“Class Action” รวมกลุ่มฟ้อง ทางออกผู้เสียหาย STARK

3533

จากกรณีปัญหาของบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK ที่ไม่สามารถจัดทำและส่งงบการเงินงวดประจำปี 2565 ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยพบข้อเท็จจริงว่าผู้สอบบัญชีของ STARK ที่ได้เปลี่ยนจากบริษัทดีลอยท์มาเป็นบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส ตรวจพบการทำธุรกรรมที่อาจมีความผิดปกติ

จนทำให้เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2566  ในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ลงมติให้ถือเป็นเหตุผิดนัดชำระหนี้ พร้อมเรียกร้องให้ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยในหุ้นกู้ 2 รุ่น คือ STARK239A และ STARK249A รวมวงเงิน 2,241 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 30 วัน จากหุ้นกู้ที่บริษัทขายออกไปทั้งสิ้น 5 รุ่น มูลค่ารวม 9,198.40 ล้านบาท  ได้ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในการถามหาความรับผิดชอบของบริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีที่มีต่อผู้ลงทุนซึ่งใช้ข้อมูลจากงบการเงินในการตัดสินใจซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้ของบริษัท

ทั้งนี้  ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบบัญชีให้ความเห็นว่า หลักการตรวจสอบบัญชีจะต้องยึดตามมาตรฐานสอบบัญชีเพื่อให้มั่นใจว่างบการเงินถูกต้องตามมาตรฐานรายงานบการเงิน หรือมาตรฐานการบัญชี  ยกตัวอย่างเช่น สินค้าคงคลัง ต้องมีการออกไปสุ่มตรวจ นับจำนวนให้เห็นว่ามีสต๊อกจริงตามเอกสารที่รายงาน  มีการบันทึกราคาซื้อเป็นเท่าไหร่ ราคาตลาดเป็นเท่าไร  มีการด้อยค่าไปหรือไม่ หากซื้อมาแพงกว่าราคาตลาดก็ต้องบันทึกขาดทุนแม้จะยังไม่ได้มีการขายสินค้าออกไปก็ตาม  หรือหากตรวจแล้วไม่เป็นไปตามเอกสารก็ต้องให้ผู้บริหารออกจดหมายรายงานชี้แจงข้อเท็จจริง

ซึ่งการรายงานผลตรวจสอบงบการเงินของผู้สอบบัญชีจะมี 4 แบบ คือ แบบที่ 1. ไม่มีเงื่อนไข หมายถึงผู้สอบบัญชีตรวจแล้วไม่พบข้อมูลที่ขัดต่อข้อเท็จจริงอย่างมีสาระสำคัญ  แบบที่ 2. มีเงื่อนไข หมายถึงผู้สอบบัญชีพบรายการในงบการเงินมีการแสดงข้อมูลที่ขัดต่อข้อเท็จจริงอย่างมีสาระสำคัญ แต่ไม่หลายรายการมาก หรืออาจเกิดจากการที่ไม่สามารถหาหลักฐานการสอบบัญชีที่เหมาะสมอย่างเพียงพอเพื่อสนับสนุนการแสดงความเห็นได้ โดยผู้สอบบัญชีเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่การแสดงข้อมูลที่ขัดต่อข้อเท็จจริงซึ่งตรวจไม่พบ (ถ้ามี) จะส่งผลกระทบอันเป็นสาระสำคัญ

แบบที่ 3. งบการเงินไม่ถูกต้อง แสดงให้เห็นว่ามีอะไรบางอย่างหรือหลายอย่างที่ไม่ถูกต้องและไม่ได้รับการแก้ไข โดยผู้สอบบัญชีจะแสดงความเห็นแบบนี้ เมื่อผู้สอบบัญชีได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่า แต่ละรายการหรือผลรวมหลายรายการแสดงข้อมูลที่ขัดต่อข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ

แบบที่ 4. ไม่แสดงความเห็น ผู้สอบบัญชีจะไม่แสดงความเห็นต่องบการเงิน เมื่อผู้สอบบัญชีไม่สามารถหาหลักฐานการสอบบัญชีที่เหมาะสมอย่างเพียงพอเพื่อสนับสนุนการแสดงความเห็น และผู้สอบบัญชีเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่การแสดงข้อมูลที่ขัดต่อข้อเท็จจริงตรวจไม่พบ (ถ้ามี) จะส่งผลกระทบอันเป็นสาระสำคัญ

