้คืออนาคตของโซเชียลมีเดีย และเราจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานอยู่ข้างหลัง เพื่อให้แบรนด์ต่างๆ สามารถมีโซเชียลเน็ตเวิร์ก มีคอมมูนิตี้ของตัวเอง โดยในอนาคตจะมีหลายพันแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องนี้ และในแต่ละแบรนด์ก็จะมีหลายพันโซเชียลเน็ตเวิร์ก ด้วยจำนวนผู้ใช้มากกว่า 100 ล้านรายทั่วโลก และเราจะเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ใหญ่ที่สุดที่ไม่มีใครรู้จัก”

“เพราะชีวิตจริงไม่เหมือนในหนัง เกิดเป็นสตาร์ตอัพอยากสำเร็จต้องเป็นแมลงสาบ” นี่คือประโยคที่ “กรวัฒน์ เจียรวนนท์” ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลเจียรวนนท์ เคยบอกกับ “การเงินธนาคาร” เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่เขากำลังปลุกปั้นบริษัทเทคสตาร์ตอัพของตัวเอง มีโปรดักต์แรกเป็นระบบอัตโนมัติสำหรับองค์กรธุรกิจชื่อว่า Eko ซึ่งเขาหมายมั่นว่าจะเดินหน้ายิงตรงไปสู่การเป็นเวิลด์คลาสแอปพลิเคชั่น

หลายคนอาจคิดว่าเส้นทางของทายาทเจียรวนนท์ คงโรยด้วยกลีบกุหลาบ แค่เดินบนเส้นทางที่คุณพ่อ “ศุภชัย เจียรวนนท์” ปูทางไว้ให้คงไม่ยาก แต่เรื่องราวของกรวัฒน์ในครั้งนี้ ตอกย้ำความจริงที่เขายังคงเป็นลูกเสือที่ถูกผลักตกเหวลึก และต้องใช้ทุกความสามารถพาตัวเองไต่เต้าขึ้นมาหาครอบครัวให้ได้ และดูเหมือนว่าเขายังคงพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาอยู่

การเจอกันครั้งนี้ กรวัฒน์ ดูเติบโตขึ้นมาก ไม่ใช่หนุ่มน้อยอายุ 20 ต้นๆ อีกแล้ว ตลอด 6 ปีที่ผ่านมาเกิดเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย ทั้งการเดินหน้าบุกตลาดต่างประเทศ การซื้อกิจการสตาร์ตอัพในประเทศไทย และการตั้งบริษัทแม่อย่าง แอมิตี (Amity Corporation) ขึ้นมาในปี 2020 พร้อมนำ Eko เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทใหม่ ปัจจุบัน Amity มีฐานผู้ใช้งานรวมทั้งหมดมากกว่า 20 ล้านยูสเซอร์ต่อเดือนแล้ว และตอนนี้เขากำลังเตรียมนำบริษัทใหม่ แอมิตี โซลูชันส์ (Amity Solutions) เข้า IPO ในปี 2024

 

2 ปีแห่งความท้อแท้
พิษ Covid ทำลูกค้าหายในคืนเดียว

กรวัฒน์ เริ่มให้สัมภาษณ์พิเศษกับ การเงินธนาคาร ว่า ในปี 2017-2018 ถือเป็นช่วงที่ตลาดให้การตอบรับค่อนข้างดี เพราะโซลูชั่นของ Eko จับกลุ่มองค์กรที่มีพนักงานเยอะๆ และต้องการเครื่องมือช่วยในการทำงานร่วมกัน เช่น โรงแรม, โรงงาน หรือธุรกิจที่พนักงานทำงานนอกสถานที่เป็นส่วนใหญ่

แม้แนวโน้มตลาดจะตอบรับดี แต่การทำงานจริงกลับไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการเข้าหาลูกค้าขณะนั้นต้องทุ่มเทเต็มที่แบบ Very Heavy Customization เนื่องจากต้องมีการปรับแต่งเชิงลึกเพื่อให้สามารถตอบความต้องการของลูกค้าระดับองค์กรใหญ่ โดยขณะนั้น Eko มียอดผู้ใช้งานรวมที่ระดับ 500,000 รายต่อเดือน

กรวัฒน์ยอมรับว่า การจะปิดลูกค้าแต่ละรายนั้นเหนื่อยมาก เป็นเหมือนกันหมดทั้งในไทยและต่างประเทศ เพราะขณะนั้นองค์กรส่วนใหญ่ไม่มีงบประมาณด้านดิจิทัลมากนัก อีกทั้งเรื่อง Digitization ก็ไม่ได้อยู่ในสิ่งแรกๆ ที่องค์กรให้ความสำคัญ ขณะที่ในตลาดต่างประเทศนั้น แม้ว่า Eko จะเป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์สูง ตลาดก็ยังไม่มีคู่แข่งมาก แต่การเจาะไปยังลูกค้าเป้าหมายก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดี ต้องมีการหารือกันหลายรอบกว่าจะถึงขั้นตัดสินใจ

“ในปี 2018-2019 ยอมรับว่ารู้สึกเหนื่อยและเสียกำลังใจ (Frustrated) เหมือนกัน เพราะเป็นช่วงที่เราทุ่มเงินไปกับการสร้างยอดขายให้เติบโตนอกประเทศไทย ก่อนจะพบว่า การจะปิดลูกค้าแต่ละรายนั้นยากมาก ต้นทุนในการขายก็สูง ทำให้รู้ว่า Unit Economic กับ Business Model นี้ไม่ค่อยเวิร์ก และเรื่องของการเติบโตก็ไม่ได้ตามที่หวัง เพราะแต่ละขั้นตอนใช้เวลานานมาก ไม่คุ้มค่าเสียเลย”

ทายาทเจียรวนนท์ เล่าต่อว่า อุปสรรคยังไม่จบแค่นั้น เพราะในปี 2020 ก็เกิดวิกฤติการแพร่ระบาดของ Covid-19 ซ้ำเข้ามาอีก ทำให้ลูกค้าที่อยู่ใน Pipeline การ Implement หายไปทั้งหมดในระยะเวลาชั่วข้ามคืน โดยเฉพาะลูกค้าในกลุ่มบริการ เช่น ร้านอาหาร, โรงแรม และสายการบิน องค์กรเหล่านี้ตัดการลงทุนทิ้งทั้งหมด ทุกกระแสพุ่งไปที่บริการด้าน Online Meeting อย่าง Zoom และ Microsoft Teams จนปิดโอกาสของ Eko จนหมด ทุกองค์กรต่างเลือกใช้บริการจากแบรนด์ที่มีชื่อเสียงที่สุด ทำให้ Eko ต้องมองหาธุรกิจใหม่ที่จะสามารถเติบโตแบบทวีคูณได้ใหม่อีกครั้ง

“ก่อนหน้านี้ การผลักดันยอดขายก็ทำได้ยากอยู่แล้ว มาเจอ Covid-19 ลูกค้ายกเลิกการลงทุนไปหมดเลย ทำให้เราเหนื่อยมากกับเป้าหมายการเป็นผู้ให้บริการ Software as a Service (SaaS) ระดับโลก ด้วยการเติบโตเกิน 100% แบบปีต่อปี แม้ Eko ในประเทศไทยจะยังโตต่อได้เนื่องจากมี Reference เยอะ มีการทำงานร่วมกับบริษัทในระดับภูมิภาค และยังสามารถ Customization เชิงลึกให้เข้ากับประเภทธุรกิจได้ แต่สำหรับธุรกิจในต่างประเทศตอนนั้นถือว่าไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้”

 

เปิด Side Project พัฒนา Chat SDK
มุ่งเป็นยักษ์โซเชียลที่ไม่มีใครรู้จัก

กรวัฒน์ เล่าว่า แม้เขาจะรู้สึกท้อบ้างแต่ก็ไม่ได้ยอมแพ้ จนวันหนึ่งได้เขาได้พบกับลูกค้าสายการบินคือ Air Asia ที่ระบุความต้องการว่าอยากมีฟังก์ชั่น Chat บนแอปพลิเคชั่นของตัวเอง ทำให้ Eko เปิด Side Project เพื่อสร้างชุดเครื่องมือพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Development Kit : SDK) ขึ้นมารองรับความต้องการของลูกค้า ขณะเดียวกันก็นำมาอัปเกรดระบบ Chat เดิมของ Eko ที่เริ่มเก่าแล้วไปในตัวด้วย

