บล.กสิกรไทย BEST SECURITIES COMPANY OF THE YEAR 2023

1649

ในปี 2565 เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ธนาคารกลางของหลายประเทศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องเพื่อจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อ สงครามระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อส่งผลต่อราคาอาหารและพลังงาน ทำให้ปัญหาเงินเฟ้อจัดการได้ยากขึ้น และการระบาดของโควิด-19 ในประเทศจีนนำไปสู่การปิดเมืองเป็นระยะ จนกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2565 เป็นต้นมา เศรษฐกิจในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนามีการเติบโตได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ หลังสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เริ่มคลี่คลายนำไปสู่การเปิดเมืองในหลายประเทศ มีการเปิดรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น ในขณะที่ราคาอาหารและพลังงานเริ่มทรงตัว ภาวะขาดแคลนชิ้นส่วนวัตถุดิบเริ่มผ่อนคลายทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ รวมถึงการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ นอกจากนี้ ปัญหาเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลาย ตัวเลขเงินเฟ้อในหลายประเทศเพิ่มขึ้นสูงสุดในไตรมาส 3 และทยอยปรับลดลง มีส่วนช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายหรือเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน จึงเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

เศรษฐกิจไทยในปี 2565 ขยายตัวร้อยละ 2.6 ปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2564 ที่ขยายตัวร้อยละ 1.5 เป็นไปตามการฟื้นฟูของภาคการท่องเที่ยวและการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของอุปสงค์ภายในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน

 

ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ปี 2565

ภาพรวมอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ ในปีที่ผ่านมา รายงานประจำปี 2565 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ในปี 2565 มีจำนวนบริษัทหลักทรัพย์รวมทั้งสิ้น 51 ราย (มีรายใหม่เพิ่มขึ้นจำนวน 4 ราย และรายเดิมที่ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทใหม่เพิ่มเติมอีก 1 ราย) โดยแบ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ที่ประกอบธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นธุรกิจหลักจำนวน 43 ราย และบริษัทหลักทรัพย์ที่ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทอื่นจำนวน 8 ราย

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ( SET) สิ้นปี 2565 ปิดที่ระดับ 1,668.66 จุด (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 YoY) ดัชนีปิดต่ำสุดที่ 1,533.37 จุด และสูงสุดที่ 1,713.20 จุด ตามลำดับ มูลค่าซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 71,226 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 19.5 แบ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ ร้อยละ 46 ของมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งหมด กลุ่มนักลงทุนในประเทศ ร้อยละ 39 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ร้อยละ 8 และกลุ่มนักลงทุนสถาบัน ร้อยละ 7 ตามลำดับ

ในปี 2565 มีเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิในตลาดหุ้นไทยประมาณ 2 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2564 ที่มีเงินลงทุนไหลออกสุทธิ 4.8 หมื่นล้านบาท

 

บล.มีรายได้รวม 5.3 หมื่นล้าน
กว่า 56% มาจากค่านายหน้า

มูลค่าซื้อขายหลักทรัพย์ที่ลดลง ส่งผลให้รายได้ในภาพรวมของธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ลดลงจากปีก่อน โดยลดลงจาก 64,381 ล้านบาท เหลือ 53,552 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 17) ทั้งนี้ รายได้ที่ลดลงส่วนใหญ่เกิดจากการปรับตัวลดลงของรายได้ค่านายหน้า ซึ่งเป็นรายได้หลักกว่า 56% ของรายได้ทั้งหมด โดยเฉพาะส่วนของรายได้จากค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่ลดลงจาก 32,579 ล้านบาท เหลือ 24,325 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 25)

นอกจากการปรับตัวลดลงของรายได้จากค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์แล้ว รายได้ประเภทอื่นก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน ได้แก่ รายได้จากการลงทุนในบัญชีเพื่อบริษัทที่ลดลงจาก 8,893 ล้านบาท เหลือ 7,317 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 18)

รายได้จากการเป็นตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ประเภทหน่วยลงทุนที่ลดลงจาก 3,976 ล้านบาท เหลือ 2,269 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 43) ซึ่งสอดคล้องกับมูลค่าการขายหน่วยลงทุนผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่มีแนวโน้มลดลง

