ถึงเวลาหุ้นญี่ปุ่นพุ่งทะยาน หรือแหล่งพักเงินชั่วคราว

2000

ช่วงนี้ ตลาดหุ้นที่ฮอตสุดของโลก คงต้องยกให้กับญี่ปุ่นที่กำลังเติบโตเร็วเกินคาด หลังจากการผ่อนคลายกฎระเบียบและการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพในปีที่แล้ว ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นอย่างมีนัยสำคัญ ดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่นทะยานขึ้น ทำสถิติสูงสุดรอบ 33 ปี ล่าสุด มูลค่าตลาดของบริษัทญี่ปุ่นในดัชนีระดับภูมิภาค เติบโตขึ้น 7% นับจากสิ้นปี 2565 และแตะ 5.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ใครจะเชื่อ ในวันที่เศรษฐกิจโลกกำลังสุ่มเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยตามสหรัฐฯ หุ้นญี่ปุ่นกลับยังดึงดูดนักลงทุนเข้าตลาดต่อเนื่องได้จนถึงวันนี้ ล่าสุดต่างชาติเข้าลงทุนหุ้นญี่ปุ่นราว 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่ต้นปี 2566 ถึง 16 มิถุนายน 2566 นับเป็นการเพิ่มขึ้นมากสุดในเอเชียและยังแซงหน้า หุ้นจีนด้วย อีกทั้งยังสวนทางค่าเงินเยนที่อ่อนมาก และเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำเช่นกัน และไฮไลท์ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในปีนี้ คือ การเข้าลงทุนเพิ่มของนักลงทุนดังของโลก ‘Warren Buffet’ ที่เสมือนเติมเชื้อเพลิงให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร้อนแรงยิ่งขึ้น

เรียกว่าเป็นปรากฎการณ์เหนือคาด เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นซามูไรแห่งนี้

จับสัญญาณเงินเยนในปีนี้ กับเอฟเฟคเฟดขึ้นดอกเบี้ยหรือยุติ

ผมขอพูดถึงค่าเงินเยนก่อนครับ ในปีนี้ เรายังเห็นเงินเยนเคลื่อนไหวอ่อนค่าอย่าง ต่อเนื่อง หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาอย่าง ต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว และล่าสุด เมื่อวันที่ 16 มิภุนายนนี้ เงินเยนปิดตลาดอยู่ที่ ระดับ 140.12/25 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ต้นปีถึงล่าสุด เงินเยนเทียบดอลลาร์ สหรัฐ อ่อนค่าแล้ว 7.09%

สถานการณ์ในช่วงที่เหลือปีนี้ มีการประเมินกันว่า เงินเยนคงได้รับแรงกดดัน จากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐอยู่ เนื่องจากตลาดได้รับรู้ถึงการหยุด ปรับดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ได้มีการประชุมและกว่าว่าจะมีการหยุดการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายนนี้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาครึ่งเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีการประกาศข้อมูล เงินเฟ้อที่ตํ่ากว่าตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 4.0% อัตราการจ้างงานนอกการเกษตรกรรม ที่เพิ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคมเกินกว่าที่ตลาดคาด สถานการณ์ธนาคารในสหรัฐฯ ล้วนมีนัยต่อการตัดสินใจครั้งสำคัญของ FOMC ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อ ในเดือนกรกฎาคมหรือพอแค่นี้ และท่าทีการส่งสัญญาณในระยะต่อไปช่วงที่ เหลือของปี 2566 นี้ ที่เป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าแน่นอน

ผมบอกได้เพียงว่า หากคุณเห็นเฟดตัดสินใจประกาศจะยุติการปรับขึ้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายเมื่อไหร่ ทิศทางค่าเงินเยนจะเปลี่ยนเป็นทะยานขึ้น ซึ่งยูบีเอส ซีเคียวริตี้ คาดไว้เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้ว่า เงินเยนจะทะยานขึ้นถึง 120 เยนต่อดอลลาร์ ภายในช่วงสิ้นปีนี้ ส่วนเครดิต อากริโคล ซีไอบี ก็คาดว่า เงินเยนจะแข็งค่าแตะ 122 เยนต่อดอลลาร์ในช่วงสิ้นปีนี้ หรือราวๆ 1% จากปัจจุบัน (เปรียบเทียบต้นพฤษภาคม) โดยได้รับแรงหนุน จากการเข้าซื้อเงินเยนในฐานะที่เป็นสกุลเงินปลอดภัยท่ามกลางความวิตกกังวลปัญหาภาคธนาคารในสหรัฐฯ

