อัตราว่างงานของไทยต่ำกว่า 1% ครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี

2333

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ได้รายงานถึงสถานการณ์ด้านแรงงานในช่วงต้นปี 2566 ที่สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยผู้มีงานทำมีจำนวนมากขึ้น ขณะที่ผู้ว่างงานลดลง

สสช. ระบุว่า ณ เดือน ก.พ. 2566 ประเทศไทยมีประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์ของกลุ่มที่เป็นกำลังแรงงานอยู่ 58.81 ล้านคน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 40.49 ล้านคน

ขณะที่อยู่นอกกำลังแรงงาน เช่น อยู่ระหว่างเรียนหนังสือ เป็นแม่บ้านทำงานบ้าน เป็นผู้พิการ ทุพพลภาพ 18.32 ล้านคน

เมื่อแยกพิจารณาเฉพาะผู้อยู่ในกำลังแรงงานพบว่าเป็นผู้มีงานทำ 39.91 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 39.81 ล้านคนเมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2565 เป็นผู้ว่างงาน 3.6 แสนคน หรือ 0.9% ของผู้อยู่ในกำลังแรงงาน เทียบกับ 3.9 แสนคน หรือ 1% ณ สิ้นปี 2565 ส่วนที่เหลืออีก 2.2 แสนคน เป็นผู้อยู่ระหว่างการรอฤดูกาล

ทั้งนี้อัตราการว่างงานที่ระดับ 0.9% นับเป็นอัตราที่ต่ำที่สุด และต่ำกว่า 1% ครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี ซึ่งระบบกำลังแรงงานไทยเคยมีอยู่ว่างงานต่ำกว่า 1% ครั้งล่าสุดคือเดือน ต.ค. 2562 ที่มีอัตราการว่างงาน 0.9% เช่นกัน ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจมีการเติบเป็นปกติและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงที่ทั่วโลกเกิดวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในต้นปี 2563

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่าจำนวนผู้มีงานทำที่เพิ่มขึ้น และผู้ว่างงานที่ลดลงเข้าไปสู่ระดับเดียวกับก่อนเกิดโควิด-19 เป็นไปตามเป้าหมายและนโยบายที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้มอบหมายแก่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาการมีงานทำ และการมีรายได้ของประชาชน

ส่วนในช่วงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ก็ให้ดูแลการฟื้นตัวดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช้มาตรการกระตุ้นที่รุนแรงโดยไม่มีความจำเป็น เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างการเติบโตกับเสถียรภาพ ไม่มุ่งไปที่การเติบโตจนก่อผลกระทบข้างเคียงทางเศรษฐกิจด้านอื่นๆ เช่น ปัญหาเงินเฟ้อ และการขึ้นดอกเบี้ยรุนแรง ซึ่งอาจเกิดผลเสียงานต่อระบบการเงินของประเทศและประชาชน แบบที่เห็นตัวอย่างในต่างประเทศ