“กัลฟ์” ออกกรีนบอนด์ครั้งแรก ต่อยอดธุรกิจพลังงานสะอาด มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

950

 “กัลฟ์” ออกกรีนบอนด์ครั้งแรก
ต่อยอดธุรกิจพลังงานสะอาด
มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

“การออก Green Bond ของกัลฟ์ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างมากจนบริษัทฯ ต้องเพิ่มมูลค่าเสนอขายเป็น 8,000 ล้านบาทจากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ที่ 5,000 ล้านบาท”  

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ถือเป็นหนึ่งในปัญหาเร่งด่วนที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ และประเทศต่างๆ ยังร่วมมือกัน เพื่อต่อสู้กับวิกฤตินี้ด้วย

โดยประเทศไทยได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านข้อริเริ่มต่าง ๆ อาทิ การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ตามแนวทาง 4D1E (Digitalization, Decarbonization, Decentralization, Deregulation และ Electrification) การปรับเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้พลังงานในทุกภาคส่วน การเปิดเสรีกิจการก๊าซธรรมชาติ และส่งเสริมการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) แทนการใช้น้ำมันและถ่านหิน และการปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน

 

กัลฟ์” ชูพลังงานหมุนเวียน
มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

สำหรับ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่าเป็นปัญหาสำคัญที่โลกกำลังเผชิญอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมพลังงาน จากความมุ่งมั่นในเรื่องความดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

โดยพลังงานสะอาด ถือเป็นพลังงานสำคัญที่จะถูกนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทน แทนการใช้พลังงานหรือทรัพยากรที่อาจใช้แล้วหมดไปได้อย่างดี  อีกทั้งยังช่วยลดสาเหตุและบรรเทาการเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างภาวะเรือนกระจกหรือภาวะโลกร้อน ที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์และการดำรงชีวิตในระยะยาวได้ โดยพลังงานสะอาด ถือเป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนต่อไปได้ในอนาคตอย่างยั่งยืน

ด้วยเหตุนี้ กัลฟ์ จึงมีนโยบายไม่ลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องกับถ่านหิน และให้ความสำคัญกับการขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์ ลม พลังงานน้ำในแต่ละโครงการ  และเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในทุกๆ โครงการเพื่อทำให้มั่นใจว่าโรงไฟฟ้าของกัลฟ์จะดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และได้นำโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้วทุกโรงไปขึ้นทะเบียนในโครงการคาร์บอนฟุตพริ้นท์

นอกจากนี้ยังขยายธุรกิจไปสู่ The New S-Curve สู่ธุรกิจก๊าซ พลังงานหมุนเวียน และธุรกิจดิจิทัล  พร้อมปรับเป้าหมายการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนให้มีกำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 40% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของบริษัทฯ ภายในปี 2578 จากเป้าหมายเดิมที่ 30% ภายในปี 2573

จัดทำกรอบจัดหาเงินทุน
เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ในด้านการเงิน  กัลฟ์ได้มีการจัดทำกรอบการจัดหาเงินทุนเพื่อโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Financing Framework) ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ได้แก่

  • Green Bond Principles (GBP) ฉบับปี 2021 ของ International Capital Markets Association (ICMA)
  • ASEAN Green Bond Standards (ASEAN GBS) ฉบับปี 2018 ของ ASEAN Capital Markets Forum (ACMF)
  • Green Loan Principles (GLP) ฉบับปี 2021 ของ Loan Market Association (LMA) / Asia Pacific Loan Market Association (APLMA)

โดยมีผู้ชำนาญการอิสระให้ความเห็นว่ากรอบการจัดหาเงินทุนเพื่อโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ เป็นไปตามมาตรฐานดังกล่าว รวมถึงแนวทางปฏิบัติที่ดีตามหลักมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ กัลฟ์ ยังจัดให้มีการทบทวนกรอบการจัดหาเงินทุนเพื่อโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ และเปิดเผยเพิ่มเติมตามความจำเป็นหากเกิดการเปลี่ยนแปลงใดอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งมีการรายงานการจัดสรรเงินสุทธิที่ได้รับจากการออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Allocation Report) เป็นรายปีจนกว่าเงินสุทธิที่ กัลฟ์ ได้รับจากการออกตราสารทางการเงินจะได้รับการจัดสรรครบถ้วน

  

กัลฟ์” ออกกรีนบอนด์ครั้งแรก
ต่อยอดธุรกิจพลังงานสะอาด

ล่าสุด กัลฟ์ ได้ออกและเสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือ Green Bond เป็นครั้งแรก มูลค่า 8,000 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม รวมทั้งเสนอขายหุ้นกู้ทั่วไปอีก 12,000 ล้านบาทพร้อมกัน รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 20,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทฯ ได้ออกเสนอขาย Green Bond โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นกู้จะนำไปใช้ในการชำระคืนเงินลงทุนในโครงการ Borkum Riffgrund 2  ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งทะเลในประเทศเยอรมนี

ทั้งนี้ การออก Green Bond ดังกล่าวเป็นไปตามกรอบหลักเกณฑ์การระดมทุนเพื่อโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Financing Framework) และได้ผ่านการให้ความเห็นโดยผู้สอบทานภายนอกที่เป็นอิสระ (Second Party Opinion) คือ DNV Business Assurance Australia Ltd.