รายได้จากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่ลดลงจาก 1,202 ล้านบาท เหลือ 846 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 30) และรายได้จากการบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคลที่ลดลงจาก 879 ล้านบาท เหลือ 576 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 35) ตามจำนวนกองทุนภายใต้การจัดการที่ลดลงจาก 7,023 ล้านบาท เหลือ 6,364 กอง

การออกและเสนอขายตราสารทุน ในปี 2565 มีมูลค่าการระดมทุนผ่านการออกเสนอขายหุ้นใหม่ของบริษัทจดทะเบียนแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) รวม 85,445.30 ล้านบาท การออกเสนอขาย IPO ลดลงจากปี 2564 ที่มีมูลค่าระดมทุนรวม 88,660 ล้านบาท ในขณะที่มีการระดมทุนผ่านกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ในปี 2565 มีมูลค่ารวม 12,407.20 ล้านบาท (2 กอง) เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่มีมูลค่ารวม 9,465 ล้านบาท (3 กอง)

 

รายได้จากดอกเบี้ยมาร์จิ้นโลน 5,215 ล้านบาท โต 29%

ในส่วนของรายได้จากการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์พบว่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 3,297 ล้านบาท จากปีก่อนที่ 3,190 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 3) โดยในปี 2565 มีบริษัทที่เสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวน 42 บริษัท ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อนที่มีจำนวน 41 บริษัท

ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยในด้านการประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จิ้นโลน) มีความต้องการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นทั้งจากลูกค้าเดิมและลูกค้ารายใหม่ ทำให้ยอดรวมเงินให้กู้ยืมเพิ่มจาก 107,990 ล้านบาท เป็น 113,357 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 5) ส่งผลให้รายได้จากดอกเบี้ยการให้กู้ยืมเพิ่มขึ้นจาก 4,031 ล้านบาท เป็น 5,215 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 29) ขณะที่มูลค่าของหลักประกันรวมอยู่ที่ 386,121 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 3 เท่าของมูลค่าเงินกู้ยืมทั้งหมด

สำหรับช่องทางในการซื้อขายหลักทรัพย์ในปี 2565 พบว่า นักลงทุนมีแนวโน้มในการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านอินเทอร์เน็ตลดลง ทั้งจากนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบัน โดยสัดส่วนการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตเทียบกับปริมาณการซื้อขายรวมคิดเป็นร้อยละ 36 เทียบกับร้อยละ 41 ในปีก่อน

การซื้อขายผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้แก่ ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ มีมูลค่าการซื้อในปี 2565ที่ 1.45 ล้านล้านบาท ลดลงจากระดับ 2.04 ล้านล้านบาท ในปีก่อน (ลดลงร้อยละ 29) ขณะที่ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ มูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 47,603 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่ 17,750 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 168)

 

ค่าเงินผันผวน ดัน USD Futures วอลุ่มพุ่ง 192%                                                  

ด้านธุรกิจตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า สิ้นปี 2565 มีผู้ประกอบธุรกิจรวม 44 ราย โดยเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ด้วย 39 ราย และบริษัทที่ประกอบธุรกิจเฉพาะตัวแทนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า 4 ราย

ในปี 2565 ปริมาณการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ระดับ 565,627 สัญญาต่อวัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 560,653 สัญญาต่อวันในปีก่อน โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งมีการซื้อขายเฉลี่ย 42,282 สัญญาต่อวัน เทียบกับ 14,314 สัญญาต่อวันในปีก่อน และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับโลหะมีค่า ที่มีการซื้อขายเฉลี่ย 50,450 สัญญาต่อวัน เทียบกับ 49,267 สัญญาต่อวัน รวมทั้งสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TFEX) เปิดเผยว่า ปี 2565 ที่ผ่านมา TFEX มีปริมาณการซื้อขายรวม 136,316,012 สัญญา โดยสินค้ากลุ่มหุ้นยังได้รับความนิยมสูง ไม่ว่าจะเป็น Stock Futures หรือ SET50 Futures ที่มีสัดส่วนการซื้อขาย 42% และ 40% ตามลำดับ

รองลงมาเป็นสินค้ากลุ่มทองคำ ได้แก่ Gold Online Futures และ Gold Futures ที่มีสัดส่วนรวม 9% และ USD Futures ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 7% ในขณะที่สินค้าที่เติบโตโดดเด่น คือ USD Futures โดยมีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นถึง 192% จากปีก่อนซึ่งเป็นผลมาจากความผันผวนของค่าเงินและการขยายเวลาการซื้อขายในช่วงกลางคืน รวมไปถึง SET50 Options และ SET50 Futures ที่เติบโต 23% และ 15% ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีก่อน ด้านสถานะคงค้าง (Open Interest) ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2565 อยู่ที่ 3,983,852 สัญญา เพิ่มขึ้น 5% จากสิ้นปีก่อน ส่วนผู้ลงทุนเติบโต 7% โดยมีบัญชีซื้อขายอยู่ที่ 290,628 บัญชี

 

บล.ทั้งระบบเงินกองทุนสภาพคล่องแข็งแกร่ง

ผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในปี 2565 บริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์มีรายได้รวมจากการประกอบธุรกิจอยู่ที่ 53,552 ล้านบาท ลดลงจาก 64,381 ล้านบาท ในปีก่อน หรือลดลงร้อยละ 17 โดยมีกำไรเบ็ดเสร็จรวม 5,632 ล้านบาท ลดลงจาก 17,340 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 68 รายได้ส่วนใหญ่มาจากค่านายหน้าและค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่างๆ เช่น การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ การเป็นตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ ประเภทหน่วยลงทุน การเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและการบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคล เป็นต้น สำหรับมูลค่าสินทรัพย์รวมของอุตสาหกรรมมีจำนวน 559,473 ล้านบาท เพิ่มจาก 547,500 ล้านบาท ในปีก่อน

บริษัท 42 จาก 43 แห่งสามารถดำรงเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิได้สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำโดย ณ สิ้นปี 2565 ระดับเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ (Net Capital) เฉลี่ยต่อรายอยู่ที่ 2,163 ล้านบาท ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิต่อหนี้ทั่วไปและทรัพย์สินที่ต้องการวางเป็นประกัน (Net Capital Ratio) เฉลี่ยต่อรายอยู่ที่ร้อยละ 290 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำอยู่มาก

โครงสร้างรายได้ของธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์

ที่มา : ก.ล.ต.

บล.กสิกรไทย ครองแชมป์
บริษัทหลักทรัพย์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2566

สำหรับการจัดอันดับ บริษัทหลักทรัพย์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2566 Best Securities Company Of the Year 2023 ของ วารสารการเงินธนาคาร เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลผลประกอบการ ณ สิ้นปี 2565 ของบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวนทั้งหมด 38 แห่ง ซึ่ง บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้ครองแชมป์บริษัทหลักทรัพย์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2566 เป็นการครองแชมป์ติดต่อกันเป็นปีที่ 3

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดทุนและการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ซบเซาในปีที่ผ่านมา บล.กสิกรไทย สามารถโชว์ผลการดำเนินงานที่โดดเด่น ด้วยกำไรสุทธิ 1,000.17 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 3 ของอุตสาหกรรม มีกำไรต่อหุ้น (EPS) สูงเป็นอันดับ 3 ของอุตสาหกรรมที่ 10.00 บาท อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) 14.00% อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) 9.31% และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) 36.98%

ธิติ ตันติกุลานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวผันผวนในปี 2565 โดยมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดปรับตัวลดลงจากปี 2564 ประมาณ 19% ซึ่งผลกระทบมาจากการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่ตลาดหุ้นไทย ยังส่งผลกระทบไปยังตลาดหุ้นทั่วโลก สำหรับในปี 2566 ความคาดหวังที่จะให้ตลาดกลับมาฟื้นตัว คงต้องจับตามองการส่งสัญญาณของธนาคารกลางสหรัฐฯ ว่าจะหยุดขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไร เงินทุนจะเริ่มไหลกลับเข้าสินทรัพย์เสี่ยง

