ธนาคารไทยเครดิตฯ ยื่นไฟลิ่ง คาดเข้าจดทะเบียน SET ปลายปี 2566 พร้อมขอยกฐานะเป็นธนาคารเต็มรูปแบบ

1202

นายวิญญู ไชยวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า 2 พ.ค. 2566 ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวน (ไฟลิ่ง) ให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 347.02 ล้านหุ้น คิดเป็น 28.2% ของจำนวนหุ้นจดทะเบียนและชำระแล้วทั้งหมดของธนาคาร โดยมีธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMBT เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

“ธนาคารคาดว่าจะเสนอขาย IPO ได้ในช่วงปลายปีนี้ โดยมุ่งหวังว่าการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ นอกจากจะช่วยเสริมให้ฐานเงินทุนของธนาคาร มีความแข็งแกร่งมากขึ้น เป็นช่องทางการระดมทุนที่หลากหลาย และมีส่วนช่วยเพิ่มสภาพคล่องและมูลค่าตลาดให้กับหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์”

ขณะเดียวกันธนาคารได้ยื่นขอยกฐานะเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบแล้ว ซึ่งคาดว่าจะเสร็จในช่วงเดือนก.ย.นี้

นายวิญญู กล่าวอีกว่า ธนาคารนับเป็นธนาคารพาณิชย์ที่เสนอขายหุ้น IPO ในรอบ 10 ปี ส่วนวัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้ ธนาคารจะนำเงินไปใช้ในการรองรับการขยายพอร์ตสินเชื่อ และปรับปรุงพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการช่วยผลักดันให้ธนาคาร มีแหล่งเงินทุนเพื่อนำไปใช้ใชบริการผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่ผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งเป็นรากฐานของประเทศ

อย่างไรก็ตาม การระดมทุนในครั้งนี้ จะช่วยเสริมเงินกองทุนของธนาคารให้แข็งแกร่งมากขึ้น เพื่อสนับสนุนศักยภาพในการเติบโตของสินเชื่อธนาคาร และมุ่งสู่การเป็นธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยอันดับหนึ่งในการให้บริการสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายย่อยและลูกค้าบุคคล รวมถึงช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้

นายวิญญู กล่าวว่า ธนาคารฯ เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายย่อยและลูกค้าบุคคล โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อหลัก ประกอบด้วย สินเชื่อนาโนและไมโครเครดิตเพื่อคนค้าขาย (Nano and Micro Finance) สินเชื่อธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี (Micro SME) และสินเชื่อบ้าน ซึ่งประกอบด้วย สินเชื่อบ้านแลกเงิน และ สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน โดยการให้บริการสินเชื่อมุ่งเน้นไปยังกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการแผงลอย ร้านค้าขนาดเล็กและขนาดกลาง ตลอดจนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและไมโครเอสเอ็มอี ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรแบบยั่งยืนและมีส่วนช่วยเหลือเศรษฐกิจและสังคม

ด้วยประสบการณ์การให้บริการสินเชื่อเพื่อรายย่อยที่หลากหลายมากว่า 10 ปี ทำให้ธนาคารฯ มีความเข้าใจในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง ประกอบกับการมีผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายและตอบสนองความต้องการพอดีกับกลุ่มลูกค้าหลากหลายขนาดและประเภทธุรกิจ นอกจากนี้ การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและการบริหารจัดการความเสี่ยงที่รัดกุม ทำให้ธนาคารฯ เชื่อว่าธนาคารฯ อยู่ในจุดที่สามารถขยายพอร์ตสินเชื่อในการสนับสนุนกลยุทธ์ทางธุรกิจและบรรลุการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน

จากประมาณการของอิปซอสส์ (IPSOS) คาดว่าในปี 2565 มูลค่าตลาดของการกู้ยืมนอกระบบอยู่ที่ 2.35 ล้านล้านบาท และยังคาดการณ์ว่าความต้องการด้านเงินกู้นอกระบบยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2565 ภายหลังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศไทยซึ่งภาคธุรกิจมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อใช้ในการกลับมาประกอบกิจการ ทำให้ธนาคารฯ เชื่อว่าตลาดสินเชื่อรายย่อยยังมีโอกาสเติบโตต่อไปได้อีกมาก

โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา ธนาคารฯ มียอดเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ (ไม่รวมดอกเบี้ยค้างรับและรายได้ดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ) อยู่ที่ 121,298.0 ล้านบาท โดยเงินให้สินเชื่อหลักมาจากสินเชื่อธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี ทั้งนี้ เงินให้สินเชื่อของธนาคารฯ เติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม 32.7 % ต่อปี ในระหว่างปี 2563 ถึงปี 2565

นอกจากนี้ สำหรับปี 2565 ธนาคารฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,352.5 ล้านบาท โดยคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม30.9 %ต่อปี ในระหว่างปี 2563 ถึงปี 2565 และยังมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) สำหรับปีเดียวกันอยู่ที่ 18.9 %ทั้งนี้ ธนาคารฯ ให้ความสำคัญกับการดูแลโครงสร้างต้นทุนการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ โดยต้นทุนการดำเนินงานส่วนใหญ่ของธนาคารฯ ถูกใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งลูกค้ารายใหม่ และเพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ธนาคารฯ มีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อรายได้รวม (Cost-to-Income Ratio) ลดลงโดยตลอดจาก 49.9 %ในปี 2563 เป็น 39.5 %ในปี 2565