การเปิด Side Project SDK นี้ จุดประกายให้เขาเห็นโอกาสในธุรกิจฝั่ง Global อีกครั้ง จากเดิมที่สร้าง Chat SDK เพื่อให้บริการลูกค้า ก็ตัดสินใจแยกโปรเจ็กต์ SDK ออกมาตั้งเป็นธุรกิจใหม่ และต่อยอดให้เป็นชุด SDK สำหรับการพัฒนาโซเชียลฟีเจอร์ไว้อย่างครบถ้วน ทั้ง Chat, Feed, Live, Profile, Video หรือ Forum ภายใต้ชื่อใหม่ว่า “Social Cloud” โดยแบรนด์สามารถใช้ Social Cloud ในการสร้างโซเชียลฟีเจอร์ได้อย่างรวดเร็วเพียงแค่ plug-and-play

“เรามองว่า Chat SDK นั้นเป็นตลาดที่แออัดมาก มีผู้เล่นใหญ่ๆ มากมาย ที่เราหยิบ Side Project นี้ขึ้นมาเพราะเห็นเทรนด์จาก Air Asia ที่นำ Chat SDK ไปสร้างคอมมูนิตี้สำหรับผู้โดยสาร ซึ่งเรามองว่านี่เป็นคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจมาก และยังไม่มีใครจับตลาดนี้ ประกอบกับในช่วงการระบาดของ Covid-19 นั้น ทุกบริษัทต่างทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสร้าง Engagement บนแอปพลิเคชั่นของตัวเอง ในขณะที่ Social Media ต่างอยู่ในภาวะ Under Attack ทั้งในเรื่องของความกังวลด้านข้อมูลส่วนบุคคล การใช้ประโยชน์จากข้อมูล จนทำให้เกิดกระแสที่แบรนด์เริ่มบอยคอตแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และอยากจะมีคอมมูนิตี้ของตัวเองมากขึ้น”

กรวัฒน์เล่าต่อว่า เขาเปิดตัว Social Cloud ในช่วงต้นปี 2021 พร้อมเป้าหมายที่จะบุกตลาด Global ทันที เน้นในประเทศยุโรปและอเมริกา ปัจจุบัน มีแบรนด์ระดับโลกจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้ามาเป็นลูกค้า เช่น Harley-Davidson, บริษัท Noom สตาร์ตอัพด้านการลดน้ำหนักจาก Silicon Valley มูลค่าบริษัทระดับ 4,000 ล้านดอลลาร์, Baylor Scott & White Health เครือโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของอเมริกา

ปัจจุบัน Social Cloud ถือเป็นตัวเลือกแรกๆ ของแบรนด์ที่ต้องการมีโซเชียลฟีเจอร์บนแอปฯของตัวเอง โดยในช่วงต้นปี 2022 มีผู้ใช้งานต่อเดือน เพียง 30,000 ราย แต่ปัจจุบันเติบโตอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงแค่ 1 ปี มีผู้ใช้งานต่อเดือนสูงถึง 1.1 ล้านราย และกำลังตั้งเป้าที่จะเติบโตไปถึงระดับ 3-4 ล้านผู้ใช้ โดยขณะนี้มีลูกค้าใน Pipeline เรียบร้อยแล้ว

“เราเชื่อว่า สิ่งนี้คืออนาคตของโซเชียลมีเดีย และเราจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานอยู่ข้างหลัง เพื่อให้แบรนด์ต่างๆ สามารถมีโซเชียลเน็ตเวิร์ก มีคอมมูนิตี้ของตัวเอง โดยในอนาคตจะมีหลายพันแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องนี้ และในแต่ละแบรนด์ก็จะมีหลายพันโซเชียลเน็ตเวิร์ก ด้วยจำนวนผู้ใช้มากกว่า 100 ล้านรายทั่วโลก และเราจะเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ใหญ่ที่สุดที่ไม่มีใครรู้จัก”

