บิ๊กอสังหาไทย เปิด 3 เทรนด์ เวลเนส เรซิเดนท์-อาคารประหยัดพลังงาน-คอนโดเลี้ยงสัตว์ มาแรง

343

ดร.วิทยา สินทราพรรณทร ผู้อำนวยการอาวุโสสายการตลาด บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC เปิดเผยในงานสัมมนา PROP2Talk ส่องเทรนด์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาแรง ว่า เวลเนส เรียลเอสเตท (Wellness Residence) เป็นตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้อีกมากในอนาคต

จากปัจจัยหลัก คือ จำนวนประชากรสูงวัยในสังคมเพิ่มสูงขึ้นใกล้แตะ 70 ล้านคน และผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพในเชิงป้องกันมากกว่าการรักษา ส่งผลให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยยุคใหม่มุ่งตอบโจทย์ด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมมากขึ้น

สูงวัย หนุนอสังหาเวลเนส

ดร.วิทยา กล่าวต่อไปว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตลาดในเซ็กเมนต์นี้เติบโตมาก และไม่ได้จำกัดอยู่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ขยายไปในหลายพื้นที่รอบนอก โดยเฉพาะโรงพยาบาลหลายแห่งหันมาพัฒนาโครงการ Wellness Residence กันมากขึ้นในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งบ้านวัยเกษียณที่เปิดรองรับกลุ่มสูงวัย อายุ 40-60 ปีขึ้นไป

โดยความน่าสนใจของตลาดเซ็กเมนต์นี้ยังอยู่ที่มูลค่าตลาด โดยรายงานของ Global Wellness Real Estate Market คาดการณ์ถึงมูลค่าตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพทั่วโลก จะเติบโตสูงถึง 575.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 2565-2570 จากปี 2560 ที่ผ่านมาตลาดมีมูลค่าแค่ 136.23 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น

ทั้งนี้แนวทางที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์สามารถพัฒนาโครงการเพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนรักสุขภาพ และกลุ่มคนสูงวัย ได้แก่ บ้านที่ตั้งอยู่ในทำเลขอบเมือง เช่น เขาใหญ่ หัวหิน จะเป็นที่ต้องการมากขึ้น ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ดี ปลูกต้นไม้จำนนมาก เพื่ออากาศที่บริสุทธ์ส่งผลต่อสุขภาวะที่ดี

นอกจากนี้ ยังมีในเรื่องของสังคมแวดล้อมในโครงการ หรือคอมมูนิตี้ (Community) ต้องมีกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การจัดแข่งขันกีฬา เล่นเกม เพ้นท์รูป และสนับสนุนการทำงานของอวัยวะที่มีโอกาสเสื่อมสภาพลง เช่น โรคอัลไซเมอร์

“ที่ผ่านมามีโครงการคอนโดมิเนียมที่หันมาทำในเรื่องของการวางระบบโฮมออโตเมชั่น การออกแบบแสงไฟภายในห้องให้เอื้อต่อการใช้ชีวิต การเลือกวัสดุจากธรรมชาติ (Green Material) ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้รวมเป็นเวลเนสทั้งสิ้น และเป็นจุดที่ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ นำมาใช้สร้างจุดเด่นให้กับโครงการ”

รุ่นใหม่ไม่มีลูก ดันเทรนด์คอนโดเลี้ยงสัตว์มาแรง

นายสมสกุล แสงสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานออกแบบผลิตภัณฑ์ และกรรมการบริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดเพ็ท คอนโดมิเนียม ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการเปิดตัวมากถึง 35-40 โครงการ ประมาณ 8,000 ยูนิต ในจำนวนนี้เป็นโครงการจากออริจิ้นมากถึง16 โครงการ ประมาณ 3,800 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40% ของตลาดในเซ็กเมนต์นี้ และในปีหน้าเตรียมพัฒนาโครงการใหม่เพิ่มอีก 8-9 โครงการ ประมาณ 1,600 ยูนิต

โดยคาดการณ์ว่าในปี 2567 ตลาดคอนโดฯเลี้ยงสัตว์ได้จะเติบโตได้อีกมาก หลังจากมูลค่าตลาดธุรกิจสัตว์เลี้ยง มีมูลค่าสูงถึง 34,000 ล้านบาทในปี 2562 ขยายตัวเพิ่มเป็น 50,000 ล้านบาทในปี 2565 และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มเป็น 55,000 ล้านบาทในปี 2566 นี้

โดยเฉพาะการเลี้ยงสุนัขและแมวของครอบครัวคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นทั่วโลก ขณะที่ในประเทศไทยช่วงปี 2562-2565  มีอัตราการเติบโตของจำนวนสุนัข และแมวที่มีเจ้าของอยู่ที่ 24% แบ่งเป็นแมวมีอัตราการเติบโตกว่า 38% และสุนัขเติบโต 18%

การเติบโตดังกล่าวมาจากพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป โดยมีกลุ่มคนที่เรียกว่า Sinks (Single Income No Kid) หรือคนที่ใช้ชีวิตโสด มีความเหงา ต้องการมีสัตว์เลี้ยงไว้เป็นเพื่อน Dinks (Double Income No Kid) คนที่แต่งงานแล้วมีรายได้ทั้งคู่แต่ไม่มีลูก

รวมถึงกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งทั้งหมดเป็นรูปแบบครอบครัวที่มีขนาดเล็กลง และมีสัตว์เลี้ยงไว้เป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่เลี้ยงไว้เหมือนเป็นลูก รองลงมาเป็นการเลี้ยงสัตว์เพื่อแสดงสถานะทางสังคม และกลุ่มที่ให้ความช่วยเหลือดูแล

“คนรุ่นใหม่มองว่าสัตว์เลี้ยงเป็นมนุษย์มากขึ้น หรือ Pet Humanization และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว ซึ่งไม่ใช่แค่คอนโดฯเลี้ยงสัตว์ได้เท่านั้นที่เป็นกระแส แต่ยังรวมถึงโอกาสของธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอาหารสัตว์เลี้ยงคาเฟ่น้องหมา น้องแมว ที่เกิดจากความต้องการของคนที่ใช้ชีวิตเหงาและโดดเดี่ยวในเมืองแต่ไม่พร้อมเลี้ยงไว้ในบ้าน หรือคนอยู่คอนโดฯที่ไม่อนุญาตให้เลี้ยงได้”

ดังนั้น แนวทางการพัฒนาคอนโดฯที่เลี้ยงสัตว์ได้ ผู้ประกอบการต้องศึกษาและทำความเข้าใจเสมือนเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว

โดยคำนึงถึง Pet wellness โครงสร้างและกายภาพ ทำอย่างไรให้ดำเนินชีวิตได้อย่างแข็งแรง ด้านอารมณ์และจิตใจ สีที่นำมาใช้ในการออกแบบโครงการ สภาพแวดล้อม โภชนาการและเคมีภัณฑ์ เช่น การมีเครื่องฟอกอากาศ ราวระเบียงกันตก ปลั๊กที่ต้องเพิ่มจำนวนเพื่อความสะดวกในการใช้งาน อุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องให้อาหารอัตโนมัติ สุขภัณฑ์ ขณะที่พื้นห้องควรทำความสะอาดได้ง่าย

อาคารอนุรักษ์พลังงาน เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ธุรกิจที่มีความสำคัญอย่างมากต่อผู้บริโภค และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

นายเทพฤทธิ์ ทิพย์ชัชวาลวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอรัล ไลฟ์ จำกัด กล่าวว่า อาคารประหยัดพลังงานมีความสำคัญที่ส่งผลต่อคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่โลกต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (Climate Change) ที่เป็นผลมาจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา

ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ นับเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีส่วนในการปล่อยคาร์บอนสูงถึง 40% จากการก่อสร้าง และการใช้อาคาร 

โดยระบบควบคุมอาคารทำงานด้วย Digital twin คือ ข้อมูลทางกายภาพของอาคารที่ใส่ข้อมูลทั้งหมดไปไว้ในโลกดิจิทัล ทั้งค่าฝุ่น PM2.5 การใช้งานลิฟต์โดยสาย ระบบคุมไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ การป้องกันอัคคีภัย และทุกอย่างในอาคาร จะแสดงไว้บนแดชบอร์ด (Dashboard) ทำให้บริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่าง อาคารทั่วไปมีความต้องการใช้พลังงาน 100% ขณะที่อาคารประหยัดพลังงานที่บริษัทฯ ออกแบบ สามารถลดความต้องการในการใช้พลังงานลง โดยใช้เพียง 30% เท่านั้น หากลงรายละเอียดจะพบว่าอาคารทั่วไปใช้ 800-1,200 บีทียู/ตารางเมตร

ส่วนอาคารที่บริษัทออกแบบใช้เพียง 100-250 บีทียู/ตารางเมตร ประหยัดพลังงานได้ถึง 70%  โดยอาคารสำนักงาน 5 ชั้นของบริษัท Coral สุขุมวิท 39 มีพื้นที่ 3,000 ตารางเมตร ออกแบบให้ใช้งาน 500,000 BTU ทำให้มีค่าไฟฟ้าเพียง 88,000 บาทต่อเดือน สามารถประหยัดพลังงานได้มากถึง 80% เมื่อเทียบกับอาคารทั่วไปที่ใช้ 3,000,000 BTU และมีค่าไฟฟ้าสูงถึง 500,000 บาทต่อเดือน

ส่วนของบ้านเดี่ยว พื้นที่ใช้สอย 200 ตารางเมตร ปกติใช้งานอยู่ที่ 100,000 BTU จากการออกแบบระบบทำให้สามารถลดการใช้งานลงเหลือเพียง 10,000 BTU เท่านั้น ทั้งที่ยังเปิดแอร์ตลอดวัน และมียอดการใช้ไฟฟ้าเพียง 2,000 บาทต่อเดือน