เอเชียกำลังเป็นศูนย์กลางใหม่ของโลกคริปโตแล้วไทยจะอยู่ตรงไหน??

2231

ท่ามกลางกฎระเบียบที่ไม่ชัดเจนตลอดจนปัญหาของสถาบันการเงินเฉพาะกิจในสหรัฐฯเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตลาดคริปโตในตอนนี้อยู่ในสภาวะ Bearish เนื่องจากทั้งนักลงทุนรายใหญ่และรายย่อยต่างชะลอการลงทุน แต่ด้วยปัจจัยนี้อาจเป็นโอกาสที่ภูมิภาคเอเชียจะขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของโลกคริปโตแทน

โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตะวันออกกลางนำโดยรัฐดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรทส์รวมถึงสิงคโปร์ที่ประกาศตัวเองเป็นศูนย์กลางของการนำบล็อกเชนมาใช้งานกับระบบเศรษฐกิจจริงและล่าสุดกับฮ่องกงที่ต้องการเป็นศูนย์กลางทางด้านการลงทุนในคริปโต

กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ Exchange ใหญ่ของโลกทั้ง Binance และ Bybit ต่างได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจคริปโตในดูไบโดยส่วนของ Bybit ได้ย้ายสำนักงานใหญ่จากประเทศที่เป็น Tax Haven มายังดูไบ บ่งบอกถึงความตั้งใจที่จะยกระดับธุรกิจให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่มีมาตราฐานแต่ผ่อนคลาย

นอกจากประกาศเชิญชวนผู้ประกอบธุรกิจคริปโตจากทั่วโลกให้เข้าไปดำเนินธุรกิจ ดูไบยังได้จัดตั้งกองทุนและเวนเจอร์แคปปิตอลในการลงทุนสตาร์ทอัพกลุ่ม Web3 รวมถึงตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อสนับสนุนธุรกิจด้านคริปโตและ Web3 โดยเฉพาะ

มาทางฝั่งสิงคโปร์ได้ประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่าไม่สนับสนุนการลงทุนในคริปโตแต่มุ่งเน้นที่จะนำบล็อกเชนมาใช้ในภาคเศรษฐกิจและระบบการเงินจริง อย่างเช่นการนำ Public Blockchain มาใช้กับธุรกรรม DeFi ในธุรกรรมการดอนเงินระหว่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนการสร้าง Stablecoin ที่มี Fiat Currency หนุนหลัง 100% และนำมาใช้กับการชำระเงินของรายย่อยทั่วไป

นอกจากนี้ยังมีการออกใบอนุญาต Crypto Payment ที่สามารถซื้อขายคริปโตด้วยสกุลเงิน Fiat ได้ไม่ว่าจะเป็นดอลลาร์สิงคโปร์และดอลลาร์สหรัฐฯ ไม่นับที่สิงคโปร์เป็นแหล่งที่ตั้งของสตาร์ทอัพในสาย Web3 จำนวนมากมาก่อนหน้านี้

ด้านฮ่องกงเองต้องการจะขึ้นมาแข่งขันกับสิงคโปร์ในด้านของคริปโตแต่มาในจุดแข็งของตัวเองในการเป็นแหล่งลงทุนที่มีขนาดใหญ่อันดับหนึ่งของเอเชียเปิดให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถให้บริการซื้อขายคริปโตกับนักลงทุนสถาบันและรายย่อยทั่วไปหลังจากที่ปิดกั้นแบบ 100% ตามนโยบายของจีนมาตั้งแต่ปี 2018 รวมถึงยังมีใบอนุญาตด้านกองทุนคริปโตอีกด้วย

ถ้าหากรัฐบาลจีนผ่อนคลายกฎระเบียบให้คนจีนสามารถลงทุนคริปโตที่ถูกต้องตามกฎหมายผ่านฮ่องกงน่าจะเป็นแรงผลักดันให้ตลาดคริปโตมีเม็ดเงินลงทุนจากตลาดการเงินดั้งเดิมที่จะเข้ามาอย่างมหาศาลหรือเม็ดเงินจากฝั่งตะวันตกที่อาจจะย้ายมาลงทุนในฝั่งเอเชียแทน

ถ้าเอเชียจะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของคริปโต ประเทศไทยจะมีจุดยืนอยู่ตรงไหน??

ในแง่จุดแข็งของประเทศไทยคือการเป็นประเทศแรกๆที่มีกฎหมายเกี่ยวกับคริปโตโดยเฉพาะและมีความเข้มแข็งสูง เพียงแต่การจะเป็นแรงระดมทุนได้จำเป็นต้องมีการผ่อนคลายกฎระเบียบบางประการเพื่อจะดึงดูดเม็ดเงินจากทั่วโลก

มุมมองของผม การที่ไทยเป็นประเทศแรกๆที่สามารถระดมทุนแบบ Asset Back หรือ Investment Token ที่มีสินทรัพย์จริงหนุนหลังได้น่าจะเป็นโอกาสสำคัญเพราะประเทศอื่นๆในภูมิภาคยังไม่มีกฎระเบียบนี้ ถ้าหากไทยปรับกฎระเบียบเปิดทางให้บริษะทต่างชาติที่ต้องการระดมทุน Investment Token ต้องมาเปิดบริษัทและดำเนินการตามกฎหมายของไทย สิ่งที่ตามมาคือเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกจะไหลเข้ามาและยังเป็นช่องทางลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความหลากหลายอีกด้วย ไม่นับรายได้จากค่าธรรมเนียมต่างๆที่จะเข้ามา

ถ้าหากเอเชียเป็นศูนย์กลางระดมทุนของคริปโตแทนที่ฝั่งตะวันตก ประเทศไทยก็ควรที่จะพาตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมในเมกะเทรนด์ใหม่นี้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องสร้างความได้เปรียบในโลกของดิจิทัลแทนที่จะต้องไปเป็นผู้ตามมาโดยตลอด

แต่การจะผลักดันให้เป็นจริงต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายทั้งผู้ประกอบธุรกิจ หน่วยงานกำกับดูแลและแน่นอนคือรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาต้องมีความเห็นไปในทางเดียวกันและตั้งใจจริงที่จะทำให้ไทยมีจุดยืนในโลกของดิจิทัลให้ได้