Mandala AI บุกระดับโลก ตั้งเป้าเป็น Unicorn ปี 2025

2603

“เราตั้งเป้าขยายธุรกิจไป 173 ประเทศทั่วโลก และในปี 2025 บริษัทจะต้องติด Top 10 ของโลกในฝั่งของการเป็น SaaS ประเภทการบริหารจัดการข้อมูล ก้าวขึ้นสู่การเป็น Startup ระดับ Unicorn ที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ จากนั้นเราจะเตรียมเข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ Nasdaq”

ปัจจุบัน ผู้คนทั่วโลกราว 4.8 พันล้านคน ใช้โซเชียลมีเดียโดยเฉลี่ยต่อคนจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งต่อวัน ยิ่งเป็นกลุ่ม Gen Z เวลาที่ใช้กับโซเชียลมีเดียอาจสูงถึง 5-7 ชั่วโมงต่อวันรวมทุกแพลตฟอร์ม พฤติกรรมนี้ส่งให้ข้อมูลบนโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จนเกิดภาวะที่เรียกว่า “Information Overload” เพราะเวลาของผู้คนมีเท่ากันคือ 24 ชั่วโมง

สถานการณ์นี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญ และยังเป็นเหตุผลให้เทคโนโลยี AI กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจ ด้วยความสามารถในการสรุปข้อมูลปริมาณมหาศาล สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้ในเวลารวดเร็ว เราจึงเห็นการเกิดขึ้นของ Generative AI ในด้านต่างๆ จำนวนมาก ขณะที่องค์กรธุรกิจก็ทั่วโลกก็พยายามปรับใช้ เพื่อสร้างยูสเคสใหม่ๆ เพราะหากสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ โอกาสที่จะเป็นผู้ชนะก็สูงขึ้นด้วย

“เวลาที่โลกเข้าสู่ยุค AI ได้มาถึงแล้ว” นี่คือประโยคแรกที่ ดร.เอกลักษณ์ ยิ้มวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท โอเชี่ยน สกาย เน็ตเวิร์ค จำกัด บอกกับ การเงินธนาคาร แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ เรื่องราวของทายาทคนโต ตระกูลยิ้มวิไล ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะทางที่เขาเลือกเดินไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบสักเท่าไหร่ แต่ก็สู้สุดตัวเพื่อที่จะตั้งบริษัทของตัวเองขึ้นมา และวันนี้เขากำลังนำพาบริษัทนี้ไปสู่ระดับโลก เตรียมตัวเข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมก้าวเป็น Tech Startup ระดับ Unicorn ใน 2025

ปั้นไอเดียจากกระดาษ A3
ต่อยอดสู่ Tech Startup ระดับโลก

ดร.เอกลักษณ์ เริ่มให้สัมภาษณ์พิเศษว่า ตัวเขาเรียนมาทางด้าน Computer Science, Electronics, Mathematics Physics หลังจากนั้นก็เปลี่ยนสายไปเรียนด้านจิตวิทยามวลชน (Mass Psychology) เรียกง่ายๆ ว่าเป็นสื่อสายจิตวิทยา แล้วก็เรียนทฤษฎีวิพากษ์ (Critical Theory) มุ่งเน้นในสายวิชาการ ปรัชญา จากประเทศอังกฤษ

เมื่อเรียนจบก็กลับมาประเทศไทยและเริ่มงานที่ บริษัท ไตรแอดส์ เน็ทเวิคส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่ครอบครัวยิ้มวิไลถือหุ้น และได้รับสัมปทานบริหารพื้นที่โฆษณาภายในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่นี่คือสนามแรกที่เขาได้นำวิชา Mass Psychology มาใช้ ป้ายโฆษณาในยุคนั้นล้วนผ่านมือเขาทั้งสิ้น เป็นการทำงานที่แรกซึ่งกินเวลานานมากกว่า 10 ปี

และแล้วความเบื่อในสื่อประเภท Out of Home ก็มาถึง ด้วยข้อจำกัดต่างๆ ประกอบกับอายุที่ใกล้จะ 35 จึงทำให้ ดร.เอกลักษณ์ ตัดสินใจลาออก ซึ่งตอนนั้นเขายังไม่มีแผนอะไรรองรับ งานแรกที่เขาจับหลังจากการเป็นผู้บริหารคือการเป็น “พ่อค้าขายส่งอาหารสุนัข”

“ผมไม่ได้รักสุนัขหรือรักสัตว์ จริงๆ คือไม่มีงานทำ พอดีเพื่อนชวน แล้วตัวเองก็เป็นนักการตลาดคนหนึ่ง จึงตัดสินใจลองดู ทั้งอาหารสุนัข ทรายแมว พวกนี้ผมทำมาหมดแล้ว ตอนนั้นได้กำไรนิดหน่อยก็มีความสุข มาเจอน้ำท่วม แถมต้องเป็นคนทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งเอง ก็เลยตัดสินใจไปเรียนสาย MarTech เพิ่ม”

ดร.เอกลักษณ์ยอมรับว่า ตอนนั้นแทบไม่มีเงินเหลือแล้ว มีเพียงซอฟต์แวร์ตัวหนึ่ง ก็นำมาให้บริการกับลูกค้า มีสำนักงานเล็กๆ รับงาน 3,000-5,000 บาท ขณะเดียวกันก็ใช้เวลาส่วนหนึ่งคิดโปรเจ็กต์ใหม่ขึ้นมา ตั้งชื่อว่า “Mandala” โดยเริ่มจากการเป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่รวบรวมและประมวลผลข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย (Social Listening) เขาเริ่มต้นจากการเขียนไอเดียลงบนกระดาษขนาด A3 ในช่วงปี 2018 พอเขียนทุกอย่างเสร็จก็ตัดสินใจเขียน Code ด้วยตัวเองทั้งหมดเลย

“ผมตัดสินใจลุยทุกอย่างคนเดียว แม้ว่าแทบจะไม่มีเงินเหลือติดกระเป๋าแล้ว รู้แค่ว่าต้องสู้ ผมเอามอเตอร์ไซค์ Suzuki Hayabusa ของตัวเองไปขาย แล้วเอาเงินมาจ้างทีมโปรแกรมเมอร์ เพื่อสร้าง Mandala เวอร์ชั่นแรกขึ้นมา โดยที่มีความคิดตั้งแต่แรกเลยว่าจะสร้างธุรกิจนี้ให้เป็น Global Business เพราะถ้าจะทำทั้งที ขอวัดกับระดับโลกไปเลย”

ดร.เอกลักษณ์ บอกว่า หลังจากที่ได้ Mandala เวอร์ชั่นแรก ก็ค่อยๆ รวมทีมขึ้นมาได้ประมาณ 10 คน ตั้ง บริษัท โอเชี่ยน สกาย เน็ตเวิร์ค จำกัด” ขึ้นมา ใช้พื้นที่ในโกดังเล็กๆ เป็นสำนักงาน จากนั้นก็พยายามหานักลงทุนเข้ามาช่วย ซึ่งตอนที่หานักลงทุนนั้นก็ไม่ได้ราบรื่นเท่าไหร่ เอกสารพิชชิ่งถูกโยนทิ้งไปหลายรอบแต่ก็ไม่ได้ท้อ จนในปี 2019 ก็เริ่มให้บริการลูกค้ารายใหญ่รายแรก ก่อนจะเปิดตัวบริษัทอย่างไม่เป็นทางการในปี 2020

สำหรับปี 2023 เป็นปีที่ โอเชี่ยน สกาย เน็ตเวิร์ค รอคอยมานานกว่า 4 ปี และใช้โอกาสนี้ในการเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการ หลังจากได้รับเงินลงทุนจาก Angel Investor กว่า 150 ล้านบาท

สร้าง Mandala AI Ecosystem
ชู 6 โซลูชั่นการตลาด ขับเคลื่อนด้วย AI

ดร.เอกลักษณ์ กล่าวว่า การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI ทำให้ โอเชี่ยน สกาย เน็ตเวิร์ค ต้องมีการรีแบรนด์ บริษัท จากเดิมที่เป็นบริษัทด้าน Big Data ให้กลายเป็นบริษัทที่มี AI เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน เป็นที่มาของชื่อผลิตภัณฑ์หลักอย่าง Mandala ที่ถูกเพิ่มคำต่อท้ายกลายเป็น Mandala AI.

