TU ไตรมาส 2 กำไรดำเนินงาน 1,777 ลบ. โต 8.2 % ปันผลระหว่างกาล 30 สตางค์

306

บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 มีกำไรจากการดำเนินงาน 1,777 ล้านบาท สูงขึ้นจากปีก่อนหน้า 8.2 % มีอัตรากำไรขั้นต้น 16.9 % คงที่เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แม้ว่าราคาวัตถุดิบจะมีการปรับตัวสูงขึ้น

บริษัทได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ 0.30 บาทต่อหุ้น ซึ่งจะจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 4 กันยายน 2566 เตรียมขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 21 สิงหาคม 2566 และกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลในวันที่ 22 สิงหาคม 2566

ในไตรมาส 2 ปี 2566 ไทยยูเนี่ยนมียอดขาย 34,057 ล้านบาท ลดลง 12.6 % เมื่อเทียบกับยอดขายที่แข็งแกร่งในปีก่อนหน้า เนื่องจากคู่ค้าทั่วโลกยังมีปริมาณสินค้าคงคลังที่ในระดับสูง ประกอบกับการขนส่งสินค้าปรับตัวสู่สภาวะปกติ ส่งผลให้ความต้องการสินค้าชะลอตัวลง

บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,029 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ลดลง 36.7 % เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุหลักจากการขาดทุนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและส่วนแบ่งกำไรสุทธิจาก บมจ.ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น ลดลงเป็นผลจากสัดส่วนหุ้นที่ไทยยูเนี่ยนถือครองลดลง

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TU กล่าวว่า บริษัทเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในหลายๆ ตลาดทั่วโลกในครึ่งหลังของปี 2566 และถึงแม้ว่าบริษัทต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมายในช่วงครึ่งปีแรก

ด้านงบดุลของไทยยูเนี่ยนยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง ด้วยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนของบริษัทอยู่ที่ 0.64 เท่าในไตรมาส 2 ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 1.0 เท่า ส่งผลให้สามารถจ่ายปันผลได้ คิดเป็นอัตราจ่ายการปันผลสูงถึง 70.3 % ของกำไรสุทธิ

โดยปกติไตรมาส 2 ของทุกปี ยอดขายจะสูงขึ้นเป็นปกติเนื่องจากเป็นช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่ยอดขายในยุโรปเติบโตได้ดี มีกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ยอดขายประจำไตรมาส 2 สูงขึ้น 4.3 % และกำไรสุทธิสูงขึ้น 0.7 % เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่คาดการณ์ว่าเป็นไตรมาสที่อ่อนตัวที่สุด รวมถึงกำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น 16.9 % อยู่ที่ 5,748 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยอดขายจากธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋องอยู่ที่ 17,136 ล้านบาท เติบโตขึ้น 1.3 % นับเป็นยอดขายประจำไตรมาสที่สูงที่สุดในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา ผลมาจากราคาขายที่สูงขึ้นและกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ โดยเฉพาะในทวีปยุโรป สินค้าแบรนด์ต่างๆ ภายใต้บริษัทยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคในเรื่องสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

สำหรับเรด ล็อบสเตอร์ ธุรกิจร้านอาหารทะเลระดับโลกที่ไทยยูเนี่ยนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ทำผลงานได้ดีขึ้นในไตรมาส 2 หลังจากที่แผนพลิกฟื้นธุรกิจได้ส่งสัญญาณบวก โดยมีส่วนแบ่งขาดทุนจากการดำเนินงานจำนวน 94 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 2 ของปี 2565 ตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่ 281 ล้านบาท

ในช่วงครึ่งปีหลัง ไทยยูเนี่ยนจะเดินหน้าแผนและมาตรการต่างๆ เพื่อเพิ่มระดับความสามารถในการทำกำไร โดยมุ่งบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการดำเนินงาน พร้อมลดต้นทุนในการผลิต ยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถทำผลงานได้ดีในระยะยาว

นายธีรพงศ์ กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้บริษัทได้ประกาศกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน SeaChange 2030 ที่ตั้งเป้าหมายยาวไปถึงปี 2573 เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอาหารทะเลของโลก โดยมีการจัดสรรงบประมาณ 7,200 ล้านบาท เพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมอาหารทะเลเพื่อผู้คนและโลกของเราอีกด้วย

TU แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในบ่ายวันนี้ (7 ส.ค.) ว่า คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติการจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนจำนวนไม่เกิน 116.68 ล้านหุ้น หรือ 2.45% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด โดยจะขายหุ้นในช่วงเวลา 15-23 ส.ค. 2566 นี้

ทั้งนี้ เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนตามที่ระบุไว้แล้วไม่จำหน่ายหรือจำหน่ายไม่หมด บริษัทจะดำเนินการลดทุนที่ชำระแล้ว โดยวิธีตัดหุ้นจดทะเบียนที่ซื้อคืนและยังมิได้จำหน่ายทั้งหมด ทั้งนี้เป็นไปตามกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง