“อดิศักดิ์” บิ๊ก JMART ลั่นเป้าท้าทายจะกลับมา All Time High อีกครั้งในปี 67

297

นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (JMART) เปิดเผยถึง ภาพรวมโครงสร้างกลุ่มบริษัทในครึ่งปีแรก 2566 มั่นใจยังคงแข็งแกร่ง เราให้ความสำคัญในการปรับกลยุทธ์ และแก้ปัญหา เพื่อให้ผลการดำเนินงานเดินหน้าต่อ

“หลังจากที่วิกฤติใหญ่ครั้งนี้ผ่านไป เราจะกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิมได้ พร้อมตั้งเป้าปี 2567 JMART จะกลับมาทำ All Time High ได้อีกครั้ง”

ซีอีโอกลุ่ม JMART มองแนวโน้มไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปีนี้ มั่นใจธุรกิจบริหารหนี้ภายใต้การบริหารของ JMT จะยังเป็นหัวหอกในการสร้างกำไร และเติบโตกว่าที่คิด

ขณะที่ เจมาร์ท โมบาย ในช่วงครึ่งปีหลังเป็นไฮซีซั่น ในด้านธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของ JAS ASSET จะมีการทยอยเปิดสาขาใหม่ 2 สาขา ในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 รวมทั้ง การพัฒนาโครงการใหม่ต่อเนื่อง และบุกธุรกิจด้านสุขภาพ ดูแลผู้สูงอายุ จับเมกะเทรนด์

ขณะที่สุกี้ตี๋น้อย เป็นผลผลิตที่เข้าไปลงทุนและสามารถสร้างกำไรกลับมาให้ JMART อย่างมีประสิทธิภาพ ที่มีสัดส่วนการลงทุนในสุกี้ตี๋น้อยสูงถึง 30% โดยในไตรมาส 2/2566 มีกำไร 212 ล้านบาท ครึ่งปีแรกมีกำไร 421 ล้านบาท ถือว่าเติบโตสูงและใกล้เคียงปี 2565 ที่มีกำไรราว 500 กว่าล้านบาท จึงมองสิ้นปีเป้าหมายกำไร 800 ล้านบาท ไม่ไกลเกินเอื้อม

ในเดือน ก.ค.สุกี้ตี๋น้อยมีจำนวน 48 สาขา ตั้งเป้าสิ้นปีจะมีประมาณ 60 สาขา ขยายไปยังหัวเมืองใหญ่ และการ Synergy ไปกับ JAS ASSET เพิ่มยอดขาย เพิ่มกำไร และเข้าตลาดหลักทรัพย์ด้วยมูลค่าที่ดี ซึ่งบริษัทในกลุ่มเหล่านี้ เป็น Growth Driver ให้ JMART ในครึ่งปีหลัง และน่าจะเห็นตัวเลขที่สูงขึ้น สนับสนุนกำไรส่วนใหญ่เข้ามาให้เจมาร์ทอย่างแข็งแรง

อย่างไรก็ดี ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เจมาร์ทประกาศมีผลขาดทุน 611 ล้านบาท เป็นจุดต่ำสุดของปี ได้รับผลกระทบจากการตั้งสำรองลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดในกลุ่มบริษัท SINGER พร้อมย้ำผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และยืนยันทำธุรกิจถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อต้องการเห็นคุณภาพของกลุ่มบริษัท ด้วยการบริหารงานบนหลักธรรมาภิบาลที่ดี

นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) (JMT) เปิดเผย ผลงานไตรมาส 2/2566 และครึ่งปีแรก มี 3 คีย์ไฮไลท์ คือ ผลงานเติบโตกำไรในไตรมาส 2/2566 ทุบสถิติรายไตรมาสได้อีกครั้ง

โดยมีกำไรสุทธิ 551 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.2% คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 44.1% ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 1,249.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 14.8%  สนับสนุนให้ JMT เป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้านพอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพที่ไม่มีหลักประกัน

พร้อมกับการมี Ecosystem ที่แข็งแรง ได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตรสถาบันการเงิน มีกลุ่ม KBank เป็นพาร์ทเนอร์ เพิ่มความแข็งแกร่ง

โดยครึ่งปีแรกใช้งบลงทุนซื้อหนี้ด้อยคุณภาพไปแล้ว 4,126 ล้านบาท มีพอร์ตบริหารหนี้ด้อยคุณภาพรวมอยู่ที่ 468,530 ล้านบาท (รวม JK AMC) เพิ่มขึ้นจากปลายปีที่แล้วมากกว่า 1 แสนล้านบาท

นายสุพจน์ สิริกุลภัสสร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) (J) เปิดเผย ปีนี้ตั้งเป้าทำนิวไฮ โตไม่ต่ำกว่า 30% แม้ไตรมาส 2/2566 เป็นช่วง Low Season แต่ครึ่งปีหลังคืนฟอร์มกลับสู่ภาวะปกติ จากอัตราพื้นที่เช่าโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อยู่ในระดับสูงกว่า 90%

รวมถึงการเปิดศูนย์การค้าใหม่ที่ Jas Green Village บางบัวทอง (วัดลาดปลาดุก) ที่คาดจะเปิดไตรมาส 3/2566 และ Jas Green Village รามคำแหง ที่จะเปิดในช่วงเร็วๆ นี้

