มาตรการพักหนี้ – นโยบาย Digital Wallet ธปท.มองอย่างไร?

572

เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2566 ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงาน BOT Digital Finance Conference 2023 ภายหลังจากที่เดินทางเข้าพบ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่า เป็นโจทย์ของนโยบายที่จะดำเนินให้ภาพรวมกลับมาเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งธปท.ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพในหลายมิติ โดยเรื่องหนึ่งที่ให้ความเป็นห่วงคือ เสถียรภาพการคลัง เพราะมีตัวอย่างให้เห็นแล้วเช่น ในสหรัฐฯที่ถูกลดอันดับเรตติ้ง เพราะไม่ได้ใส่ใจเพียงพอในเรื่องเสถียรภาพการคลัง ทั้งนี้เสถียรภาพการคลังเป็นโจทย์จำเป็นเช่นเดียวกับเสถียรภาพทุกด้าน ซึ่งเหตุผลที่ธปท.ดำเนินนโยบายมุ่งรักษาเสถียรภาพมาต่อเนื่อง

ส่วนประเด็นมุมมองต่อนโยบายของรัฐบาลนั้น ในส่วนนโยบายพักหนี้ ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ต้องขึ้นอยู่กับรูปแบบที่จะทำ ซึ่งเรื่องของการพักหนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ธปท.ยังคงมีมุมมองเดิมว่า ควรเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีแต่ไม่ใช่เครื่องมือหลักที่จะใช้ และไม่คิดว่าการพักหนี้อย่างเป็นวงกว้างจะเหมาะสม ซึ่งได้เสนอความเป็นห่วงเรื่องนี้กับทางรัฐบาลไปแล้ว

โดยเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับการพักหนี้ในวงกว้าง เพราะเป็นมาตรการที่เหมาะกับใช้เป็นการชั่วคราว เช่น ในช่วงโควิด 19 ที่มีคนถูกกระทบในวงกว้างก็เหมาะที่จะใช้มาตรการพักหนี้ หลังจากนั้นก็พยายามถอยออกเพราะการพักหนี้นานไปไม่ดี มาตรการพักหนี้เหมาะกับคนที่มีศักยภาพอยู่แล้วแต่เจอสถานการณ์ชั่วคราวแล้วมีปัญหา หากพักให้แล้วกลับมาได้ก็อาจจะเหมาะกว่า

ทั้งนี้ผลข้างเคียงของวิธีพักหนี้จะมีเยอะ เช่นหนี้เกษตรกร บางกลุ่มมีศักยภาพอยู่ก็ต้องหาวิธีที่จะทำให้ปิดจบหนี้ให้ได้ แต่หนี้เกษตรบางกลุ่มที่มีจำนวนไม่น้อยเป็นหนี้เรื้อรังปิดจบยาก ลูกหนี้อายุเยอะแล้วก็ยังปิดไม่ได้ กลุ่มนี้พักไปก็ไม่สามารถช่วยได้ทำให้จบหนี้ยาก ซึ่งเป็นเหตุผลให้ธปท.พยายามส่งเสริมให้มีการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ รวมถึงแก้ปัญหาหนี้เรื้อรังเพื่อให้จบหนี้ได้

“มาตรการพักหนี้ถูกนำมาใช้ 14 ครั้งในรอบ 8 ปี แต่ผลที่ออกมาก็ค่อนข้างชัดว่าไม่ได้ดีขนาดนั้น มีลูกหนี้ 70% ที่พักหนี้กลายเป็นมีหนี้มากกว่าเดิม คนที่เข้าโครงการพักหนี้มีโอกาสเป็นเอ็นพีแอลสูงก็มีค่อนข้างเยอะ การพักหนี้เป็นเครื่องมือที่อยู่ในกล่องเครื่องมือของเราแต่ไม่ใช่เครื่องมือหลักที่จะใช้ และไม่ควรใช้ในวงกว้าง สิ่งที่อยากให้ทำคืออยากแก้ปัญหาหนี้ให้จบ การพักหนี้อาจจะไม่ได้แก้ปัญหาให้พวกเขา”

ขณะที่นโยบาย Digital Wallet นั้น หากมองภาพรวมของบริบทเศรษฐกิจตอนนี้ตัวเลขโดยรวมไม่สวยนัก จีดีพี 1.8 % ต่ำว่าที่คาดในไตรมาส 2 แต่ถ้าดูที่มาของการเติบโตทางเศรษฐกิจพบว่าการบริโภคฟื้นตัวได้ค่อนข้างดีทั้งในไตรมาส 2 และไตรมาส 1 ดังนั้น สิ่งที่เศรษฐกิจไทยขาดจริงๆอาจจะไม่ใช่การบริโภค แต่เป็นหมวดอื่นๆมากกว่า โดยเฉพาะการลงทุน

“นโยบายที่จะทำรูปแบบเฉพาะกลุ่มน่าจะเป็นสิ่งที่ประหยัดงบประมาณได้มากกว่ากัน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะ Need เงินหมื่นบาท”

ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวอีกว่า การทำนโยบายต่างๆต้องฉายภาพระยะปานกลางให้ชัด ว่าหากทำมาตรการแล้วภาพรวมของรายจ่าย ภาพรวมของหนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องวินัยการคลังว่าอยู่ในกรอบ เพราะมีให้เห็นในอังกฤษที่เคยจะใช้มาตรการทางภาษีแต่ไม่ชัดเจนในเรื่องงบประมาณ จนทำให้กระทบความเชื่อมั่น ซึ่งธปท.ได้ให้ข้อมูลไปแล้วและทางรัฐบาลก็รับฟัง แต่ท้ายสุดเรื่องของนโยบายจะเป็นอย่างไรก็คงขึ้นอยู่กับฝั่งรัฐบาล

ในเรื่องของรูปแบบนโยบายนั้นต้องรอความชัดเจน หากเป็นรูปแบบเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นเรื่องที่ธปท.ให้ความเป็นห่วงเรื่องการเป็น Means of Payment เพราะไม่สนับสนุนให้ Digital Asset เป็นตัวกลางในการชำระเงิน เนื่องจากเป็นการเข้ามากระทบต่อเสถียรภาพด้านระบบชำระเงิน ซึ่งนโยบายดังกล่าวรูปแบบยังไม่ชัดเจน หรือหากเป็น e Money คือระบบในปัจจุบันอยู่แล้ว แต่ก็อาจจะมีผลต่อเงินเฟ้อหรือผลกระทบการคลัง ซึ่งผลจานโยบายจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบที่จะออกมาที่ยังต้องรอดู

“ธปท.ขอยืนยันว่า CBDC ไม่สามารถใช้กับนโยบายนี้ เพราะ CDBC เป็น Pilot to Learn ไม่ได้ Pilot to lunch ยังไม่พร้อมที่จะใช้ในวงเงินจำนวนมากได้”