KBank Private Banking แนะ 5 กลยุทธ์ลงทุน ครึ่งปีหลังรับรัฐบาลใหม่

397

KBank Private Banking ร่วมกับ Lombard Odier แนะกลยุทธ์ปรับพอร์ตรับมือความท้าทายและรอคว้าโอกาสที่กำลังจะมาถึง ชูกองทุนผสมแบบ Risk-Based และสินทรัพย์ทางเลือกโดยเฉพาะสินทรัพย์นอกตลาด เลือกหุ้นที่จะไม่ได้รับผลกระทบทางตรงจากนโยบายของรัฐบาลใหม่

นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Executive Chairman, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นอีกปีที่แวดวงการลงทุนต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจทั่วโลก ภาวะเงินเฟ้อที่แม้จะอยู่ในขาลง รวมไปถึงเรื่องดอกเบี้ยนใยบายที่ยังไม่แน่นอนว่าผ่านจุดสูงสุดไปหรือยัง ความท้าทายเหล่านี้ ล้วนส่งผลต่อสถานการณ์ของตลาดการลงทุนในปัจจุบันให้มีความผันผวนสูง ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นอย่างหนัก

ดังนั้นเพื่อรับมือกับหลากหลายความท้าทายในปีนี้และรอคว้าโอกาลในการลงทุนที่กำลังจะมาถึง KBank Private Banking แนะนำ 3 กลยุทธ์การลงทุนสำคัญ ได้แก่ (1) Stay Invested แนะนำให้นักลงทุนลงทุนตลอดเวลา (2) ยึดหลักการกระจายการลงทุน โดยใช้ความเสี่ยงของสินทรัพย์ หรือ Risk-based Allocation (3) Alternative Investmentsอย่างการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด

นายจิรวัฒน์ เปิดเผยต่อว่า สาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาจาก 2 สาเหตุคือ 1.ความไม่แน่นอนของการจัดตั้งรัฐบาล 2.นโนบายของรัฐบาลใหม่ที่จะมากระทบกับตลาดหุ้น โดยปัจจุบันมีการนำนโยบายของรัฐบาลใหม่ไปวิเคราะห์ซึ่งอาจจะยังวิเคราะห์กันได้ไม่ครบถ้วน เช่น วิเคราะห์แค่นโยบายการขึ้นค่าแรง 450 บาท แต่ไม่ได้มองว่าอีกฝั่งมีการลดภาษีให้ SME หรือลดภาษีให้สำหรับกลุ่มที่ขึ้นค่าแรงด้วย จะเห็นว่านโยบายพยายามให้มีทั้ง 2 ฝั่งคือด้านการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและด้านการเยียวยา ดังนั้นปัจจุบันยังมองไม่ออกว่าเป็นประโยชน์หรือโทษ

“นโยบายของรัฐบาลใหม่จะมีการปฏิรูปในหลายเรื่องขณะที่ในทุกการปฏิรูปจะมี shot-term pain เพื่อรอ long-term gain ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องเยียวยา Short-term pain และชี้ให้เห็น long-term gain เพื่อให้เราอดทนไปถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นหากปฏิรูปได้จริงแล้วลดผลกระทบได้จริงในระยะยาวก็น่าจะดูดี”

นางสาว ศิริพร สุวรรณการ Senior Managing Director, Financial Advisory Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า สำหรับการลงทุนในหุ้นไทย ตั้งแต่ต้นปีตลาดหุ้นไทยเป็น the worst performer คือติดลบในขณะที่ประเทศอื่นเป็นบวก โดยแรงกดดันหลักมาจากนโนบายของรัฐบาลใหม่บางอย่างอาจจะกระทบหุ้นขนาดใหญ่ส่งผลให้เกิดแรงเทขายในตลาดหุ้น ดังนั้น Kbank Private Banking แนะนำให้เลือกหุ้นที่จะไม่ได้รับผลกระทบทางตรงจากนโยบายของรัฐบาลใหม่

“เราแนะนำเริ่มเข้าหุ้นไทยประมาน 2% และหลีกเลี่ยงหุ้นขนาดใหญ่ ให้โฟกัสที่หุ้นขนาดกลาง เล็ก และเป็น กองทุนที่เป็น active fund เช่น ASP-SME”