ทั้ง 2 โครงการรูปแบบมิกซ์ยูส หวังสร้างรายได้ระยะยาว สนับสนุนเจเอเอส แอสเซ็ท มี 7 โครงการในสิ้นปี และอยู่ระหว่างพัฒนาที่ดิน ตอกเสาเข็มที่โครงการประเวศน์ คาดเปิดในไตรมาส 2/2567 พร้อมกับแผนบุกโครงการศูนย์การค้าชุมชนในหัวเมืองต่างจังหวัด อย่างขอนแก่น ซึ่งจะเป็นมิกซ์ยูสห้างและโรงแรม เป็นแผนการขยายศูนย์การค้าในปี 2567 – 2568 ต่อไป

นายธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด (JVC) เปิดเผยว่า JVC เริ่มสร้างกำไรกลับมาต่อเนื่อง โดยในงวดครึ่งปีแรก 2566 ทำได้ที่ 25.24 ล้านบาท จากเป้าทั้งปี 28 ล้านบาท

และมีการพัฒนาโปรเจกต์ใหม่ๆ มีการพัฒนา JFIN Chain และแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่ลงทุนสร้างขึ้นมา เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการทรานฟอร์มกลุ่มบริษัทเจมาร์ทในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น อาทิ การสนับสนุนธุรกิจ JMT ในการทำแพลตฟอร์มชำระเงิน รวมทั้ง เทคโนโลยีที่เข้าไปเสริมโครงการบ้านผู้สูงอายุของ JAS ASSET

นอกจากนี้ใช้ NFT กับสุกี้ ตี๋น้อย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สร้างพลัง Digital Synergy และเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการเดินหน้าผลักดันให้ JMART มุ่งสู่ Virtual Banking เป็นอีกอนาคตใหม่ของเจมาร์ท สอดรับไปกับแผนของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะประกาศออกมา

นายดุสิต สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด เปิดเผย ภาพรวมธุรกิจครึ่งปีหลัง จะเติบโตกว่าครึ่งปีแรก จากช่วงไฮซีซั่นสินค้าใหม่เปิดตัว โดยเฉพาะกลุ่มสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงที่คาดจะออกมากระตุ้นกำลังซื้อในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปีนี้

นายนราธิป วิรุฬห์ชาตะพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) (SINGER) เปิดเผย ภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 2/2566 มาจากลูกหนี้ที่เข้าโครงการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

เริ่มทยอยสิ้นสุดการได้รับความช่วยเหลือ ทำให้บริษัทตั้งสำรองหนี้ด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นในบริษัทย่อย คือ บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (SGC)

รวมถึงการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือ โดยเฉพาะตู้น้ำมัน ทำให้ SINGER ขาดทุนสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 2,396 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวม 796 ล้านบาท และส่งผลให้ครึ่งแรกปี 2566 กลุ่มบริษัทฯ มีขาดทุนสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 3,239 ล้านบาท จากยอดขายที่ลดลงเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2566

พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหา เดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กร และควบคุมการอนุมัติสินเชื่ออย่างรอบคอบ และรัดกุมมากขึ้น คาดในไตรมาส 3/2566 ลดค่าใช้จ่ายในการบริหารได้ 30% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2566 จากนี้จะเดินหน้าแก้ปัญหาสินค้าคงคลัง นำมาบริหารจัดการเพื่อสร้างรายได้ โดยเฉพาะ “ตู้น้ำมันหยอดเหรียญ”

นายอโณทัย ศรีเตียเพ็ชร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (SGC) บริษัทในกลุ่ม SINGER เปิดเผยภาพรวมไตรมาส 2/2566 บริษัทยังคงความสามารถในการสร้างรายได้ในระดับที่ดี โดยมีรายได้รวม 551 ล้านบาท และงวด 6 เดือนแรกมีรายได้รวม 1,209 ล้านบาท หลักๆ มาจากรายได้ดอกเบี้ยรับจากสัญญาเช่าซื้อและเงินให้กู้ยืมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

บริษัทได้มุ่งเน้นการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่องและมีการพิจารณาสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างระมัดระวังเพื่อรองรับคุณภาพของสินเชื่อภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงฟื้นตัวเฉพาะส่วน

อย่างไรก็ดี บริษัทมีการ Write-off ลูกหนี้ที่คาดว่าจะเก็บเงินไม่ได้ ประมาณ 917 ล้านบาทในไตรมาส 2/2566 และตั้งสำรอง ECL เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบใหญ่ในไตรมาสหน้า ส่งผลให้ SGC มีผลขาดทุนสุทธิในไตรมาส 2/2566 ที่ 1,919 ล้านบาท และรอบ 6 เดือนปี 2566 มีผลขาดทุนสุทธิ 2,287 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามเพื่อสร้างฐานการเติบโตอย่างมีคุณภาพ บริษัทพิจารณาการปล่อยสินเชื่ออย่างรัดกุม โดย ณ สิ้นงวดไตรมาส 2/2566 สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ประมาณ 3,200 ล้านบาท โฟกัสสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ (C4C) สนับสนุนให้มูลค่าของพอร์ตสินเชื่อรวมอยู่ที่ 13,778 ล้านบาท

โดยแบ่งเป็น สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ (C4C) ภายใต้แบรนด์รถทำเงิน 10,302 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 75% และมีสินเชื่อเช่าซื้อ 3,022 ล้านบาท หรือคิดเป็น 22% และอื่นๆ 454 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3% ของพอร์ตสินเชื่อรวม

คาดในครึ่งปีหลังทิศทางดีขึ้นต่อเนื่อง และนอกจากการควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้ว ยังสนใจสินเชื่อผ่อนทอง CLICK2GOLD และการ Synergy ร่วมกับบริษัทในกลุ่มเจมาร์ท อีกด้วย