ก.ล.ต. เตรียมปรับเกณฑ์อัตราส่วนการลงทุนของกองทุน เพิ่มความยืดหยุ่นบริหาร

460

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการและร่างประกาศเกี่ยวกับการปรับปรุงอัตราส่วนการลงทุนของกองทุน

รวมทั้งยกเลิกข้อจำกัดการลงทุนในเงินฝาก โดยยังต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์อัตราส่วนการลงทุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการลงทุน และยกระดับหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องสากล โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ

ปัจจุบันการจัดการลงทุนในกองทุนรวมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ต้องเป็นไปตามหลักการกระจายการลงทุนและดำรงอัตราส่วนการลงทุนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด กรณีที่ไม่สามารถดำรงอัตราส่วนได้อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ตามที่กฎหมายกำหนด (passive breach) ไม่ถือเป็นความผิด โดยบริษัทจัดการกองทุน (บริษัทจัดการ) จะต้องแก้ไขภายใน 90 วัน เว้นแต่ใช้ดุลพินิจเป็นประการอื่นเพื่อรักษาประโยชน์ของผู้ถือหน่วย สำหรับกรณีอื่นนอกเหนือจาก passive breach จะถูกพิจารณาเป็นการกระทำของบริษัทจัดการ (active breach) และเข้าข่ายเป็นการกระทำผิด ทั้งนี้ ปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัทจัดการซึ่งตามกฎเกณฑ์ในต่างประเทศพิจารณาว่าเข้าลักษณะเป็น passive breach เช่น การไถ่ถอนหน่วยลงทุนของผู้ลงทุน การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของมูลค่าทรัพย์สินที่กองทุนมีการลงทุน เป็นต้น

สำนักงาน ก.ล.ต. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกำกับตลาดทุนในการประชุม ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2566 จึงเห็นควรเพิ่มเติมกรณีที่เข้าลักษณะเป็น passive breach ให้ครอบคลุมเหตุจำเป็นที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัทจัดการซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของสากล

ขณะเดียวกันเห็นควรเพิ่มความรัดกุมในกรณีที่เกิด passive breach โดยให้บริษัทจัดการซึ่งใช้ดุลพินิจที่จะไม่แก้ไขภายใน 90 วัน ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ดูแลผลประโยชน์หรือคณะกรรมการ PVD แล้วแต่กรณี รวมทั้งต้องรายงานความคืบหน้าของการดำเนินการอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง จนกว่าจะแก้ไขได้

นอกจากนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. ยังเห็นควรปรับปรุงหลักเกณฑ์อัตราส่วนการลงทุนที่คำนวณตามประเภททรัพย์สิน (product limit) ของกองทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ที่นิติบุคคลตามกฎหมายไทยเป็นผู้ออก ผู้สั่งจ่าย หรือคู่สัญญา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์อัตราส่วนการลงทุนทั่วไปเช่นเดียวกับทรัพย์สินอื่นเพื่อให้การลงทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย