เช็กสุขภาพสินทรัพย์ราย Asset Class เล็งกองทุนแนะนำช่วงกลางปี

เพิ่งฉลองปีใหม่และสงกรานต์กันไปไม่นาน ปี 2566 ก็เข้าช่วงกลางปีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งช่วงที่ผ่านมาแล้วของปีนี้ เกิดเหตุการณ์มากมายที่ส่งผลกระทบต่อวงการการเงิน ทั้งเหตุการณ์ในประเทศ และเหตุการณ์ระดับสากล บทความฉบับนี้ จะครอบคลุมประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในปีนี้โดยเฉพาะที่ยังส่งผลมาถึงปัจจุบัน (ณ เวลาที่เขียนเนื้อหา) มุมมองสำหรับแต่ละ Asset Class หลัก พร้อมทั้งนำเสนอกองทุนน่าสนใจในช่วงกลางปี

ประเด็นสำคัญทางการเงิน

  1. แนวโน้มการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจฉบับล่าสุด ณ ไตรมาส 2/2566 คาดว่า เศรษฐกิจโลกปี 2566 ในภาพรวม จะขยายตัว 2.8% ลดลง 10 basis points จากประมาณการเดิมในช่วงต้นปี แต่เมื่อเทียบกับมุมมอง ณ ไตรมาส 4/2565 ก็เป็นการปรับเพิ่มขึ้น 10 basis points

ด้านสหรัฐฯ ในฐานะเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่สุดของโลก ได้รับการปรับเพิ่มประมาณการว่าจะเติบโต 1.6% เพิ่มขึ้น 20 basis points จากประมาณการต้นปี และเพิ่มขึ้น 60 basis points จากประมาณการปลายปีก่อน นับเป็นหนึ่งในกลุ่มเขตเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ที่ IMF ประเมินว่าจะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงสุด (ที่มา : imf.org)

สำหรับประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) เผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจฉบับล่าสุด ณ ปลายไตรมาส 1/2566 คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 3.6% ลดลง 10 basis points จากการประเมินเดิมในช่วงปลายปี 2565 (ที่มา : bot.or.th)

  1. แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ ในสหรัฐฯ แม้จะยังอยู่ในแดนบวก ที่ระดับสูงกว่าก่อนสถานการณ์โควิด-19 แต่อัตราเงินเฟ้อก็ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่มิถุนายน 2565 เป็นต้นมา จาก 9.1% เหลือ 4.9% ในเดือนเมษายน 2566 และ คาดการณ์ว่าจะลดลงเหลือ 4.7% ในเดือนพฤษภาคม 2566 (ที่มา: tradingeconomics.com)

ส่วนในประเทศไทย ก็มีทิศทางใกล้เคียงกัน คือลดลงต่อเนื่องจากจุดสูงสุด 7.86% ในเดือนสิงหาคม 2565 มาอยู่ที่ 2.67% ในเดือนเมษายน 2566 (ตัวเลขล่าสุดที่เผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม 2566)

  1. แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การประชุม Federal Open Market Committee (FOMC) ของสหรัฐฯ ครั้งที่มีการเผยประมาณการเศรษฐกิจล่าสุดในเดือน มีนาคม 2566 ได้เผยแพร่มุมมองที่สำคัญไว้ว่า อัตราเงินเฟ้อจะค่อยๆ ชะลอตัวลงในปี 2566 และประมาณการไว้ชัดเจนด้วยว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบนี้ จะขึ้นสู่ระดับสูงสุดที่ค่าเฉลี่ย 5.1% ต่อปี ก่อนที่จะทยอยลดลงต่อเนื่องจนถึงปี 2568

ส่วนในการประชุมครั้งล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2566 FOMC มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 25 basis points ขึ้นสู่กรอบ 5.00-5.25% ต่อปี ครอบคลุมระดับเป้าหมาย 5.1% ต่อปีที่อยู่ในประมาณการในการประชุมรอบเดือนมีนาคม 2566 พร้อมทั้งปรับแนวทางการสื่อสารต่อตลาดการเงิน จากเดิมในรอบมีนาคม 2566 ที่ใช้ประโยคว่า “การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปอีกระดับหนึ่งน่าจะเหมาะสม” เป็น “จะพิจารณาหลายปัจจัยในการตัดสินใจกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะต่อไป” (ที่มา : federalreserve.gov)

ทางด้านคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย ในการประชุมครั้งล่าสุด ก็ได้เผยแพร่ความเห็นไว้ว่า “อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มลดลง และเริ่มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงกลางปี 2566” อีกทั้งได้ปรับลดประมาณการอัตราเงินเฟ้อต่อเนื่องไปถึงปี 2567 จึงอาจคาดหมายว่าการประชุม 2 ครั้งถัดไปในช่วงกลางปี 2566 คือ พฤษภาคม และสิงหาคม 2566 อาจจะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งท้ายๆ ของรอบนี้ (ที่มา : bot.or.th)