ถึงแม้ว่าตลาดหุ้นยังไม่มีปัจจัยบวกมาสนับสนุนการฟื้นตัว แต่ บล.กสิกรไทย ยังคงมุ่งมั่นในการดูแลลูกค้าทั้งรายเล็กและรายใหญ่อย่างทั่วถึง จัดบุคลากรให้เพียงพอในการให้บริการลูกค้า ปัจจุบัน บล.กสิกรไทย มีลูกค้าทั้งหมด 4.5 แสนราย โดยเป็นบัญชีที่มีการซื้อขายสม่ำเสมอ ( Active rate) สัดส่วน 40% และมีลูกค้าใหม่ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 30,000 รายต่อปี

นอกจากนั้น บล.กสิกรไทย ไม่ได้ละเลยต่อสิ่งที่ต้องปรับปรุง เช่น การนำความคิดเห็นของลูกค้ามาวิเคราะห์และปรับปรุงให้ดีมากยิ่งขึ้น โดยให้ความสำคัญกับมุมมองของลูกค้า และการที่ลูกค้าแสดงความคิดเห็นถึงการให้บริการถือเป็นเรื่องที่ดี เป็นการสะท้อนว่า ลูกค้ายังเชื่อมั่นในบริษัทอยู่ หากวันใดที่ลูกค้าไม่ติชม อาจเป็นไปได้ว่าลูกค้าเปลี่ยนใจไปอยู่ที่อื่นแล้ว บริษัทจึงนำความคิดเห็นเหล่านี้มาต่อยอดและพัฒนาให้ดีเพื่อสร้างความพึงพอใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น

 

ให้ความสำคัญคุณภาพงานวิจัย
ความน่าเชื่อถือของบทวิเคราะห์

นอกเหนือจากการดูแลเอาใจใส่ลูกค้า บล.กสิกรไทย ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพของงานวิจัย และความน่าเชื่อถือของบทวิเคราะห์เป็นสำคัญ บล.กสิกรไทย มีทีมนักวิเคราะห์ที่ครบถ้วนทุกอุตสาหกรรม มีนักวิเคราะห์และนักกลยุทธ์รวม 30 คน และมีบทวิเคราะห์ที่ครอบคลุมหุ้นกว่า 200 ตัว ซึ่งถือว่ามากสุดในอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ในปี 2565 บล.กสิกรไทย ได้รับรางวัล ทีมวิเคราะห์ยอดเยี่ยม และนักวิเคราะห์ยอดเยี่ยมในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม รวมกว่า 12 รางวัล จากสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนอีกด้วย

ในส่วนของหุ้นต่างประเทศ หรือ Offshore บล.กสิกรไทย ได้ให้ความสำคัญกับบทวิเคราะห์เช่นกัน โดย บล.กสิกรไทย มีพันธมิตรในต่างประเทศเพื่อจัดทำบทวิเคราะห์หุ้นต่างประเทศ ซึ่งลูกค้าสามารถเข้าไปอ่านข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาลงทุนได้ตลอดเวลา

สำหรับช่องทางออนไลน์ บล.กสิกรไทย ยังคงขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึก ที่ช่วยส่งเสริมด้านการลงทุนให้มีประสิทธิผลสูงสุด และสามารถเข้าถึงความต้องการของนักลงทุนทุกกลุ่ม ผ่านทาง Digital Platform ของบริษัท ได้แก่ รายการ KS Forward ออกอากาศในทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.45-10.00 น. ปัจจุบันมีผู้ติดตาม 9,000-12,000 คนต่อวัน รายการ KS on the Road แนว Edutainment พาเยี่ยมชมกิจการ และฟังมุมมอง แนวคิดจากผู้บริหารบริษัทออกอากาศทุกเสาร์ที่ 3 ของเดือน เวลา 20.00 น. ปัจจุบัน มีผู้ติดตาม 40,000 คนต่อตอน และรายการ KS for Fund ที่จะให้ความรู้เรื่องกองทุนรวม มีผู้ติดตาม 20,000 คนต่อคลิป

