ปตท.ลุยภารกิจ Net Zero Emissions ปี 2050 การปล่อยก๊าซ เรือนกระจกสุทธิต้องเป็นศูนย์

1213

ปตท.ลุยภารกิจ Net Zero Emissions
ปี 2050 การปล่อยก๊าซ
เรือนกระจกสุทธิต้องเป็นศูนย์

วรพงษ์ นาคฉัตรีย์
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารความยั่งยืน
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

“ประเทศไทยเผชิญกับความแปรปรวนด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้นอากาศเย็นผิดฤดู เกิดภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันหลายพื้นที่ สิ่งเหล่านี้สร้างความเสียหายรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม สอดคล้องกับสิ่งที่ Global Climate Risk Index รายงานว่า ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบสูง หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนปัญหาเหล่านี้จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และภัยธรรมชาติจะยิ่งทวีความรุนแรงจากเดิมมากขึ้นเรื่อยๆ”

“Climate Change” หรือปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป็นเรื่องที่ทุกประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างมาก โดยสิ่งที่ทำให้เกิดภาวะ Climate Change คือ การที่โลกถูกห่อหุ้มด้วยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมหาศาล จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินโดยที่ก๊าซเหล่านี้จะกักเก็บความร้อนไว้ในชั้นบรรยากาศโลก เหมือนเป็นผ้าที่ห่มคลุมโลกไว้ ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก และปฏิเสธไม่ได้ว่าต้นตอของปัญหานี้เกิดจากกิจกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์

“Climate Change คือปัญหาหลักของโลกตอนนี้” วรพงษ์ นาคฉัตรีย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เน้นย้ำถึงความสำคัญของปัญหาที่เกิดจากกิจกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ ที่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งในอากาศ น้ำ และพื้นดิน ส่งผลให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เลวร้ายลง

 

ไทย โดนพิษโลกร้อนอันดับ 9 ของโลก
ปตท. ร่วมฝ่าวิกฤติ Climate Change

วรพงษ์ กล่าวว่า ปัญหา Climate Change ส่งผลกระทบไปทั่วโลกโดยประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงเป็น
ลำดับที่ 9 จากเกือบ 200 ประเทศทั่วโลก แม้ว่าประเทศไทยจะมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 1% ของโลกก็ตาม และ
ในฐานะที่ ปตท. เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย จึงคิดหาวิธีที่จะทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบในเรื่องนี้น้อยที่สุด โดยได้นำประเด็นด้าน Climate Change มาเชื่อมโยงกับกลยุทธ์และการดำเนินธุรกิจของ ปตท. อย่างเร่งด่วน แม้ว่าจะต้องมีการปรับ เปลี่ยน แก้ไขรูปแบบธุรกิจที่ทำอยู่ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่โลกนี้และธุรกิจ
ของ ปตท. ต่อไปในอนาคต

“ประเทศไทยเผชิญกับความแปรปรวนด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้น อากาศเย็นผิดฤดู เกิดภัยแล้งและน้ำท่วม
ฉับพลันหลายพื้นที่ สิ่งเหล่านี้สร้างความเสียหายรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม สอดคล้องกับรายงานจาก Global Climate Risk Index ที่ประเมินว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบสูงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ปัญหาเหล่านี้จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และภัยธรรมชาติจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ”

สัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยนั้นมาจากหลายภาคส่วน แต่โดยหลักแล้วจะมาจากภาคพลังงาน เช่น การผลิตพลังงานไฟฟ้า การใช้ฟอสซิลทำความร้อน ไปจนถึงการขนส่งการเดินทางขององค์กร ซึ่งมีผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 60% ส่วนภาคการเกษตรและภาคอื่นๆ อยู่ที่ประมาณ 20% ดังนั้น ในฐานะที่ ปตท. เป็นองค์กรที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ จึงต้องร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกลไกที่สร้างความสมดุลและยั่งยืน ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศเกิดขึ้นน้อยที่สุด

ขับเคลื่อน 3 แกน ปรับ เปลี่ยน ปลูกป่า
สตาร์ตภารกิจ Net Zero Emissions ปี 2050

วรพงษ์ กล่าวว่า ภาคการเกษตรและภาคอื่นๆ ที่มีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดย่อมที่มีศักยภาพทางเทคโนโลยีไม่สูงมากนัก การจะให้ธุรกิจกลุ่มนี้ปรับกระบวนการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจทำได้ยาก ดังนั้น ในฐานะที่ ปตท. เป็นองค์กรใหญ่ จึงต้องทำให้มาก และทำให้เร็วกว่า เพื่อให้มีส่วนช่วยสนับสนุนและชดเชยภาคส่วนอื่นๆ โดย ปตท. ตั้งเป้าว่าจะช่วยเป็นแรงสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีเป้าหมายเดียวกันกับแนวทางของประเทศที่ตั้งเป้า Net Zero Emissions (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) ไว้ที่ปี 2065 ซึ่ง ปตท. ได้ตั้งเป้าภารกิจสู่ Net Zero Emissions ขององค์กรไว้ที่ปี 2050 ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยผลักดันและสนับสนุนภาคส่วนอื่นเข้ามาสู่แนวทางนี้มากขึ้น