หุ้นญี่ปุ่นพุ่งแรงเกินต้าน ไปต่อหรือพักแค่นี้

สำหรับปรากฎการณ์แรงเกินต้านของตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่มีแรงซื้อเข้ามาหนาแน่นตั้งแต่ต้นปีนี้ นักยุทธศาสตร์ในตลาดทุนเอเซียของ Societe Generale Frank Benzimra และ Tsutomu Satio ให้ข้อสังเกตว่า เดือนเมษายนที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นญี่ปุ่นสุทธิ 2.1 ล้านล้านเยน หรือราว 1.54 หมื่นล้าน ดอลลาร์สหรัฐขณะที่ภาคธุรกิจของญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้ซื้อสุทธิหุ้นญี่ปุ่นรายใหญ่ที่สุด และแรงซื้อยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นทะยานขึ้นมาทำสถิติใหม่ในวันที่ 16 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา โดยดัชนี TOPIX ปรับตัวขึ้นมาปิดตลาดที่ระดับ 2,281.67 จุด ส่วนดัชนีนิกเกอิ 225 ปิดตลาดที่ 33,276.46 จุด สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2533 ขณะที่ดัชนี SSE Composite ของจีน ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ 4.73% จากต้นปี

ส่วนหุ้นที่มีการซื้อขายคึกคักส่งให้ดัชนีทำสถิติรอบ 33 ปี ได้แก่ หุ้นสาธารณูปโภค วัฏจักรผู้บริโภค เทคโนโลยี และการเงิน หุ้นของ Tokyo Electron, Oriental Land, Softbank Group, Sony และ Nintendo 2533 และ หุ้นของบริษัทที่มีชื่อเสียง ในดัชนีอย่าง Fast Retailing ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Uniqlo และหุ้นของบริษัท ผู้ผลิตหุ่นยนต์อย่าง FANUC ก็นับเป็นหนึ่งในหุ้นที่มีส่วนทำให้ดัชนีปรับตัวสูงขึ้น

เรามาดูผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2566 จนถึงปัจจุบัน (YTD) ของตลาดหุ้นใหญ่ ของโลก 3 อันดับแรก พบว่า ตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่มีขนาดใหญ่อันดับ 3 ผลตอบแทนอยู่ที่ระดับ 22.21% ส่วนอันดับ 2 ตลาดหุ้นจีนที่มีขนาดใหญ่อันดับ 2 ผลตอบแทน 4.73% และ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อันดับหนึ่งของโลก ให้ผลตอบแทน 3.84% ขณะที่ปี 2565 ตลาดหุ้นทั้ง 3 แห่งนี้ใครปรับตัวขึ้นไปมากกว่า เริ่มจากญี่ปุ่นให้ผลตอบแทน-5.21% ,จีนที่ -15.13% และ สหรัฐที่ -8.78% ตามลำดับ คุณพอจะมองเห็นว่า ตลาดหุ้นไหนถูกหรือแพงใช่ไหมครับ

รอบนี้ ต้องบอกว่า ตลาดหุ้นญี่ปุ่นพลิกกลับเข้าสู่ภาวะกระทิง (Bull Market) เร็วมาก โดยราคาหุ้นญี่ปุ่นพุ่งทะลุระดับแนวต้านครั้งก่อนที่ถือเป็น ‘ฝาโลงเหล็ก’ และถึงแม้ว่าค่าเฉลี่ยดัชนี Nikkei ในปัจจุบันได้พีกกลับไปสูงกว่าช่วง ก่อนเกิดภาวะฟองสบู่แตกเมื่อ 30 กว่าปีก่อน แต่ก็ยังค่อนข้างห่างจากระดับสูงสุด เป็นประวัติการณ์ที่ 38,915.87 จุด