ช่วงที่ผ่านมา บริษัทมีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้จุดแข็งในการดำเนินงาน คือ การจัดทำข้อมูลหรือบทวิเคราะห์เพื่อรองรับนักลงทุนหน้าใหม่ ที่ไม่มีเวลาศึกษาข้อมูลอย่างจริงจังมากนัก โดยนำข้อมูลมาย่อยให้เข้าใจง่าย ผ่านช่องทางดิจิทัลของบริษัท เช่น การนำเสนอข้อมูลข่าวสารในรูปแบบอินโฟกราฟิก (Infographic) โดยกระจายผ่านช่องทางออนไลน์ ที่สามารถทำให้นักลงทุนนำข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์เพื่อประกอบการลงทุนได้ง่ายขึ้น

วิสัยทัศน์ของ บล.กสิกรไทย มีความมุ่งมั่นเป็นธุรกิจทางการเงินที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ที่ริเริ่มในสิ่งใหม่ ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง ผ่านการผสมผสานการใช้เทคโนโลยีและทรัพยากรมนุษย์ เพื่อส่งมอบบริการทางการเงินที่มีคุณภาพมาตรฐานสากล และสร้างความยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

ธิติกล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอย่างมาก และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระแสโซเชียลมีเดียมาแรง จนถึงปัจจุบันที่มีการใช้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ บล.กสิกรไทย ได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของลูกค้าทั้งวิธีการลงทุน การอ่านบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ ตลอดจนวิธีการรับข้อมูลข่าวสาร เพื่อนำมาเปรียบเทียบและปรับวิธีการสื่อสารได้อย่างถูกวิธี เพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า

สำหรับการให้บริการลูกค้าเป็นสิ่งที่ บล.กสิกรไทย พยายามทำให้ดีขึ้น ด้วยการจัดทีมเพื่อดูแลให้เหมาะสมและตรงตามไลฟ์สไตล์การลงทุนของลูกค้าแต่ละคน

 

แผนปี 2566 จัดโครงการ KS Young Academy
สร้างทายาทนักลงทุน

“เพราะการลงทุนไม่ใช่เรื่องง่าย” บล.กสิกรไทย เล็งเห็นความสำคัญในการส่งเสริมด้านองค์ความรู้ และสร้าง Mindset ในการลงทุนที่ถูกต้องตั้งแต่ทายาท หรือ คนรุ่นใหม่ เพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่ยั่งยืน จึงจัดทำโครงการ KS Young Academy ขึ้น โดยกลุ่มเป้าหมายเป็นทายาทนักลงทุนที่มีอายุระหว่าง 20-30 ปี

โดย บล.กสิกรไทย จะมอบองค์ความรู้แบบ 360 องศา เริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน การใช้ข้อมูลเชิงเทคนิค การวิเคราะห์ปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ จนถึงมุมมองในการวิเคราะห์กิจการและผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน ปัจจุบันได้จัดอบรมแล้ว 2 รุ่น และ ยังมีแผนในการจัดอบรมอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน บล.กสิกรไทย มีผลิตภัณฑ์และบริการดังนี้ บริการนายหน้าซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า กองทุนรวม การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ บริการซื้อขายตราสารหนี้ บริการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงระยะสั้น บริการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการอื่นๆ

รายงานประจำปี 2565 ของ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2565 บล.กสิกรไทย มีปริมาณการซื้อขายรวมอยู่ที่ 1.02 ล้านล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 3.00% โดยได้พัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการติดตามและบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนของลูกค้า ตลอดจนการให้ความรู้ด้านการลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทําให้บริษัทสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นเลิศให้แก่ลูกค้า และช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลการลงทุนได้ทุกที่ทุกเวลา

 

วิธีวิเคราะห์การจัดอันดับ
บริษัทหลักทรัพย์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2566

การจัดอันดับบริษัทหลักทรัพย์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2566 (Best Securities Company of the Year 2023) เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นบริษัทสมาชิกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวนทั้งหมด 38 บริษัท โดยใช้ข้อมูล ณ สิ้นปี 2565

สำหรับวิธีการจัดอันดับ ฝ่ายวิชาการ วารสารการเงินธนาคาร ได้ใช้เกณฑ์การพิจารณาที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจของบริษัทหลักทรัพย์ในภาพรวม โดยวัดจากปัจจัย 3 ด้าน ดังนี้