สังเกตสัญญาณเตือนภัย จากงบการเงิน

ความเสี่ยงที่ผู้บริหารควรตระหนักไว้เสมอก็คือ หากมุ่งเน้นในการสร้างการเติบโตของธุรกิจมากเกินไปหรือเร่งเกินไป โดยไม่ได้มีกลยุทธ์การบริหารการเงินที่เหมาะสมและระมัดระวัง ในที่สุดก็อาจจะเผชิญกับปัญหาทางการเงิน ซึ่งอาจจะทำให้ธุรกิจหยุดชะงักหรือล้มเหลวได้

ฉะนั้น ทักษะในการวิเคราะห์และการใช้ข้อมูลจากงบการเงินจึงจำเป็นสำหรับผู้บริหาร เพื่อจะได้เข้าใจถึงผลลัพธ์ทางการเงิน ว่าเชื่อมโยงกับกิจกรรมด้านปฏิบัติการต่างๆ อย่างไร และจะได้นำสิ่งที่เรียนรู้ไปปรับกลยุทธ์ในการบริหารธุรกิจให้มีความมั่นคงทางการเงิน

เป้าหมายในการวิเคราะห์คือการสังเกตสัญญาณเตือนภัยจากงบการเงินแต่ละประเภท และค้นหาคำตอบที่สำคัญ เช่น

  1. ความแตกต่างระหว่างกำไรทางบัญชี และกระแสเงินสดสุทธิ เกิดจากอะไรบ้าง
  2. กลยุทธ์การบริหารกำไร และบริหารกระแสเงินสด ของกิจการมีประสิทธิภาพหรือไม่
  3. สินทรัพย์ของกิจการมีคุณภาพในการสร้างกระแสเงินสดหรือไม่
  4. กิจการสามารถชำระภาระดอกเบี้ยและหนี้ที่ครบกำหนดได้อย่างไร

สัญญาณเตือนภัยจากงบกำไรขาดทุน

  1. รายได้หลักของธุรกิจมีแนวโน้มลดลง หรือไม่สม่ำเสมอ
  2. กิจการมีต้นทุนคงที่สูง
  3. อัตรากำไรขั้นต้นต่ำ หรือติดลบ (Gross Profit Margin) แสดงว่า ต้นทุนสินค้าขายสูงขึ้น แต่ไม่สามารถขึ้นราคาขาย เพื่อรักษาอัตรากำไรไว้ได้
  4. EBITDA เป็นบวก แต่อัตรากำไรสุทธิต่ำหรือขาดทุน (Net Profit Margin) แสดงว่า กิจการสร้างกำไรจากสินทรัพย์ได้ไม่คุ้มกับค่าเสื่อมราคา/ค่าตัดจำหน่าย ขณะเดียวกัน กำไรจากการดำเนินงานก็ต่ำเกินไปที่จะแบกรับต้นทุนทางการเงินจากการก่อหนี้ (EBITDA คือกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย)

สัญญาณเตือนภัยจากงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล)

  1. อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสูง มีความเสี่ยงในกรณีที่สินทรัพย์ไม่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทันกำหนดที่ต้องชำระหนี้ หรือชำระหนี้ไม่ได้เพราะหนี้สูงเกินไป
  2. มีสินทรัพย์หมุนเวียน ต่ำกว่า หนี้สินหมุนเวียน หรือ อัตราส่วนทุนหมุนเวียนต่ำกว่า 1 บ่งชี้ถึงปัญหาสภาพคล่อง นั่นคือกิจการอาจจะไม่สามารถชำระหนี้ระยะสั้นที่ครบกำหนดได้ เนื่องจากมีสินทรัพย์ที่แปลงเป็นเงินสดได้เร็วไม่เพียงพอ
  3. การบริหารเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ไม่มีประสิทธิภาพ เห็นได้จาก มีลูกหนี้การค้าค้างชำระนาน มีสินค้าคงเหลือมากเกินไปหรือหมุนเวียนช้ากินไป ในส่วนของเจ้าหนี้การค้า ก็ไม่สามารถต่อรองเครดิตการชำระหนี้ให้ยาวขึ้นได้ กิจการจึงต้องกู้ยืมระยะสั้นเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
  4. อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ต่ำ (Return on Assets – ROA) แสดงว่าสินทรัพย์ของกิจการ ไม่สามารถสร้างรายได้และผลกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือมีสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดกระแสเงินสดแต่มีแนวโน้มจะด้อยค่าในอนาคต

สัญญาณเตือนภัยจากงบกระแสเงินสด

งบกระแสเงินสด มาจากการกระทบยอดให้เห็นผลต่างระหว่างกำไรทางบัญชี และกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน นอกจากนั้น ก็แสดงรายละเอียดของเงินสดที่ได้มาและจ่ายไปของกิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน ในภาพรวมแล้วทำให้รู้ว่ากิจการมีเงินสดสุทธิเพิ่มขึ้นหรือลดลงเพราะอะไร และเข้าใจกลยุทธ์การบริหารกระแสเงินสดระหว่างงวดด้วย

  1. มีกำไรทางบัญชี แต่กระแสเงินสดดำเนินงานต่ำกว่าหรือติดลบ สะท้อนว่า มีรายได้ที่ไม่ใช่เงินสดมาก และการบริหารเงินทุนหมุนเวียนไม่มีประสิทธิภาพ
  2. กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน ไม่เพียงพอต่อการใช้เพื่อซื้อสินทรัพย์ทดแทน การชำระหนี้ที่ครบกำหนด และการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ทำให้ต้องพึ่งพาการกู้ยืมที่ผิดวัตถุประสงค์
  3. กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน ไม่สอดคล้องกัน เช่น การลงทุนระยะยาวควรจะใช้แหล่งเงินกู้ระยะยาว หรือการเพิ่มทุน แทนที่จะจัดหาจากเงินกู้ยืมระยะสั้น ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องในภายหลัง
  4. กิจการจำเป็นต้องก่อหนี้ก้อนใหม่เพื่อชำระหนี้ก้อนเก่า มิฉะนั้น ก็ไม่มีกระแสเงินสดที่จะชำระหนี้ได้ ในภาวะที่กิจการมีสัญญาณปัญหาทางการเงิน การก่อหนี้ใหม่อาจจะทำได้ยาก

การสังเกตสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญดังกล่าว คงจะช่วยให้ผู้บริหารกิจการ หรือผู้ลงทุน เข้าใจความเสี่ยงทางการเงินได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และสามารถหามาตรการแก้ไขที่เหมาะสมได้อย่างทันท่วงที