นอกจากนี้ ตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้กำหนดให้มีการหมุนเวียนผู้สอบบัญชีของบริษัทจดทะเบียน เมื่ออยู่ครบ 7 ปีจะต้องเว้นวรรค 5 ปี  เพื่อช่วยส่งเสริมความเป็นอิสระ และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ลงทุนในการใช้รายงานทางการเงินประกอบการตัดสินใจลงทุน

“การใช้บริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีบริษัทเดียวกันนานๆ  อาจะเกิดความเคยชิน เห็นอะไรเดิมๆ  หรือมีความสนิทชิดเชื้อกับผู้บริหาร ทำให้การตรวจสอบอาจจะละเลยสาระสำคัญที่เป็นปัญหาได้”

Class Action รวมกลุ่มฟ้อง
กลไกสำคัญช่วยเหลือนักลงทุน

สำหรับผู้ที่ได้รับความเสียหายจากกรณี STARK  สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้โดยการดำเนินคดีแบบกลุ่ม หรือ Class Action ที่คุ้มครองผู้เสียหายจำนวนมากได้ในการดำเนินคดีเพียงครั้งเดียว ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี

โดยการดำเนินคดีแบบกลุ่มหรือ Class Action ของประเทศไทยอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ พ.ศ.2558 โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้มีการเสนอร่างกฎหมายการดำเนินคดีแบบกลุ่ม เพื่อนำมาใช้กับการดำเนินคดีแพ่งตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้กลไกบังคับใช้กฎหมายดีขึ้น

ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า กฎหมายฉบับนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคน สามารถนำไปใช้ได้หลายเรื่อง จึงกำหนดให้คดีละเมิดคดีผิดสัญญา และคดีเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายต่างๆ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองผู้บริโภคแรงงาน หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ การแข่งขันทางการค้าอาจร้องขอให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มได้

การดำเนินคดีแบบกลุ่มอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งเป็นเพียงการกำหนด “วิธี” พิจารณาคดี ไม่ใช่กฎหมายสารบัญญัติที่กำหนดสิทธิหน้าที่ของบุคคล อย่างไรก็ตาม คดีที่ศาลอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า คดีดังกล่าวจะฟ้องได้หรือไม่ ต้องพิจารณาก่อนว่าเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายสารบัญญัติใด

ทั้งนี้ ผู้เสียหายทั้งหมดที่อยู่ในกลุ่มต้องถูกกระทบสิทธิภายใต้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเดียวกันสามารถฟ้องคดีได้ด้วยตนเอง แต่ไม่สะดวกและมีความยุ่งยากกว่าการดำเนินคดีแบบกลุ่ม

โดยสิทธิของสมาชิกกลุ่มคือ มีสิทธิเข้าฟังการพิจารณาคดี ร้องขอให้ศาลสั่งแสดงว่าโจทก์ไม่ได้มีคุณสมบัติตามที่บัญญัติไว้ ขอตรวจเอกสารสำนวนความได้ จัดหาทนายความคนใหม่มาดำเนินคดีแทนทนายความเดิมได้ ร้องขอเข้าแทนที่โจทก์ได้ รวมถึงสามารถคัดค้านการร้องขอเข้าแทนที่โจทก์ การที่โจทก์ขอถอนฟ้อง การที่มีการยอมความกัน และการที่ให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาด และสมาชิกกลุ่มสามารถตรวจและโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ได้

สำหรับประโยชน์ของการดำเนินคดีแบบกลุ่มคือ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรมให้ผู้เสียหายที่ไม่มีความสามารถฟ้องคดีเพื่อเยียวยาความเสียหายด้วยตนเองได้ หรือผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายจำนวนเล็กน้อย จากการคุ้มครองผู้เสียหายจำนวนมากได้ในการดำเนินคดีเพียงครั้งเดียว อีกทั้งยังเป็นวิธีที่ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนในการฟ้องคดี และป้องกันผลที่แตกต่างของคำพิพากษาในคดีที่มีมูลเหตุอย่างเดียวกัน

เปิดขั้นตอนพิจารณาคำร้อง
การขอดำเนินคดีแบบกลุ่ม

ยกตัวอย่างกรณีผู้กระทำผิด (จำเลย) ทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ จนสร้างความเสียหายให้นักลงทุนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งตัวแทนนักลงทุน (โจทก์) มีความต้องการที่จะฟ้องจำเลยและต้องการที่จะฟ้องแทนนักลงทุนคนอื่นๆ ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าว

โจทก์จึงตัดสินใจว่าจะฟ้องผู้กระทำความผิด และขออนุญาตศาลเพื่อจะดำเนินคดีแบบกลุ่ม ซึ่งจะต้องเขียนเอกสาร 2 ฉบับคือ คำฟ้องและคำร้องขอให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาคำร้องขอให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มก่อนที่จะพิจารณาคำฟ้อง ซึ่งเป็นการพิจารณาว่าคดีนี้สมควรที่จะดำเนินคดีแบบกลุ่มหรือไม่ ศาลต้องมีการไต่สวนให้ได้เงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดโดยที่ยังไม่เข้าไปในเนื้อหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ หรือตัดสินว่าจำเลยกระทำผิดจริง

โดยศาลจะอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มได้ก็ต่อเมื่อแบบฟอร์มถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงโจทก์แสดงให้เห็นถึงขอบเขตของกลุ่มสมาชิกที่ชัดเจน หากดำเนินคดีแบบปกติจะเกิดความยุ่งยากและไม่สะดวก ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายดำเนินคดีเอง และแสดงให้ได้ว่าการดำเนินคดีแบบกลุ่มจะเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากกว่าการดำเนินคดีแบบปกติ อีกทั้งโจทก์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนสมาชิกกลุ่มต้องแสดงให้เห็นว่า ตนมีส่วนได้เสียและได้สิทธิของการเป็นสมาชิกกลุ่มโดยชอบ

ทั้งนี้ มีคดีเกี่ยวกับหลักทรัพย์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ โดยโจทก์ไม่ใช่คนซื้อหุ้นอยู่เดิม แต่เห็นช่องทางในการดำเนินคดีแบบกลุ่ม จึงเข้าซื้อหุ้นในภายหลัง แล้วอ้างว่าจะมาเป็นโจทก์และฟ้องแทนคนอื่น ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ มองว่าเป็นการได้สิทธิมาโดยไม่ชอบ จึงไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม การที่ศาลไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ไม่กระทบการฟ้องหลัก เนื่องจากศาลยังไม่พิจารณาคำฟ้องซึ่งโจทก์สามารถดำเนินคดีแบบสามัญ โดยไม่ต้องคำนึงถึงสมาชิกคนอื่นต่อไปได้

เมื่อคำสั่งศาลของการดำเนินคดีแบบกลุ่มยุติและเป็นที่สุดแล้ว หากศาลอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มได้ โจทก์ที่เป็นตัวแทนกลุ่มต้องนำเงินมาวางเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินคดี ซึ่งรวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการประกาศ สำหรับการดำเนินคดีแบบกลุ่มจำเป็นต้องประกาศคำสั่งศาลที่อนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มให้สมาชิกกลุ่มเท่าที่ทราบ หากทราบชื่อ ที่อยู่ e-mail ก็ส่งคำสั่งศาลไปยังสมาชิกกลุ่มเพื่อแจ้งตามปกติ แต่ทั้งนี้ ยังมีสมาชิกกลุ่มที่ไม่สามารถระบุชื่อได้ จึงจำเป็นต้องประกาศผ่านหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายเป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน

นอกจากนั้นแล้วยังประกาศในทางสื่อมวลชนอื่น หรือวิธีการอื่นใดเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควรซึ่งกฎหมายเปิดช่องว่างตรงนี้ไว้ เนื่องจากการดำเนินคดีแบบกลุ่มแต่ละคดีมีความแตกต่างกัน อาทิ คดีสิ่งแวดล้อม ที่ผู้เสียหายส่วนใหญ่อยู่ตามหมู่บ้านในภูมิภาคต่างๆ จำเป็นต้องประกาศผ่านวิทยุชุมชนและหากเป็นคดีหลักทรัพย์ฯ นักลงทุนส่วนใหญ่ติดตามข่าวสารผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต จึงจำเป็นต้องประกาศผ่านทางเว็บไซต์ด้วย

การประกาศคำสั่งศาลว่าจะมีการดำเนินคดีแบบกลุ่ม นอกจากจะเป็นการแจ้งให้สมาชิกกลุ่มทราบแล้ว ยังเป็นการให้เวลาสมาชิกกลุ่มพิจารณาประโยชน์ส่วนได้-ส่วนเสียระหว่างการมีภาระผูกพันกับการดำเนินคดีแบบกลุ่มหรือจะออกมาฟ้องด้วยตนเอง