ส่วนจุดต่ำสุดของค่าเฉลี่ย Nikkei เกิดขึ้นหลังช่วงฟองสบู่แตก โดยดัชนี Nikkei อยู่ที่ 7,054.98 ในเดือนมีนาคม ปี 2552 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก หลังเกิดจากการล่มสลายของ Lehman Brothers ในปี 2551 ซ้ำเติมญี่ปุ่น วิกฤตซ้อนวิกฤตดำดิ่งลึกตั้งแต่ช่วง Japan’s Lost Decade หรือทศวรรษที่สูญหาย ยาวนานนับตั้งแต่ปี 1990 หรือกินเวลายาวนาน 30 ปี

รอบเศรษฐกิจขาขึ้น ต่างชาติโหมลงทุนหุ้นญี่ปุ่นตามรอยปู่ Warren Buffett

หลายคนคงมีคำถามว่า ในรอบนี้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นขึ้นจริงหรือไม่ แพงไปแล้วแค่ไหน และระยะข้างหน้าจะไปต่อหรือจอดกันแน่ เราจะยังสามารถลงทุนในระยะยาว หรือเป็นแหล่งพักเงินระยะสั้นดีกว่า

มุมมองของคาซูโนริ ทาเทเบะ นักยุทธศาสตร์ด้านตราสารทุนญี่ปุ่นของ Goldman Sachs ประเมินว่า สภาพเศรษฐกิจในญี่ปุ่นมีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และมีหลายบริษัทญี่ปุ่นที่ยังดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ สร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นที่ดีขึ้น โดยชี้ว่ามีบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากได้บรรลุ เป้าหมายการประกาศแผนการปฏิรูปองค์กรในระยะกลางและระยะยาว ซึ่งอาจผลักดันค่าเฉลี่ยของ Nikkei ไปสู่ระดับถัดไปได้ ในอีกด้านก็เตือนว่าหาก เศรษฐกิจสหรัฐฯ สามารถหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ภาวะถดถอย ก็อาจส่งผลกระทบใน ทางลบต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้เหมือนกัน

บริษัทด้านการลงทุนอย่าง เจพี มอร์แกน แอสเซท แมเนจเม้นต์ และ มอร์แกน สแตนลีย์ ต่างก็เชื่อว่า ดัชนี TOPIX ของญี่ปุ่น ยังมีศักยภาพในการเติบโต แม้แต่สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ก็รายงานว่า มีนักลงทุนชื่อดังจำนวนมากรวมถึง ธนาคารรายใหญ่ในย่านวอลล์สตรีทต่างมองว่า ญี่ปุ่นเป็นแหล่งลงทุนที่น่าดึงดูดใจ เนื่องจากตลาดขนาดใหญ่อื่นๆ อย่างเช่น สหรัฐฯ และจีน กำลังเผชิญกับ ความท้าทายทางเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นและมีความเสี่ยงน้อยกว่า และมีสัญญาณการปรับตัวขึ้นของภาวะเงินเฟ้อหลังจากที่ติดภาวะเงินฝืดมายาวนาน

และที่สำคัญยิ่งกว่านั่นก็คือ วันนี้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้รับการรับรองจากการเพิ่มเงิน ลงทุนของปู่ ‘Warren Buffett’ มหาเศรษฐีนักลงทุนโลกในปีนี้ด้วย และนี่คือมนต์ขลังที่เรียกความเชื่อมั่นให้กับตลาดหุ้นญี่ปุ่น

หลายๆคน คงยังมึนงงอยู่ว่า จู่ๆ ทำไมตลาดหุ้นญี่ปุ่นถึงมาโดดเด้งเข้าตาปู่ ‘Warren Buffett’ เจ้าของบริษัทจัดการกองทุน Berkshire Hathaway และใส่เงินเข้าลงทุน บริษัทใหญ่ของญี่ปุ่นตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งเพิ่งมีข่าวมาออกเอาในปีนี้เอง

ก่อนอื่น ผมขอย้ำหลักการลงทุนที่สำคัญก่อนครับ ตลาดหุ้นจะไปต่อได้ดี จะต้องมีเรื่องปัจจัยพื้นฐานบวกเป็นตัวนำทางเสมอ เพราะฉะนั้น ใครที่วิเคราะห์สถานการณ์ออกได้เร็วกกว่ากัน ทำการบ้านเยอะกว่าหนักกว่า คุณคนนั้นก็จะได้เปรียบในการเข้าลงทุนซื้อหุ้นคุณภาพดี ราคาเหมาะสมก่อนเพื่อน