  1. การเจรจาปรับเพดานหนี้สหรัฐฯ กฎหมายสหรัฐฯ จะมีการกำหนดเพดานหนี้ภาครัฐ (Debt Ceiling) เพื่อเป็นกรอบการใช้จ่ายและก่อหนี้สาธารณะ โดยผู้มีอำนาจในการพิจารณาปรับเพดานหนี้คือสภาคองเกรส (Congress) ที่ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) และวุฒิสภา (Senate) (สมาชิกทั้งสองสภามาจากการเลือกตั้ง) โดยในปัจจุบัน พรรคริพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และพรรคเดโมแครต ครองเสียงข้างมากในวุฒิสภารวมถึงเป็นพรรครัฐบาล

การลงมติปรับเพดานหนี้สหรัฐฯ เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจยุคใหม่ของสหรัฐฯ มีการปรับเพดานหนี้มาแล้วเกือบ 100 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเร็วๆ นี้นั้น สื่อได้ยกขึ้นซักถาม Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตั้งแต่การประชุม FOMC เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2566 ซึ่ง Jerome Powell ได้ให้ความเห็นเป็นหลักการไว้ว่า “จำเป็นต้องปรับเพิ่มเพดานหนี้ให้ทันการ เพื่อให้รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถชำระภาระผูกพันได้ตามกำหนด การผิดนัดชำระหนี้ถือเป็นเหตุการณ์ผิดปกติซึ่งยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่หากเกิดขึ้นจริง ก็จะเกิดความสุ่มเสี่ยงอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และน่าจะเป็นไปในทางที่เลวร้าย” (ที่มา : federalreserve.gov)

โดยในช่วงครึ่งหลังของเดือนพฤษภาคม 2566 เป็นต้นมา (จนถึงเวลาที่เขียนเนื้อหานี้) ตลาดการเงินทวีความกังวลต่อเรื่องนี้มากขึ้นตามลำดับ เนื่องจากผลการเจรจาระหว่างสองสภา (สองพรรค) ยังไม่มีความชัดเจน ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อตอบรับต่อความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้น

ซึ่งล่าสุด Janet Yellen รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (Secretary of Treasury) คาดการณ์ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะมีวงเงินใช้จ่ายและชำระภาระผูกพันอย่างเพียงพอได้ถึงเพียงวันที่ 5 มิถุนายน 2566 (ที่มา : cbsnews.com)

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนค่อนข้างเชื่อมั่นว่า Congrees จะสามารถเจรจาแลกเปลี่ยนเงื่อนไขและบรรลุการปรับเพิ่มเพดานหนี้ได้ทันเวลา

สถานะแอสเซทคลาสหลัก และกองทุนแนะนำ

  1. กองทุนตราสารหนี้ตลาดเงิน : คุณสมบัติหลักคือ ราคามีความผันผวนต่ำมาก สามารถสั่งขายในเวลาทำการเพื่อได้เงินในวันรุ่งขึ้น และมีแนวโน้มของอัตราผลตอบแทนสอดคล้องกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งในยุคที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก กองทุนตราสารหนี้ตลาดเงินจึงมีแนวโน้มที่จะให้ผลตอบแทนในระดับที่สูงขึ้นตามไปด้วย โดยกองทุนตราสารหนี้ตลาดเงินที่น่าสนใจ ได้แก่ กองทุนเปิดธนชาตบริหารเงิน (T-CASH) ของ บลจ.อีสท์สปริงซึ่งให้ผลตอบแทน 6 เดือนล่าสุดในระดับ 0.57% ขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีในช่วง 3 ปีล่าสุดคือ 0.52% กล่าวอีกอย่างคือ ผลตอบแทน 6 เดือนล่าสุด สูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยเต็มปีในช่วง 3 ปีล่าสุด
  2. กองทุนตราสารหนี้ : คุณสมบัติหลักคือ ราคามีความผันผวนต่ำกว่ากองทุนหุ้น แต่มีโอกาสได้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่ากองทุนตราสารหนี้ตลาดเงินและอัตราเงินเฟ้อ (ในภาวะปกติ) ซึ่งในยุคที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายใกล้ถึงจุดสูงสุดของรอบ การทยอยเพิ่มสัดส่วนกองทุนตราสารหนี้ที่สินทรัพย์ภายในกองทุนมีอายุคงเหลือยาวขึ้น น่าจะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีทั้งจากดอกเบี้ยหน้าตั๋วที่อยู่ในระดับสูง (เนื่องจากการเข้าซื้อลงทุนในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง) และจากกำไรจากราคา (จากการที่อัตราดอกเบี้ยที่คงอยู่ในระดับสูงมีโอกาสขยับลดลงตามลำดับในอนาคต ตามแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยนโยบาย)