โดยเมื่อศาลออกประกาศไปแล้ว บุคคลที่มีลักษณะตรงกับลักษณะของกลุ่มก็จะเป็นสมาชิกกลุ่มโดยอัตโนมัติ หากบุคคลดังกล่าวไม่ต้องการเข้าร่วมกลุ่มก็สามารถออกจากกลุ่มได้โดยการแจ้งความประสงค์เป็นหนังสือต่อศาลภายในเวลาที่กำหนด หากแจ้งความประสงค์ล่าช้า จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะออกจากกลุ่มได้ ทั้งนี้ เมื่อออกจากกลุ่มไปแล้ว ไม่สามารถเข้ากลุ่มได้อีก

อย่างไรก็ตาม หากขอบเขตของกลุ่มบุคคลที่โจทก์ตั้งกว้างหรือแคบเกินไป ศาลสามารถกำหนดขอบเขตให้ชัดเจนขึ้นในคำสั่งศาลที่อนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม และภายหลังจากได้พยานหลักฐานเพิ่มเติม ศาลอาจจะกำหนดขอบเขตใหม่ได้อีกครั้งตามคำพิพากษา

กระบวนการพิจารณาคำฟ้อง
เข้าสู่เนื้อหาหลัก

กระบวนการต่อไปคือยื่นบัญชีระบุพยาน เข้าสู่กระบวนการคล้ายคดีแบบปกติ ทั้งนี้ โดยหลักแล้ว กฎหมายอยากให้ดำเนินยอมความกัน จึงกำหนดวันนัดพร้อมโดยสั่งให้คู่ความทุกฝ่ายมาศาลเพื่อไกล่เกลี่ยหรือนำวิธีอนุญาโตตุลาการมาใช้เพื่อให้คดีเสร็จไปทั้งหมดหรือบางส่วน ร่วมถึงให้คู่ความเปิดเผยพยานหลักฐานซึ่งกันแล้วกัน

โดยปกติของการดำเนินคดีแบบกลุ่มในสหรัฐฯ มักจะมีการยอมความกันเมื่อผ่านกระบวนการนี้ ซึ่งจะพบข้อสังเกตอย่างหนึ่งในกรณีคดีหลักทรัพย์ฯเมื่อศาลอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม จะกระทบราคาหลักทรัพย์ทันที เพราะจำเลยมีแนวโน้มที่จะต้องชำระค่าเสียหายจำนวนมากหากถึงขั้นบังคับคดี

ทั้งนี้ สัญญาประนีประนอมยอมความของคดีที่มีการดำเนินคดีแบบกลุ่มจะแตกต่างจากคดีแพ่งทั่วไป ซึ่งศาลไม่สามารถพิพากษาตามยอมได้ทันที โดยจะต้องประกาศให้สมาชิกคนอื่นทราบก่อนและพิจารณาว่าสัญญายอมความเป็นธรรมและรักษาประโยชน์ส่วนได้เสียให้แก่สมาชิกกลุ่มคนอื่นๆ ให้เท่าเทียมกันหรือไม่หากไม่มีการการยอมความกัน ศาลก็ดำเนินกระบวนพิจารณาความต่อไป พิจารณาพยานหลักฐานและพิพากษาไปตามรูปคดี ว่าใครควรชนะคดีนี้ มีคำพิพากษาออกมา และบังคับคดีตามลำดับ

สำหรับประเทศไทย มีการขออนุญาตดำเนินคดีแบบกลุ่มสำหรับคดีเกี่ยวกับหลักทรัพย์แล้วเมีอปี 2562  ซึ่งเป็นคดีผิดสัญญาหุ้นกู้ของ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือ EARTH

ขั้นตอนการพิจารณาของศาล

1.พิจารณาคำร้องขอดำเนินคดีแบบกลุ่ม

2.พิจารณาคำฟ้อง

ก.ล.ต.รวบรวมข้อเท็จจริง
ประสาน DSI และ บก.ปอศ.

ทั้งนี้ กรณี STARK ที่มีข้อสงสัยว่าอาจจะมีการปกปิดหรือตกแต่งบัญชี หรือทำบัญชีไม่ถูกต้อง ทางด้าน ก.ล.ต.ได้ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

นางสาวจอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า กรณีนี้ ก.ล.ต. ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย โดยอยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาประกอบการพิจารณา ว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่อย่างไร ซึ่งหากพบข้อเท็จจริงจะพิจารณาดำเนินการตามที่เหมาะสมต่อไป พร้อมกันนี้ ก.ล.ต. ได้มีการประสานงานเบื้องต้นไปยัง DSI และ บก.ปอศ. แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาการทำงานในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายจะมีการประสานงานกันเป็นปกติ

นอกจากนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างพิจารณายกระดับการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน ซึ่งรวมถึงบทบาทหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรรมการตรวจสอบ FA internal audit เพื่อให้การกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น