ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้กระทบความเชื่อมั่นตลาดทุน

417

ธปท.เปิดรายงานระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ในระยะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ ความสามารถในการชำระหนี้ และ ความสามารถในการระดมทุนของภาคธุรกิจผ่านตลาดตราสารหนี้ จากปัญหาการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ของบางบริษัทที่ส่งผลกระทบเชิง sentiment ของนักลงทุน

รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิด รายงานเสถียรภาพระบบการเงินไทยรายไตรมาส Financial Stability Snapshot ของ Q2/66 ว่า ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้และฐานะการเงินโดยรวมของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจมีแนวโน้มปรับดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ (1) ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนและธุรกิจ โดยเฉพาะครัวเรือนบางส่วนที่ยังเปราะบางจากรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และ SMEs ที่อาจได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่ชะลอลงตามเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจส่งผลให้คุณภาพสินเชื่อบางกลุ่มมีแนวโน้มด้อยลงบ้างแต่สถาบันการเงิน (สง.) ยังคงสามารถบริหารจัดการหรือดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ได้และจะไม่นำไปสู่หนี้เสียที่เพิ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด (NPL cliff)

และ (2) ความสามารถในการระดมทุนของภาคธุรกิจผ่านตลาดตราสารหนี้จากความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ระดมทุนบางรายที่อาจสูงขึ้น โดยที่ผ่านมา ตลาดตราสารหนี้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการผิดนัดชำระหนี้ที่มีมูลค่าสูงกว่าปีก่อนและการเพิ่มขึ้นของจำนวนบริษัทที่ถูกปรับลด credit rating and outlook จึงต้องติดตามความสามารถในการระดมทุนของภาคธุรกิจผ่านตลาดตราสารหนี้ในระยะต่อไป

ภาคครัวเรือน

​แม้ว่ารายได้โดยรวมจะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ แต่ยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มเปราะบางหลังเริ่มเห็นสัญญาณการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อ โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อย ซึ่งเป็นลูกหนี้ SFIs และ non-bank ที่รายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

ภาคธุรกิจ

– ธุรกิจขนาดใหญ่มีความสามารถในการชำระหนี้และทำกำไรปรับดีขึ้นเล็กน้อยจากการส่งออกที่กลับมาฟื้นตัวในไตรมาสที่ 1 ตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะภาคการผลิต เช่น กลุ่มเหล็ก ปิโตรเคมี ที่อาจได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่ปรับลดลง รวมถึงความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และภาคก่อสร้างที่ต้องติดตามนโยบายของภาครัฐ

– SMEs ฐานะการเงินยังเปราะบางจากผลกระทบที่ได้รับช่วง COVID-19 และอาจเผชิญความเสี่ยงจากเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะภาคการผลิต เช่น กลุ่มปิโตรเคมี เหล็ก ขนส่งสินค้า ที่อาจได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่ปรับลดลง และยังต้องติดตามความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรม รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ภาคอสังหาริมทรัพย์

– ​เพื่อการอยู่อาศัย: ตลาดที่อยู่อาศัยฟื้นตัวต่อเนื่องตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจ อุปสงค์มีแนวโน้มฟื้นตัว โดยจำนวนสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่เริ่มปรับเพิ่มขึ้นจากที่ชะลอตัวในไตรมาสที่ 1 และมีการเปิดโครงการคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้น ตามรูปแบบการใช้ชีวิตที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

– เพื่อการพาณิชย์: อัตราการเช่าพื้นที่ค้าปลีกปรับดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราการเช่าพื้นที่สำนักงานทยอยปรับลดลงตามอุปทานที่สูงขึ้น แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง

ภาคธนาคารพาณิชย์และ Non-bank

– ระบบธนาคารพาณิชย์ยังสามารถสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ ผลประกอบการกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อน COVID-19 โดยระดับเงินกองทุน เงินสำรองและสภาพคล่องยังเข้มแข็ง

– ฐานะของ non-bank ขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ความสามารถในการทำกำไรบางรายมีแนวโน้มลดลงจากคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลงและการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อบัตรเครดิตที่เห็นสัญญาน NPL ปรับเพิ่มขึ้น

ภาคสหกรณ์ออมทรัพย์

สหกรณ์ออมทรัพย์ (สอ.) โดยรวมยังคงมีสภาพคล่องเพียงพอรองรับการดำเนินกิจการ อย่างไรก็ตาม ต้องติดตาม สอ. บางแห่งที่สะสมความเสี่ยงจากการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจได้รับผลกระทบรุนแรงหากราคาสินทรัพย์เสี่ยงปรับลดลง

ภาคตลาดการเงิน

ตลาดทุนมีความผันผวนเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ตลาดตราสารหนี้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากปัญหาการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ของบางบริษัทในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งส่งผลกระทบเชิง sentiment ของนักลงทุนบางกลุ่ม จึงต้องติดตามพัฒนาการในตลาดการเงินไทยอย่างใกล้ชิด

การผิดนัดชำระหนี้และการdowngrade ด้าน credit มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ภาคต่างประเทศ

 ​ด้านต่างประเทศยังคงเข้มแข็งจากเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงเพียงพอสำหรับการชำระหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดปรับดีขึ้นจากดุลบริการตามรายรับภาคการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นเป็นหลัก โดยยังมีความเสี่ยงในระยะข้างหน้าจากการส่งออกและปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ภาค Digital asset

 ​ความเสี่ยงของ digital asset ต่อระบบการเงินไทยมีแนวโน้มลดลงจากความสนใจของผู้ลงทุนและธุรกิจที่อยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ แนวโน้มความเสี่ยงในระยะข้างหน้าขึ้นกับพฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อยในภาวะที่ราคา digital asset ปรับสูงขึ้น

โดยสถาบันการเงินไทยมี exposure ต่ำ ภายใต้ digital asset related business limit ร้อยละ 3 ของเงินกองทุนกลุ่ม ตามแนวนโยบายของเกณฑ์กำกับดูแล โดยมี D-SIBs 2 ราย ประกอบธุรกิจที่ถูกกำกับภายใต้เกณฑ์ดังกล่าวและยังไม่พบว่าสง. อื่น มีความสนใจขยายธุรกิจเพิ่มเติม

ส่วนบริษัทร่วมระหว่าง Gulf และ Binance (Gulf Binance) ได้รับในอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยโดยคาดว่าจะเริมดำเนินการในช่วงไตรมาส 4 ตามแผนที่ประกาศไว้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบว่าผู้ประกอบการรายอื่นมีความสนใจขยายธุรกิจเพิ่มเติมมาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ digital asset (DA)

ความสนใจใน DA ของนักลงทุนรายย่อยทรงตัวอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวน active trading account และมูลค่าการซื้อขาย DA ของนักลงทุนบุคคลธรรมดาที่อยู่ในระดับต่ำ สอดคล้องกับ จำนวนการดาวน์โหลด application สำหรับซื้อขาย DA และจำนวนการเข้าใช้งานโดยเฉลี่ยต่อคน
ที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับพฤติกรรมในอดีต

ความสนใจใน DA ของนักลงทุนรายย่อยทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