ปัจจุบัน โอเชี่ยน สกาย เน็ตเวิร์ค ถือเป็นบริษัทที่มีการบริหารข้อมูลจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นพาร์ทเนอร์กับยักษ์โซเชียลมีเดียอย่าง Meta, Instagram, WhatsApp, YouTube และ Twitter มีการบริหารข้อมูลสูงถึง 1 ร้อยล้านครั้งต่อวัน ทำให้ต้องใช้ AI เข้าไปวิเคราะห์เพื่อตอบโจทย์การความต้องการลูกค้าให้ได้มากที่สุด

ดร.เอกลักษณ์อธิบายว่า สิ่งที่ทำให้โอเชี่ยน สกาย เน็ตเวิร์ค แตกต่างจากบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ คือ การลงทุนสร้าง Mandala AI Ecosystem” ที่มีหัวใจหลักอยู่ 4 ระบบ ได้แก่

  1. Seed Engine: ระบบรวบรวม และจัดเก็บ และบริหารจัดการข้อมูล Big data ที่มีอยู่บน Social Media อาทิ Facebook, Instagram, Twitter, YouTube และอื่นๆ
  2. Paradigm Engine: ระบบ​ Machine Learning คือการเรียนรู้ชุดข้อมูล Data Processing, Modeling, Classification, และ Predictive Modeling
  3. Mandala AI Engine: ระบบวิเคราะห์ กลั่นกรอง และประมวลผลข้อมูล Big Data
  4. MandalaGPT: ระบบ AI Deep Learning หรือการเรียนรู้ข้อมูล Big Data เชิงลึกเพื่อให้ AI สามารถพัฒนาตัวเอง คัดเลือกข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง หรือสร้างสรรค์ข้อมูลได้เองจากชุดข้อมูลที่กำหนด

จากการสร้าง Mandala AI Ecosystem โอเชี่ยน สกาย เน็ตเวิร์ค ได้ต่อยอดบริการเป็น 6 โซลูชั่น ดังนี้

  1. Mandala AI SaaS Ecosystem : เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจากแพลตฟอร์มโซเชียลทั่วโลก โดยแบ่งออกเป็น 3 บริการย่อย คือ
    • Mandala Cosmos เป็นบริการฟรีที่เปิดให้ทุกคนสามารถมอนิเตอร์โซเชียลเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยรวบรวมข้อมูลที่เป็นกระแสที่สุดในทุกแพลตฟอร์มมาแสดงผลในที่เดียว
    • Mandala AI Analytic เป็นเครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลบนโซเชียลมีเดีย ให้มาแสดงผลบนหน้า Dashboard ที่เข้าใจง่าย ช่วยให้ธุรกิจสามารถเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และบริการกับคู่แข่ง เห็นความต้องการของลูกค้า
    • Nebula : เป็นบริการ Mandala AI ที่ถูกพัฒนาขึ้นสู่แพลตฟอร์มโมบายล์ เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผู้ใช้สามารถมอนิเตอร์
  1. Galaxy Insight : เป็นโซลูชั่นที่ใช้มอนิเตอร์สินค้าแบบเจาะจงตัวสินค้าและแบรนด์ เพื่อหาข้อมูล Insight ที่ดีที่สุด
  2. Mandala AI PaaS : เป็นโซลูชั่น Platform as a Service (PaaS) ที่มีการวิเคราะห์คล้ายกับโซลูชั่น Galaxy Insight แต่เป็นการยกไปทั้งแพลตฟอร์มเพื่อการขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศ
  3. Custom Enterprise Solution : เป็นโซลูชั่นสำหรับองค์กรที่ยังไม่มีความชำนาญด้านการบริหารจัดการข้อมูล โดย โอเชี่ยน สกาย เน็ตเวิร์ค จะเข้าไปดำเนินการให้ทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่พื้นฐานจนถึงมอนิเตอร์ข้อมูลจากหน้าจอ
  4. Influencer Management : โซลูชั่นที่ช่วยจัดอันดับ Influencer ในแวดวงอุตสาหกรรมต่างๆ ช่วยค้นหา วิเคราะห์ คัดเลือก และทำแคมเปญร่วม Influencer ให้ได้เหมาะสมที่สุด
  5. IOT Solution : โซลูชั่นวิเคราะห์ข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT เช่น การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้คนที่มางาน Exhibition เพื่อนำข้อมูลนี้ไปต่อยอดทำการตลาดต่อไป