โดยกองทุนตราสารหนี้ที่แนะนำ กรณีที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ได้แก่ กองทุนเปิดกรุงศรีตราสารหนี้ระยะกลาง (KFAFIX-A) ของ บลจ.กรุงศรี ซึ่งมีอายุคงเหลือเฉลี่ยของตราสารหนี้ภายในกองทุน 2 ปี 1 วัน (ในบทความฉบับเมษายน 2566 กองทุนนี้มีอายุคงเหลือเฉลี่ยของตราสารหนี้ภายในกองทุน 1 ปี 10 เดือน 12 วัน) โดยในช่วง 6 เดือนล่าสุดให้ผลตอบแทน 0.94% ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีในช่วง 3 ปีล่าสุดคือ 1.09% กล่าวอีกอย่างคือ ผลตอบแทน 6 เดือนล่าสุด ใกล้เคียงผลตอบแทนเฉลี่ยเต็มปีในช่วง 3 ปีล่าสุด

กองทุนตราสารหนี้ที่แนะนำ กรณีสามารถรับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและความผันผวนจากราคาในระดับที่สูงขึ้น ได้แก่ กองทุนเปิดดาโอ โทเทิล รีเทิร์น บอนด์ (DAOL-TRBOND-A) ของ บลจ.ดาโอ ให้ผลตอบแทนช่วง 6 เดือนล่าสุด ในระดับ 4.73% ขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีในช่วง 3 ปีล่าสุดคือ -0.46%

  1. กองทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน คุณสมบัติหลักคือ จ่ายปันผลต่อเนื่องซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของกองทุนประเภทนี้ ราคามีความผันผวนกว่ากองทุนตราสารทุนและสูงกว่าตราสารหนี้ แต่ก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่ากองทุนตราสารหนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งในยุคที่อสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้หลักเป็นค่าเช่า มีการฟื้นตัวชัดเจนหลังจากโควิด-19

ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่มีโอกาสแตะจุดสูงในเร็วๆ นี้ก่อนที่จะมีโอกาสลดลงในระยะต่อไป การทยอยกลับเข้ามาลงทุนในกองทุนประเภทนี้ จึงมีความน่าสนใจมากขึ้น ทั้งในเชิงรายได้ที่กองทุนจะได้รับจากค่าเช่า และส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนของกองทุนเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ที่มีโอกาสกว้างขึ้น จนเอื้อให้กองทุนประเภทนี้มีความน่าสนใจมากขึ้น

โดยกองทุนประเภทนี้ที่แนะนำ ได้แก่ กองทุนเปิด แอล เอช ไทย พร็อพเพอร์ตี้ (LHTPROP) ของ บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ซึ่งให้ผลตอบแทนช่วง 6 เดือนล่าสุด ในระดับ 2.35% ขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีในช่วง 3 ปีล่าสุดคือ -6.39% สะท้อนถึงโอกาสของการฟื้นตัวในช่วงที่ผ่านมา

  1. กองทุนตราสารทุน: คุณสมบัติหลักคือ เปิดโอกาสรับผลตอบแทนสูง-สูงมาก แต่ราคาก็มีความผันผวนสูงในระยะสั้นด้วยเช่นกัน ซึ่งในภาวะที่เศรษฐกิจโลกปี 2566 มีแนวโน้มขยายตัวแม้จะในระดับต่ำ และภาวะอัตราดอกเบี้ยมุ่งหน้าเข้าสู่จุดสูงสุดของรอบและมีโอกาสลดลงต่อเนื่องในระยะต่อไป ตราสารทุนในกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้รับผลกระทบรุนแรงในช่วงปี 2565 จึงมีความน่าสนใจมากขึ้นเป็นลำดับ

โดยเฉพาะการที่กระแสเงินสดของบริษัทในกลุ่มนี้ได้รับการคาดหวังว่าจะเติบโตสูง-สูงมากในอนาคตระยะกลางถึงยาว การประเมินมูลค่าจึงจะถูกคิดลด (Discount) ในอัตราที่ต่ำลงตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ใกล้จุดสูงสุดและมีโอกาสลดลงในระยะต่อไป จึงทำให้ราคาหุ้นกลุ่มนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ กองทุนหุ้นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ กรณีไม่ต้องการรับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แนะนำ กองทุนเปิดเคเคพี โกลบอล นิว เพอร์สเปกทีฟ เฮดจ์ ชนิดทั่วไป (KKP GNP-H) ของ บลจ.เกียรตินาคินภัทร ซึ่งให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (Year-to-date) ซึ่งเป็นจุดเริ่มพลิกตัวของหุ้นกลุ่มนี้ ในระดับ 7.42% และให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีช่วง 3 ปีล่าสุดในระดับ 7.04% สะท้อนถึงการฟื้นตัวในช่วงที่ผ่านมาของปี 2566

ส่วนกองทุนหุ้นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ กรณีสามารถรับความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนได้ แนะนำ กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลเทคโนโลยีอิควิตี้-สะสมมูลค่า (KFGTECH-A) ของ บลจ.กรุงศรี ซึ่งให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (Year-to-date) ในระดับ 25.49% ขณะที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีในช่วง 3 ปีล่าสุดที่ระดับ -5.56% ต่อปี สะท้อนถึงการฟื้นตัวในระยะปัจจุบันเช่นกัน (ที่มา : treasurist.com ณ 26 พฤษภาคม 2566)

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจกองทุนแนะนำข้างต้น ต้องไม่ลืมศึกษารายละเอียดในหนังสือชี้ชวนก่อนตัดสินใจลงทุน