ดร.เชาว์ เก่งชน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยถึงภาพรงมเศรษฐกิจไทยว่า สถานการณ์ด้านการเมืองในประเทศ อาจส่งผลให้รัฐบาลต้องให้น้ำหนักไปที่โจทย์เฉพาะหน้า เช่น การปรับขึ้นค่แรงขั้นต่ำการปรับลดค่าไฟฟ้า การอัดฉีดเงินโดยตรงแก่ประชาชน การแก้ไขหนี้ครัวเรือน การให้ความช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีมากกว่าการแก้ไขประเด็นเชิงโครงสร้างต่าง ๆ เช่น การปรับขึ้นภาษี การต่อต้านการผูกขาด

นอกจากนี้ การขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบต่อยอดหนี้สาธารณะของรัฐบาล รวมไปถึงการจัดทำงบประมาณในอนาคตข้างหน้า ในขณะที่การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนตามแนวทางที่ธนาคารแห่งประเทศไทยวางไว้ คงจะช่วยบรรเทาปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ในที่สุดแล้ว การแก้ปัญหาคงจะหนีไม่พ้นการเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน โดยศูนยิวิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2566 อยู่ที่ 3.7%

มร. ยานไค ฉ่าว Head of investment solution-Asia, Lombard Odier ได้กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังของปี 2566 โดย เศรษฐกิจโลกจะยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในระยะสั้นจากการเติบโตของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลง และมีความคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ดีในระยะยาว โดยการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกและอัตราเงินเฟ้อจะซะลอตัวลงในปี 2566 และ 2567 โดยแรงชับเคลื่อนส่วนหนึ่งมาจากมาตรการที่เข้มงวดขึ้นในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะส่งผลต่อการลงทุนและการใช้จ่ายของผู้บริโภคในปี 2566 และ 2567 เนื่องจากการกู้ยืมทำได้ยากขึ้น

ด้านอัตราดอกเบี้ยกำลังถึงจุดสูงสุด ในสหรัฐฯ และยูโรโซน โดยคาดว่ามีโอกาสน้อยที่ดอกเบี้ยจะปรับขึ้นต่ออย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การบริโภคภายในประเทศของจีนพื้นตัวได้ดี ในขณะที่ภาคการลงทุนและยอดการปล่อยสินเชื่อชะลอตัวลงทาง Lombard Odier มองว่าทางการจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หลังจากที่ธนาคารกลาง(PB0C) ปรับลดดอกเบี้ยลง

มร. โฮมิน ลี Senior Macro Strategist, Lombard Ordier กล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในครึ่งปีหลัง Lombard Odier ได้แนะนำ 5 กลยุทธ์ ดังนี้

  1. รักษาสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ โดยเฉพาะพันธบัตรัฐบาลสหรัฐฯ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่โหมดชะลอตัว ทำให้คาดการณ์ว่าบอนด์ยีลด์กำลังผ่านจุดสูงสุดแล้ว
  2. เน้นลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง หรือ Investment Grade ที่ความเสี่ยงต่ำกว่า เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และการผิดนัดชำระหนี้ที่สูงขึ้น
  3. มุ่งเน้นลงทุนในหุ้นประเทศพัฒนาแล้วนอกเหนือจากตลาดสหรัฐฯ เนื่องจากมูลค่า (Valuaion) ของตลาดหุ้น
    สหรัฐฯ อยู่ในเกณฑ์แพง และคาดว่าจะได้ประโยชน์จากการที่ FED หยุดขึ้นดอกเบี้ย
  4. กระจายลงทุนในหุ้นหลายประเทศทั่วโลก ลดการกระจุกตัวในประเทศใดประเทศหนึ่ง
  5. กระจายลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอื่น โดยเฉพาะสินทรัพย์นอกตลาด (Private Assets) ซึ่งรวมถึงหุ้นนอกตลาดตราสารหนี้นอกตลาด และอสังหาริมทรัพย์นอกตลาด โดยในช่วงวัฏจักรเศรษฐกิจเช่นนี้ถือเป็นโอกาสที่จะเข้าลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้ในราคาที่น่าดึงดูด

สำหรับการลงทุนในทองคำในปีนี้มีมุมมองที่ดีขึ้นเนื่องจากมองไปข้างหน้าดอกเบี้ยอเมริกาคาดว่าจะขึ้นไปที่จุดสูงสุดแล้ว จะกลับมาเป็นจุดที่น่าสนใจอีกครั้ง สำหรับค่าเงินมองว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลง ขณะที่ค่าเงินเยนมีแนวโน้มแข็งค่ามากขึ้น สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนในค่าเงินอาจจะต้องกลับเข้าไปซื้อเงินเยนเนื่องจากมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นได้