การออก Green Bond ของบริษัทฯ ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างมากจนบริษัทฯ ต้องเพิ่มมูลค่าเสนอขายเป็น 8,000 ล้านบาทจากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ที่ 5,000 ล้านบาท ในส่วนของการออกหุ้นกู้โดยรวมมูลค่า 20,000 ล้านบาท ก็ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน โดยได้รับการตอบรับอย่างดีด้วยยอดจองซื้อสูงกว่าเป้าหมายของบริษัทฯ เกินกว่า 2 เท่าจากนักลงทุนทุกประเภท อาทิ กองทุนภายใต้การบริหารของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน, บริษัทประกันชีวิต, สหกรณ์, ธนาคารพาณิชย์ และนักลงทุนรายใหญ่ประเภทนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่องในกลุ่มธุรกิจของกัลฟ์

สำหรับการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้ ประกอบด้วย Green Bond 2 ชุด ได้แก่ อายุ 5 ปี จำนวน 4,500 ล้านบาท และอายุ 7 ปี จำนวน 3,500 ล้านบาท มูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท ด้วยอัตราดอกเบี้ย 3.20% และ 3.59% ต่อปี ตามลำดับ และหุ้นกู้ทั่วไป 3 ชุด ได้แก่ อายุ 3 ปี จำนวน 4,100 ล้านบาท อายุ 4 ปี จำนวน 4,400 ล้านบาท และอายุ 10 ปี จำนวน 3,500 ล้านบาท มูลค่ารวม 12,000 ล้านบาท ด้วยอัตราดอกเบี้ย 2.85%, 3.00% และ 3.92% ต่อปี ตามลำดับ โดยเฉลี่ยอัตราดอกเบี้ยคงที่เท่ากับ 3.28% และอายุเฉลี่ยหุ้นกู้เท่ากับ 5.6 ปี

บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ “A+” แนวโน้ม “คงที่” และหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับในระดับ “A” จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด โดยแต่งตั้งให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ทั่วไปและ Green Bond ในครั้งนี้

กลยุทธ์ทางธุรกิจและแนวทางปฏิบัติการ เพื่อให้บรรลุตามกลยุทธ์ที่กำหนด บริษัทฯ ได้จัดทำแผนปฏิบัติการดังต่อไปนี้

 

รางวัลที่ได้ด้านการเงิน / ESG ที่แสดงถึงการกำกับกิจการที่ดี

ในปี 2565 GULF ได้รับรางวัล “ASEAN Corporate Governance Scorecard” ประจำปี 2564 ประเภท ASEAN Asset Class Publicly Listed Companies ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการกำกับดูแลกิจการของ ASEAN Capital Markets Forum (ACMF) เป็นการประเมินการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคอาเซียน เพื่อส่งเสริมและยกระดับการกำกับดูแลกิจการให้มีมาตรฐานในระดับสากล

นอกจากนี้ GULF ยังได้รับผลการประเมินจาก “โครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียน ประจำปี 2565” จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) โดยมีผลคะแนนอยู่ในระดับ “5 ดาว” หรืออยู่ในเกณฑ์ “ดีเลิศ” และผลการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2565 จากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ด้วยคะแนนประเมิน 100  คะแนนเต็ม รวมทั้งยังได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน หรือ ‘Thailand  Sustainability  Investment (THSI)” ประจำปี 2565 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า GULF ได้ให้ความสำคัญและได้ขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับหลักธรรมาภิบาล มีการดำเนินงานโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) หรือ ESG ในกระบวนการทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ GULF เติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน

ล่าสุดเมื่อเดือนมี.ค. 2566 GULF ได้รับรางวัล Issuer of The Year ในงานมอบรางวัลตราสารหนี้ยอดเยี่ยมประจำปี 2565 (ThaiBMA Best Bond Awards 2022) จัดโดยสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ซึ่งรางวัลดังกล่าวมอบให้แก่ผู้ออกหุ้นกู้ที่มีบทบาทโดดเด่นในการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน โดยการออกตราสารหนี้อย่างต่อเนื่อง เป็นที่ยอมรับจากนักลงทุนในวงกว้างอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ภายใต้การดำเนินงานตามหลักบรรษัทภิบาลด้านการกำกับกิจการที่ดี (Good Governance) ซึ่งที่ผ่านมา GULF ได้ออกหุ้นกู้มาแล้วหลายครั้ง เป็นจำนวนกว่า 1 แสนล้านบาท และในปี 2565 เป็นปีแรกที่ทางบริษัทฯ ได้เสนอขายหุ้นกู้ให้กับประชาชนทั่วไป เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยได้เข้าถึงหุ้นกู้ของกัลฟ์ และส่วนหนึ่งก็ได้มีการขายผ่านแอป ‘เป๋าตัง’ อีกด้วย