กรวัฒน์เผยว่า สาเหตุที่ Social Cloud โตแบบติดจรวดเพราะเขาเป็นผู้เล่นรายแรกที่จับตลาดนี้ ทำให้เติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นแบรนด์ด้าน Social SDK อันดับ 1 ของโลก แม้ตลาดจะยังเล็กอยู่เพราะเพิ่งเกิดใหม่ แต่มองว่าในอนาคตจะมีคู่แข่งเกิดขึ้นแน่นอน โดยการที่ Social Cloud มีฐานลูกค้าเติบโตจาก 30,000 รายไปเป็น 1,000,000 รายใน 1 ปี ส่วนหนึ่งเพราะมีดีมานด์รองรับอยู่แล้ว แต่การจะโตจาก 1,000,000 รายไปเป็น 100,000,000 รายนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องมีการกระตุ้นให้เกิดดีมานด์เพิ่ม ด้วยการโปรโมตคอนเซ็ปต์และไอเดีย ต้องบอกให้รู้ว่าทุกคนสามารถมีคอมมูนิตี้ของตัวเองได้ สิ่งเหล่านี้คือ Next Level ที่ไม่ง่าย และมีราคาแพงด้วย

 

จาก Eko สู่บริษัทใหม่ Amity
ควบรวม Convolab บุกโลก AI

กรวัฒน์ กล่าวว่า อีก 1 จุดเปลี่ยนสำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการบุกตลาดต่างประเทศของ Social Cloud ก็คือ การซื้อกิจการสตาร์ตอัพไทยด้าน AI Chatbot อย่าง Convolab ในช่วงปี 2020 โดยเขามองว่า Chatbot เป็นส่วนเสริมที่สำคัญของโปรดักต์อย่าง Eko และ Social Cloud ประกอบกับตอนนั้นเขาพยายามอย่างมากที่จะสร้างการเติบโตด้านรายได้ฝั่งประเทศไทย จึงมองว่าการควบรวมนี้เป็นจุดเริ่มที่ดี

การควบรวมกิจการครั้งนี้ยังมาพร้อมกับการตั้งบริษัทแม่แห่งใหม่ ภายใต้ชื่อ “แอมิตี” (Amity) อีกด้วย โดย Amity จะเป็นแบรนด์หลักของโปรดักต์ทั้งหมดในกลุ่ม ใต้ร่ม Amity จะแบ่งธุรกิจเป็น 2 แกน คือฝั่ง Global นำโดย Social Cloud ขณะที่ธุรกิจฝั่งไทยนั้น จะมี Amity Bots และ Eko เป็นโปรดักต์หลัก

เขายอมรับว่า แม้การซื้อ Convolab เข้ามาพัฒนาจนกลายเป็น Amity Bots จะเป็นเรื่องดี เพราะ Chatbot ช่วยยกระดับการทำงานได้หลายมิติ และยังมีความเชื่อมโยงในด้านของ Cross Sale ด้วย แต่พอทำจริงกลับยากกว่าที่คิด สาเหตุเพราะความต้องการ Chatbot สูงมากจนไม่มีเวลามากพอที่จะลงทุนเรื่องการ Integration กับ Social Cloud ที่เติบโตเร็วมาก จนในตอนท้ายก็พบว่าการผสาน Chatbot กับ Eko กลายเป็นตัวเลือกที่ดี และคุ้มค่ามากกว่า เพราะสามารถเพิ่มศักยภาพได้อย่างมหาศาลจากการมาของเทคโนโลยี GPT

กรวัฒน์ เผยว่า ช่วงที่ซื้อกิจการ Convolab นั้น ตัวเขาคิดเพียงแค่ถ้ามี Chatbot เข้ามาเสริมกับโปรดักต์เดิมน่าจะดี ยังไม่ได้คิดถึงขั้นว่า AI Chatbot จะเป็นอนาคต เพราะในตอนนั้นทุกคนต่างมุ่งการลงทุนด้าน AI ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีการประมวลผลภาษามนุษย์ (Natural Language Processing : NLP) ซึ่งตัวเขาปฏิเสธที่จะลงทุนด้านนี้ เพราะยอมรับความจริงว่า “เขาไม่มีทาง และไม่มีวันที่จะสู้ Silicon Valley ได้เลย และก็ไม่มีเงินมากพอที่จะลงทุน แถมไม่มีประสบการณ์ด้วย ตัวเทคโนโลยีก็ยังไม่ Advance พอ การลงทุนหลายๆ ด้านก็ไม่คุ้มค่า ฝืนทำไปคงไม่สำเร็จแน่นอน” กรวัฒน์ จึงเลือกที่จะยืนเฉยๆ ให้กระแส NLP ซัดผ่านไป และรอโอกาสที่เหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง

การตัดสินใจ “รอ” ครั้งนั้นคุ้มค่ามาก เพราะหลังจากนั้นก็เกิดเทคโนโลยี Generative pre-trained transformer หรือ GPT ออกมา เขาไฟเขียวให้ทีมงานเดินหน้าเต็มที่ทันที มีการลงทุนเพิ่มทีม เพิ่มทรัพยากรอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า AI GPT R&D Platform ที่จะเป็นเครื่องมือในการสร้าง AI Work Force ออกมาโดยใช้ Open AI GPT เป็นพื้นฐาน

“ก่อนหน้านี้มีเทรนด์เทคโนโลยี บล็อกเชน, คริปโทเคอร์เรนซี่ หรือเมตาเวิร์ส ผมรู้สึกเฉยๆ แต่เทคโนโลยี GPT นั้นไม่เหมือนกับเทรนด์อื่นๆ เรามั่นใจว่าเทคโนโลยี GPT คือ The Next Computing Revolution ที่จะเปลี่ยนการทำงานของธุรกิจและผู้คน เราจึงรีบนำเทคโนโลยี GPT มาปรับใช้กับธุรกิจ Chatbot ของเราอย่างรวดเร็ว”

กรวัฒน์ กล่าวว่า Amity นำเทคโนโลยี GPT เข้ามาปรับใช้กับ Amity Bots โดยให้ AI เรียนรู้ข้อมูลที่เจาะจงมากขึ้น เช่น ข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการของแบรนด์ ทำให้เมื่อมีคำถามใดๆ ตัว Amity Bots จะสามารถตอบคำถามได้ทันที ไม่จำเป็นต้องเตรียมสคริปต์คำตอบอีกต่อไป ใช้งานง่ายขึ้น และยังรองรับได้หลากหลายภาษาทั่วโลก นอกจากนี้ ยังสามารถปรับใช้งานในลักษณะของผู้ช่วยเพื่อให้ผู้บริหารองค์กรสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก และรายงานสรุปข้อมูลได้ง่ายขึ้นด้วย

 

ปัจจุบัน Eko ให้บริการลูกค้าในหลายอุตสาหกรรม ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ธนาคาร สินค้าอุปโภคบริโภค และโทรคมนาคม โดยลูกค้า 95% อยู่ในประเทศไทย ทุกอุตสาหกรรมมีการใช้งานที่คล้ายกัน คือ ใช้สำหรับการให้บริการลูกค้า และการสื่อสารภายในองค์กร โดยหลังจากปล่อยตัวทดลองของ Eko ที่ผสานการทำงานกับเทคโนโลยี GPT ออกไป พบว่าลูกค้ามีความกระตือรือร้นที่จะทดลองใช้อย่างมาก

“ที่ผ่านมา มีหลายบริษัทใช้ Eko ในการสร้างขั้นตอนการอนุมัติ (Approval Flow) เช่น การสั่งของ หรือทำค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยใช้วิธีใส่ข้อมูลเข้าระบบและเชื่อมกับ Legacy Warehouse System การเข้ามาของ AI GPT จะช่วยเช็กความถูกต้อง และทดแทนบางฟังก์ชั่นได้ เพราะ GPT เข้ามาปฏิวัติการอ่านข้อมูลของคอมพิวเตอร์ และยังทำความเข้าใจ ประมวลผล และให้ผลลัพธ์กลับมาได้ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีเทคโนโลยีไหนทำได้เช่นนี้มาก่อน การมาของ GPT จะปลดล็อกฟังก์ชั่นอีกมหาศาลให้กับองค์กรธุรกิจ”

 