“ก่อนจะไปถึงปี 2050 ที่ ปตท. ตั้งเป้าหมายไว้นั้น ต้องเข้าใจถึงคำว่า Net Zero Emissions อย่างถ่องแท้ก่อนว่า สุดท้ายแล้ว
ก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศจะมีค่าเท่ากับศูนย์ได้อย่างไร เพราะในการใช้ชีวิตของมนุษย์นั้นไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 100% เพียงแต่หากปล่อยออกไปเท่าไหร่ ต้องดูดกลับมากักเก็บ หรือนำกลับมาใช้ให้ได้เท่ากับที่ปล่อยไป ก็จะทำให้ก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศเท่ากับศูนย์ได้”

วรพงษ์ อธิบาย ภารกิจสู่ Net Zero Emissions ในปี 2050 ว่าปตท. ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก ดังนี้

1. เร่งปรับ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการทำงาน เช่น การปรับกระบวนการผลิตในโรงแยกก๊าซธรรมชาติ
โดยเพิ่มขั้นตอนการแยกคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากก๊าซธรรมชาติก่อนส่งก๊าซธรรมชาติต่อไปให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ทำให้ใน
ขั้นตอนการผลิตไฟฟ้าไม่มีคาร์บอนไดออกไซด์เล็ดลอดสู่ชั้นบรรยากาศ ขณะที่คาร์บอนไดออกไซด์ที่แยกออกมาก็จะถูก
นำกลับมาใช้ประโยชน์ หรือนำไปกักเก็บไว้แทน

นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนเพิ่มเติมในโรงกลั่น ทั้งการติดตั้งเครื่องตรวจจับคาร์บอนไดออกไซด์ การเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้งานมานาน รวมถึงการเปลี่ยนไปใช้โรงกลั่นแห่งใหม่ เพื่อลดการใช้พลังงานให้น้อยที่สุด

“ในแต่ละปีเราจะมีโครงการย่อย ทั้งการปรับปรุงอุปกรณ์ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ลดการปล่อยก๊าซตามจุดต่างๆ ซึ่งเราทบทวน
เป้าหมายในทุกๆ ปี เช่น ในปี 2022 ที่ผ่านมา เราตั้งเพดานการ
ปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เกิน 12 ล้านตัน พอขยับมาปี 2023 ก็ขยับเพดานการปล่อยลงให้เหลือแค่ไม่เกิน 11 ล้านตัน ส่วนโครงการใหญ่คือการเปลี่ยนโรงแยกก๊าซฯ ใหม่ ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ที่โรงแยกก๊าซฯเก่าที่เคยปล่อยออกมาหายไปและใช้พลังงานให้น้อยที่สุด”

2. เร่งเปลี่ยน โดยเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ มุ่งสู่พลังงานแห่งอนาคต ซึ่ง ปตท. ได้ตั้งธุรกิจใหม่แยกออกจากธุรกิจเดิม เรียกว่า “Future Energy and Beyond” เพื่อสร้างธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจยาและสุขภาพ ธุรกิจใหม่ในส่วนนี้จะเข้ามาทดแทนธุรกิจเดิมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีแนวโน้มจะทยอยลดสัดส่วนลง

“ธุรกิจใหม่ของ ปตท. ที่อยู่ในกลุ่ม Future Energy and Beyond จะขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังงานแห่งอนาคต เพื่อสร้างการเติบโตด้วยการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้คน สังคมชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งสู่ธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต
และเติบโตในธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงาน

โดยในระยะสั้น ปตท.ได้กำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 15% เป็นอย่างน้อย ภายในปี 2030 ส่วนระยะยาว เราจะมองไปที่เป้าหมายใหญ่คือ Net Zero Emissions ในปี 2050”

3. เร่งปลูกป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียวดูดซับคาร์บอน โดย ปตท. และกลุ่ม ปตท. มีเป้าหมายว่า ภายในปี 2030 จะเพิ่มการปลูกป่าบกและป่าชายเลนให้เป็น 2 ล้านไร่ เพื่อให้มีส่วนช่วยในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ตามเป้าหมาย นอกจากนี้ ยังดูแลพื้นที่สีเขียวเดิมที่ ปตท. ได้ดำเนินการปลูกป่ามาตั้งแต่ปี 1994 อีกกว่า 1 ล้านไร่ควบคู่ไปด้วย โดยพื้นที่สีเขียวเดิมที่ ปตท. ดูแลอยู่นี้สามารถ
ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 2 ล้านตันต่อปี

“ด้วยหลักและแนวคิดของ ปตท. ที่พยายามสร้าง Net Zero Emissions ตั้งแต่ต้นทางอยู่แล้ว แต่การที่เราเน้นสร้างพื้นที่สีเขียวควบคู่นั้นก็จะเป็นผลประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอื่น ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกให้พื้นที่รอบข้างได้อีกต่อหนึ่งด้วย นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนประเทศไทยในภาคส่วนอื่นๆ ให้มีความยั่งยืนร่วมกัน
ต่อไปในอนาคต”