รุกขยายธุรกิจ 173 ประเทศทั่วโลก
ตั้งเป้าปี 2025 ขึ้นแท่น Unicorn

ดร.เอกลักษณ์ เผยว่า ปีนี้เป็นปีที่ โอเชี่ยน สกาย เน็ตเวิร์ค มุ่งเน้นเรื่องการเติบโตอย่างมาก โดยตั้งเป้ารายได้เติบโตอยู่ที่ 200% จากปีก่อน และยังมีแผนขยายตลาดในกลุ่ม SaaS ทั้ง Mandala Cosmos และ Mandala Analytics ในประเทศไทยและต่างประเทศ มุ่งไปที่กลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ และกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาสเปน คาดว่าในปี 2026 จะสามารถขยายออกไปครอบคลุมได้ทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังมีแผนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Mandala Cosmos และMandala Analytics ให้เป็น All-in-One Platform รวมถึงมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Mandala AI Custom Enterprise Solutions ที่เป็นการออกแบบแพลตฟอร์มเฉพาะสำหรับลูกค้าระดับองค์กร หน่วยงานภาครัฐ หรือธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าโครงการเริ่มต้นที่ 6 ล้านบาท ต่อปี ตลอดจนการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ Galaxy Insights ที่เจาะลึกข้อมูลเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม ในประเทศไทย สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฮ่องกง ขณะที่ในปี 2024 จะมีการเปิดระดมทุนเพิ่มอีก 10 ล้านดอลลาร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเจรจากับนักลงทุนแล้ว

“เราตั้งเป้าขยายธุรกิจไป 173 ประเทศทั่วโลก และในปี 2025 บริษัทจะต้องติด Top 10 ของโลกในฝั่งของการเป็น SaaS ประเภทการบริหารจัดการข้อมูล ก้าวขึ้นสู่การเป็น Startup ระดับ Unicorn ที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ จากนั้นเราจะเตรียมเข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ Nasdaq”

ดร.เอกลักษณ์ เผยอีกว่า ในปี 2025 โอเชี่ยน สกาย เน็ตเวิร์ค ยังมองถึงการผันตัวไปรับบทบาท Venture Capital โดยจะใช้ชื่อว่า “Stella Empire” เน้นไปที่การปั้น Startup ให้เติบโตกลายเป็น Unicorn ไปพร้อมกัน รวมถึงมีแผนที่จะสร้างโซเชียลมีเดียในระดับภูมิภาค โดยใช้จุดแข็งจากการที่บริษัทเป็นพันธมิตรกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทำให้รู้วิธีการ อัลกอริทึ่ม ของแต่ละแพลตฟอร์มว่าทำงานอย่างไร

“การเริ่มต้นธุรกิจไม่จำเป็นจะต้องเริ่มด้วยเงิน 100 ล้าน การที่ผมสร้างธุรกิจขึ้นมาได้ทุกวันนี้ก็เริ่มจากคอมพิวเตอร์แค่ 20 เครื่อง ประกอบด้วยมือตัวเองทั้งหมด เอามอเตอร์ไซค์ไปขายเพราะไม่มีเงินซื้อเซิร์ฟเวอร์ แล้วก็ขายอาหารสุนัขประทังไปด้วย จนวันนี้เดินมาถึงจุดที่มีเซิร์ฟเวอร์ของไอบีเอ็ม ใช้บริการ AWS และกำลังตั้งเป้าสู่ระดับโลก”