ตั้งบริษัทใหม่ Amity Solution
พร้อมเข้า IPO ปี 2024

กรวัฒน์กล่าวว่า ปัจจุบัน Amity มีอายุครบ 10 ปีแล้ว ซึ่งถือว่าไม่น้อยในมุมของการเป็นบริษัทสตาร์ตอัพ แต่เส้นทางธุรกิจของ Amity ยังคงต้องเดินอีกไกล โดยเฉพาะฝั่ง Global ที่มี Social Cloud เป็นโปรดักต์หลัก ซึ่งจากนี้เชื่อว่าจะมีความท้าทายและอุปสรรคอีกมากรออยู่ เพราะในที่สุดตลาด Social SDK จะต้องมีคู่แข่งเกิดขึ้น และคู่แข่งจะมาพร้อมกับเงินทุนที่มากกว่าอย่างแน่นอน ดังนั้น Amity จึงมีการปรับโครงสร้างใหม่อีกครั้ง ด้วยการแยกธุรกิจฝั่ง Global ออกจากประเทศไทย เพื่อมุ่งเป้าสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกสัญชาติไทยที่ประสบความสำเร็จ ลุยตลาดยุโรปและอเมริกาเต็มตัว พร้อมตั้งธงระยะไกลว่าจะผลักดันให้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ให้ได้ คาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี

“จาก 5 ปีก่อนจนถึงวันนี้ สำหรับผมมองว่ายังมาได้ไม่ไกลเท่าไหร่นัก เป็นเพราะผมมาจากครอบครัวที่มีมาตรฐานความสำเร็จสูงมาก ทางที่ต้องปีนยังอีกไกล แต่วันนี้ผมมั่นใจ 100% ว่าทางที่เลือกนั้นถูกต้อง ส่วนเรื่องเงินลงทุนนั้น เรามี VC ที่มาลงทุนกับเราจำนวนมาก ทางครอบครัวก็เน้นเสมอว่าต้องหาเงินทุนด้วยตัวเอง และครอบครัวจะคอยดูอยู่ห่างๆ เพราะเอาจริงๆ ถ้าธุรกิจไม่มีโอกาสโต ใส่แต่เงินเข้าไป ยังไงก็ไม่สำเร็จอยู่ดี ส่วนจากนี้ Amity จะไปได้ไกลแค่ไหนต้องรอดูอีกที”

สำหรับธุรกิจของ Amity ในประเทศไทยซึ่งมีโปรดักต์หลักคือ Eko และ Amity Bots จะถูกแยกออกมาอยู่ภายใต้บริษัทใหม่คือ “Amity Solutions” แยกกับธุรกิจฝั่ง Global อย่างชัดเจน เนื่องจากธุรกิจทั้ง 2 ขามีรูปแบบการเติบโตและตลาดที่แตกต่างกัน โดย Amity Solution จะเน้นตลาดในประเทศไทยและอาเซียนเป็นหลัก พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นผู้ให้บริการ SaaS แถวหน้าของประเทศไทย

กรวัฒน์กล่าวต่อว่า กลยุทธ์การเติบโตของ Amity Solution คือ การลงทุนใน AI GPT R&D Platform เพื่อเป้าหมายการเป็นผู้นำระดับภูมิภาค ซึ่งตอนนี้ถือเป็นจุดสตาร์ตที่ทุกคนออกตัวพร้อมกัน ดังนั้น Amity Solution จะรีบทุ่มเงินลงทุน เพื่อให้สามารถเดินหน้าอย่างมั่นคง ควบคู่ไปกับการหาพาร์ตเนอร์และสร้างทีมอย่างรวดเร็ว โดยมีแผนที่จะเข้าระดมทุนผ่านการ IPO ภายในปี 2024

“เราต้องการนำ Amity Solution เข้า IPO ในปี 2024 โดยมองทั้ง SET และ mai ตอนนี้อยู่ระหว่างการประเมินว่าจะเข้าไปเป็นตัวเล็กในตลาดใหญ่ หรือจะไปเป็นตัวใหญ่ในตลาดเล็ก แต่ส่วนตัวชอบ mai เพราะมีหลายบริษัทที่สำเร็จในตลาดนี้ แต่ก็ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้อื่นๆ เรามองว่าการ IPO เป็นวิธีระดมทุนที่ดีที่สุดในขณะนี้ โดยตัวเลขทางการเงินต่างๆ เชื่อว่าพร้อมที่จะสามารถดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้อย่างแน่นอน”

 

ติดตามอ่านคอลัมน์ Young Millionaire  ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนเมษายน 2566 ฉบับที่ 492 ในรูปแบบดิจิทัล :  https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/