BOI จับมือเซี่ยงไฮ้ เชื่อมโยงการลงทุนไทย-จีน ผลักดันพื้นที่เป้าหมาย-อุตสาหกรรมอนาคต

747

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในโอกาสที่ นายกง เจิ้ง นายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ นำคณะผู้บริหารระดับสูงของนครเซี่ยงไฮ้ เดินทางมาเยือนประเทศไทย บีโอไอได้ร่วมกับนครเซี่ยงไฮ้ และหน่วยงาน Invest Shanghai จัดงาน “ลงทุนเซี่ยงไฮ้ ร่วมแบ่งปันอนาคต” เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2566 ที่โรงแรมแชงกรี – ลา กรุงเทพมหานคร โดยมีนักธุรกิจไทย – จีน เข้าร่วมงานสัมมนากว่า 300 คน ภายในงานมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ร่วมกล่าวเปิดงาน ซึ่งกรุงเทพมหานคร และนครเซี่ยงไฮ้ เป็นเมืองพี่ – เมืองน้อง ที่มีความร่วมมือกันมายาวนาน ทั้งด้านการพัฒนาเมืองและด้านเศรษฐกิจ

การจัดงานครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากบีโอไอได้เดินทางไปโรดโชว์ส่งเสริมการลงทุน ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เมืองธุรกิจสำคัญ ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ หางโจว เซินเจิ้น และกว่างโจว และได้ร่วมกับเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้และ Invest Shanghai จัดงานสัมมนาส่งเสริมการลงทุนที่นครเซี่ยงไฮ้ ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2566 ที่ผ่านมา โดยการร่วมจัดงานทั้ง 2 ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขยายความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนทั้งจากจีนมาสู่ไทย และไทยไปสู่จีน ตามนโยบาย Belt and Road Initiative (BRI) สู่ภูมิภาคอาเซียน และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP)

“ทำเลที่ตั้งของประเทศไทยอยู่ใจกลางภูมิภาคอาเซียน ใกล้ประเทศจีน มีระบบขนส่งและโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ สามารถเชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและนิคมอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี ซึ่งในอนาคตอาจจะเชื่อมโยงกับเขตพิเศษหลินกังของนครเซี่ยงไฮ้ได้ นอกจากนี้ ไทยยังมีความแข็งแกร่งด้านซัพพลายเชน อุตสาหกรรมสนับสนุน บุคลากรที่มีคุณภาพ มาตรการสนับสนุนของรัฐและสิทธิประโยชน์ รวมทั้งไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ จึงมีความเหมาะสมในเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง ที่จะเป็นฐานการผลิตของจีนเพื่อส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มอาเซียน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่กำลังเติบโตสูง รวมทั้งยังสามารถใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี RCEP ที่ไทยทำร่วมกับประเทศต่าง ๆ 15 ประเทศได้ด้วย” นายนฤตม์ กล่าว

ประเทศจีนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก ทั้งด้านการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน โดยนักท่องเที่ยวจีนมาไทยเป็นอันดับหนึ่งในช่วงก่อนโควิด มีจำนวน 11 ล้านคน ปีนี้คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและกลับมาท่องเที่ยวไทยไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน ในด้านการค้า จีนถือเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย ที่มีสัดส่วนถึงร้อยละ 17 ของมูลค่าการค้ารวม ขณะที่ด้านการลงทุน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การลงทุนจากจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2565 จีนขึ้นมาเป็นนักลงทุนอันดับหนึ่งที่มีสัดส่วนถึงร้อยละ 18 ของการลงทุนโดยรวม และในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ จีนมีการยื่นคำขอลงทุนในไทย มูลค่ารวม 25,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 87 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า ดิจิทัล และเคมีภัณฑ์ เป็นต้น

สำหรับเซี่ยงไฮ้ ถือเป็นมหานครที่มีประชากรและขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของจีน และเป็นมหานครอันดับ 6 ของโลก ในปี 2565 จีดีพีอยู่ที่ 22.5 ล้านล้านบาท (4.47 ล้านล้านหยวน) มีการพัฒนาเมืองและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเป็นผู้นำนวัตกรรมและฐานการผลิตของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ นอกจากนี้ นครเซี่ยงไฮ้ได้ผลักดันการพัฒนาเขตต่าง ๆ ให้เป็นพื้นที่พิเศษ โดยเฉพาะเขตพิเศษหลินกัง (Shanghai Lin-gang Special Area) ที่เน้นส่งเสริมการค้าการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัล สุขภาพและการแพทย์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย เป็นโอกาสที่จะเชื่อมโยงการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศให้เติบโตมากยิ่งขึ้น ซึ่งที่ผ่านมามีบริษัทไทยหลายรายที่ได้เข้าไปลงทุนในนครเซี่ยงไฮ้และเมืองใกล้เคียง เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ ปตท. สหยูเนี่ยน สามมิตร เครือดุสิตธานี และสถาบันการเงินหลายแห่ง เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นต้น

บีโอไอ มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการลงทุน ทั้งการลงทุนในประเทศไทยและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพให้ออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและเพิ่มบทบาทของไทยในเวทีโลก โดยบีโอไอจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยสนับสนุนด้านข้อมูล ให้คำปรึกษา อำนวยความสะดวก และประสานงานกับประเทศปลายทาง ผ่านสำนักงานบีโอไอในต่างประเทศ 16 แห่ง ในจีนมี 3 แห่ง ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และกวางโจว นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรมเชื่อมโยงและจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ผลิตและอุตสาหกรรมสนับสนุนในประเทศ โดยระหว่างวันที่ 10 – 13 พฤษภาคม 2566 นี้ จะมีการจัดงาน SUBCON THAILAND ซึ่งในปีนี้จะมีผู้ร่วมออกงานกว่า 150 บริษัท มีบริษัทผู้ซื้อจากต่างประเทศมากกว่า 10 ประเทศ และเกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 4,000 คู่