วิถีนักลงทุนสาย VI อย่าง ปู่ Warren Buffett ก็เช่นกัน ปู่ทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อตัดสินใจกระจายเงินเข้าลงทุนหุ้นญี่ปุ่นมาหลายปีแล้ว

และนับตั้งแต่ญี่ปุ่นประกาศก้าวข้ามวิกฤตโควิดด้วยการตัดสินใจเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก็จุดพลุให้ชาวโลกแห่แหนกันออก ไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นกันเป็นเป้าหมายแรกๆ ของโลก ภาคท่องเที่ยวของญี่ปุ่น สามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจกลับมาได้ในไตรมาสที่ 4 และเป็นโมเมนตัมให้ เศรษฐกิจขยายตัว ทำให้ปี 2565 มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เติบโต 1.1% เป็นบวกต่อเนื่องปีที่ 2 ในปี 2564 ในช่วงวิกฤตโควิด GDP ญี่ปุ่นขยายตัวได้ 1.7% พลิกจากที่ติดลบ 4.3% ในปี 2563 แม้เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะถูกโลกมองว่าเป็นการเติบโตที่ระดับต่ำก็ตาม แต่ก็ถือว่า ดีกว่าหลายๆประเทศยักษ์ใหญ่ที่กำลังตกอยู่ในกระแสภาวะเศรษฐกิจถดถอย

แม้แต่ไตรมาสแรกในปี 2566 นี้ ญี่ปุ่นยังสร้างเซอร์ไพร์ซให้กับตลาดด้วย GDP พุ่งเกินคาดอยู่ที่ 1.6% ในอัตรารายปี (annualized rate) ซึ่งดีกว่าที่ตลาด คาดการณ์กันไว้ ว่าจะเติบโต 0.7% เท่านั้น ซึ่งมาจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคและ ภาคธุรกิจซึ่งออกมาดีกว่าที่คาดไว้เช่นเดียวกัน

และในปี 2566 นี้ รัฐบาลญี่ปุ่นคาดการณ์ GDP เติบโต 1.5% มากกว่าปี 2565 ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาด GDP ญี่ปุ่นเติบโต 1.3%

หากทางการญี่ปุ่นรักษาการเติบโตที่น่าประทับใจนี้ไปได้ตลอด แนวโน้มหุ้นญี่ปุ่นก็ยังดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศไหลเข้าตลาดต่อเนื่อง แสดงให้เห็นสัญญาณเชิงบวกของการฟื้นตัว และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ดัชนี TOPIX ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 33 ปี และจ่อจะทะลุ 34 ปีอยู่รอมร่อ ตอกย้ำว่าการดำเนินนโยบายของญี่ปุ่นกำลังเดินมาถูกทางแล้ว

ทั้งนี้ ปัจจุบันราคาหุ้นญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัวจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเป็นพิเศษ (Ultra-easy Monetary Easing Policy) ซึ่งเป็นนโยบายอันเป็นเอกลักษณ์ ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ระดับ -0.1% เพื่อรักษาสภาพทำให้การกู้ยืมเงินมีราคาถูกลง และกระตุ้นให้ผู้คนและธุรกิจ ใช้จ่ายและลงทุนมากขึ้น สนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยยังประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว อาจกดดัน ภาคส่งออกญี่ปุ่นได้รับผลกระทบ

อย่างไรก็ตาม ภาพการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า นโยบายต่างๆ ที่เคยพูดมา ทำได้จริง แถมยังได้รับแรงสนับสนุนจาก Warren Buffett กลายเป็นแรงส่งให้หุ้นญี่ปุ่นลอยติดลมบนในเวลาอันสั้น