วรพงษ์ อธิบายต่อว่า อีกส่วนที่จะถูกขับเคลื่อนไปพร้อมกัน คือการนำคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกกักเก็บออกมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คน รวมถึงนำไปใช้กับโครงการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือปัญหาสภาพแวดล้อมในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศด้วย
ส่วนวิธีลดคาร์บอน หรือ Decarbonization Pathway นั้น ปตท. และกลุ่ม ปตท. ได้ร่วมกันจัดตั้งคณะทำงานการปล่อยก๊าซ
เรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กลุ่ม ปตท. PTT Group Net Zero Task Force หรือ G-NET เพื่อร่วมกันกำหนดเป้าหมาย กลยุทธ์ และผลักดัน

การดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม ปตท. เพื่อลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนให้ได้มากที่สุด มีการดำเนินโครงการดักจับและกักเก็บ
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ที่ถือเป็นความหวังทั้งในกลุ่ม ปตท. และอาจเป็นความหวังในระดับประเทศด้วย ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนศึกษาพื้นที่แหล่งอาทิตย์ ซึ่งมีศักยภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ด้วยความจุประมาณ 1 ล้านตัน โดย ปตท.สผ.
เป็นผู้นำในการดำเนินโครงการ นอกจากนี้ยังมีโครงการ CCSในพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทย ซึ่งประเมินว่ามีปริมาณความจุที่มากพอในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในส่วนที่เหลือได้

 

มุ่งโตแบบ Quality + Clean
ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ร่วมสู้วิกฤติ

วรพงษ์ กล่าวว่า ในมุมธุรกิจ ปตท. จะเน้นการเติบโต
แบบ “Quality Growth” ควบคู่กับ “Clean Growth” ที่เป็นการเติบโตในเชิงคุณภาพควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนธุรกิจสีเขียว การเติบโตเช่นนี้จะนำไปสู่ความยั่งยืน และนำพา ปตท. ไปสู่ S-Curveใหม่ด้วย

“แน่นอนว่าเราต้องขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้า ต้องเจริญเติบโตสร้างดอกผลกำไรได้ เพราะถ้าไม่เติบโต ก็จะไม่สามารถขยับขยายไปทำเรื่องอื่นต่อได้ เพียงแค่กำไรของ ปตท. ต่อจากนี้ จะต้องเป็นกำไรที่มาจากธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

ปตท. เชื่อว่า ตามหลักการของ ESG สามารถทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน เป็นที่ยอมรับของสังคมทั่วโลก มีความเป็นสากลอีกทั้งในมุมมองของนักลงทุน ปตท. เชื่อว่าทุกคนหวังผลกำไรในการลงทุนที่ยั่งยืน หากเน้นแค่ด้านยั่งยืน ไม่เน้นผลกำไรในอนาคต ปตท. ก็จะไม่มีทรัพยากรมาใช้ในเรื่องความยั่งยืนจึงเป็นที่มาว่าทำไม ปตท. จึงต้องเติบโตแบบ Quality Growth ควบคู่กับ Clean Growth ดังนั้นจึงต้องผสมผสานหลักการ ESG ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินไปข้างหน้าได้
อย่างแท้จริง

วรพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการรับมือวิกฤติ Climate Change ในภาพใหญ่นั้น ปัจจุบันหลายหน่วยงานในประเทศไทย มีการ
เตรียมพร้อมเพื่อรับมือวิกฤติ Climate Change ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้มีการรวมตัวเป็นสมาคมเพื่อจัดกิจกรรมแบ่งปันความรู้ระหว่างกัน รวมถึงถ่ายทอดต่อประชาชน เช่น สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) เป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุ
เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และ Net Zero Emissions ของประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (Thailand Carbon Neutral Network: TCNN) ที่ ปตท. เข้าร่วมเป็นสมาชิกอยู่ในเครือข่าย ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 400 องค์กร ทั้งองค์กรขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ SME มหาวิทยาลัยชั้นนำ ทั้งหมดเข้ามารวมตัวกันเพื่อเป็นเครือข่ายแกนนำของประเทศไทยสู่การบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions ซึ่งการรวมตัวกันเหล่านี้ช่วยสร้างความตระหนักและสร้างความเข้าใจต่อสังคมถึงบทบาทที่แต่ละหน่วยงาน
เร่งดำเนินการอยู่

“ปตท. จะกระจายองค์ความรู้ต่างๆ ไปสู่ภาคประชาชนภาคธุรกิจ สังคม ชุมชนต่างๆ ให้ตระหนักถึงปัญหานี้ กระตุ้นให้เกิดการแบ่งหน้าที่กันทำตามความเหมาะสม เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกันก็จะทำให้ภารกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” วรพงษ์กล่าวทิ้งท้าย

การมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ถือเป็นภารกิจอันแสนท้าทายที่ ปตท. กำลังมุ่งไป เพราะหากทำสำเร็จได้ตามเป้าหมายในปี 2050 ก็จะเป็นเครื่องการันตีถึงคุณภาพชีวิตของสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมที่จะดีขึ้นด้วยเช่นกัน