ทหารคุมตัว”9near”มือแฮกข้อมูลคนไทย 55 ล้านรายเข้ามอบตัว “รมว.ดีอีเอส” คาดยังไม่ขายข้อมูลเชื่อหวังสร้างกระแส

1378

นายทหารพระธรรมนูญนำต้ว จ่าสิบโท เขมรัตน์ บุญช่วย ทหารสังกัด ขส.ทบ. หรือ “9near” ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาฐานกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กรณีแฮกข้อมูลคนไทย 55 ล้านรายชื่อไปขายในโซเขียลมีเดีย เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.)

นายทหารพระธรรมนูญ กล่าวว่า จ่าสิบโทเขมรัฐอยู่ในการควบคุมของทหาร ส่วนรายละเอียดขอให้ทางโฆษกกองทัพบกเป็นผู้ชี้แจง ส่วนภรรยาของจ่าสิบโทรายดังกล่าวที่ถูกออกหมายเรียกยังไม่ทราบรายละเอียด แต่หากการรวบรวมพยานหลักฐาน พบว่าภรรยาของจ่าสิบโทเขมรัตน์ ซึ่งเป็นพยาบาล มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกระทำความผิด จะต้องถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันกระทำความผิดด้วย ส่วนจ่าสิบโทเขมรัตน์ ก็จะต้องไปขึ้นศาลพลเรือน เพราะมีประชาชนเข้าร่วมกระทำความผิด

เจ้าหน้าที่ตำรวจ เปิดเผยว่า จากการสืบสวนพบว่าจ่าสิบโทเขมรัตน์เป็นนายทหารที่มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก และจากการตรวจค้นห้องพักพบเครื่องมือและอุปกรณ์ในการแฮกข้อมูลสำคัญหลายรายการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจยึดไว้แล้ว และยังพบเครื่องมือกระทำความผิดในอีกหลายพื้นที่ที่ได้ลงทุนซื้อไว้เป็นจำนวนมาก

ล่าสุดนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เดินทางมาที่ บช.สอท. เพื่อเข้าร่วมฟังพนักงานสอบสวนสอบปากคำจ่าสิบโทเขมรัฐด้วย โดยระบุว่า วันนี้มาติดตามการสืบสวนสอบสวนของทางตำรวจ เบื้องต้นยังไม่มีข้อมูล ต้องขอพูดคุยกับทางเจ้าหน้าที่และผู้ที่เกี่ยวข้องก่อน โดยหลังจากนี้เชื่อว่าจะต้องมีการขยายผลไปว่าคดีนี้เกิดจากอะไรและมีใครเกี่ยวข้องบ้าง แต่ต้องตรวจสอบให้ครบถ้วนก่อน พร้อมยืนยันว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องถูกดำเนินคดีแน่นอน

ส่วนข้อมูลของภรรยา ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะยังไม่มีข้อมูลเช่นกัน และยืนยันว่าคดีนี้ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่เชื่อว่าเป็นเหตุผลส่วนตัวของผู้แฮก ไม่เกี่ยวกับการเมือง เนื่องจากการเลือกตั้งไม่ได้ใช้ระบบดิจิทัล แต่จะเป็นการดิสเครดิตหรือพยายามพูดไปในเรื่องทางการเมืองหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของฝ่ายการเมืองที่เอามาพูดกัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบประวัติของผู้ต้องหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหรือไม่

สำหรับข้อมูล 55 ล้านรายการได้ขายออกไปแล้วหรือไม่นั้น นายชัยวุฒิ ระบุว่า ยังไม่มีการขายหรือให้ข้อมูลไป แต่คาดว่าเป็นการสร้างกระแสและโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์ให้แตกตื่นเท่านั้น แต่ในส่วนข้อเท็จจริงหรือเรื่องของความเสียหายอยู่ระหว่างตรวจสอบ