ปู่ Warren Buffett ขายหุ้นชิปไต้หวัน โยกเงินเพิ่มลงทุน 5 หุ้นเด็ด

อีกปัจจัยที่ทำให้ดัชนี Topix ของญี่ปุ่น พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 33 ปี ก็เพราะว่า บริษัทต่างๆ ในญี่ปุ่นทำผลประกอบการได้ดีเกินคาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้น บริษัทชิปของญี่ปุ่นที่แข็งแกร่งพอจะสร้างความเชื่อมั่นที่แรงกล้าให้กับนักลงทุน ทำให้ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้น และหุ้นชิปของญี่ปุ่นหรือหุ้นที่เกี่ยวข้องยังได้รับอานิสงส์ จากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ขาดแคลนชิปอย่างหนัก ส่งผลให้มูลค่าชิปเองก็สูงขึ้นด้วย

เมื่อไม่นานมานี้มีกระแสข่าวว่า ปู่ Warren Buffett ได้ขายหุ้น TSMC ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของไต้หวัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ปู่เคยยกย่องว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีการจัดการที่ดีที่สุดในโลกก็ตาม สาเหตุหลักมาจากความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและไต้หวัน ทำให้ปู่ตัดสินใจเลือกลงทุนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า และญี่ปุ่นก็เป็นตลาดหุ้นที่ปู่เลือกกระจายเงินลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

สำหรับหุ้นที่ปู่ Warren Buffett ประกาศลงทุนเพิ่ม ได้แก่ หุ้น Itochu, Marubeni, Mitsubishi, Mitsui และ Sumitomo ซึ่งมองว่า 5 หุ้นนี้จะมีอนาคตที่สดใส และทำเงินให้ได้อีกมหาศาล อย่างไรก็ตาม Berkshire Hathaway ได้เคยลงทุนในบริษัทญี่ปุ่นเหล่านี้มานานแล้ว แต่ละตัวถือสัดส่วน 5% ของจำนวนหุ้นชำระแล้วของบริษัท ก็ได้ซื้อเพิ่มเป็นสัดส่วนมากกว่า 6% ซึ่งหุ้นเหล่านี้ปู่ได้ศึกษาและเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของหุ้นญี่ปุ่นทั้ง 5 ตัวนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์ยังมองว่าญี่ปุ่นไม่โตในช่วงเวลานั้น

หากใครสนใจศึกษาการลงทุนเกี่ยวกับตลาดหุ้นญี่ปุ่น สามารถเข้าไปดูได้ใน https://blog.jittawealth.com/ นอกจากตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังมีข้อมูลการลงทุนในตลาดหุ้นอื่นที่น่าสนใจอีกมากมายให้คุณได้ศึกษาอย่างจุใจ

หุ้นญี่ปุ่นถือเป็นหุ้นเอเชียคุณภาพจากประเทศพัฒนาแล้วที่มีเสถียรภาพสูง ธุรกิจญี่ปุ่นมีความแข็งแกร่งมีธรรมาภิบาลดีขึ้นเรื่อยๆ และฐานะการเงินมี สภาพคล่องที่สูง หากจัดสรรเงินลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นดีๆ จะช่วยกระจายความเสี่ยงจาก สหรัฐฯ และยุโรปที่กำลังระส่ำระสายจากปัญหา Bank run และเศรษฐกิจชะลอตัว ในเวลานี้

อ่านมาถึงตรงนี้ ผมคิดว่า น่าจะเป็นคำตอบได้ว่าแล้วตลาดหุ้นญี่ปุ่นยัง มีปัจจัยบวกที่สนับสนุนให้ไปต่อได้ มากกว่าการเป็นเพียงแหล่งพักเงินชั่วคราวแล้ว

ผมเชื่อว่า หุ้นญี่ปุ่นเป็นตลาดหุ้นแรร์ไอเทมของโลก ที่จะสร้างการเติบโตให้พอร์ต ของคุณ เหมือนกับที่ปู่มีมุมมองที่ดีเกี่ยวกับการลงทุนในญี่ปุ่นว่า จะช่วยให้ Berkshire ขยายการเติบโตในภูมิภาคเอเชียอีกด้วย และจะไม่หยุดมองหาโอกาส ลงทุนในประเทศอื่นๆ ที่ดีในภูมิภาคนี้ด้วย

แล้วพอร์ตของคุณมีขุมทรัพย์หุ้นญี่ปุ่นติดไว้หรือยัง