เจาะกลยุทธ์ด้าน AI ของหุ้น Big Tech ทั้ง 7

1316

การมาของเทคโนโลยีเอไอทำให้กลายเป็นยุทธศาสตร์หลักของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ต่างต้องวางกลยุทธ์ของตัวเองเข้าสู่เทคโนโลยีดังกล่าว เรามาดูกันว่าหุ้น Big Tech อย่าง Microsoft Alphabet Meta Amazon Nvidia รวมถึง Apple และ Tesla มีกลยุทธ์ธุรกิจด้านเอไอในแนวทางใด

เริ่มที่ Microsoft นอกจากจะเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท OpenAI เจ้าของ  ChatGPT แล้วยังได้นำเอไอเข้ามาเพิ่มความน่าสนใจให้กับโปรดักต์ของตัวเองอย่างเช่น Copilot ราคา 30 ดอลลาร์ต่อเดือนสำหรับบริการ Microsoft 365 และบริษัทก็กำลังมุ่งขายบริการคลาวด์คอมพิวติ้งที่บริษัทอื่นจะใช้เพื่อสร้างบริการ AI

ก่อนหน้านี้ Microsoft ได้นำเอไอมาพัฒนาความสามารถของ Bing และ  Edge ให้มีความน่าใช้งานมากขึ้นแต่ไม่ได้เก็บค่าบริการแต่อย่างไร แต่ทำเพื่อเพิ่มมาร์เกตแชร์ของ Search Engine และ Web Browser ให้สามารถขึ้นมาแข่งขันกับ Google ได้

โดยรวมแล้ว Microsoft มีความชัดเจนในการนำเอไอมาใช้เพิ่มรายได้ในส่วนของซอฟท์แวร์ทั้งแบบ B2B  และ B2C รวมถึงส่วนแบ่งรายได้ที่มาจากบริษัท OpenAI

ทางฝั่ง Alphabet ได้รุกกลับ Microsoft ด้วยการพัฒนาเอไอของตัวเองในชื่อ Bard และกำลังนำเอไอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโปรดักต์ต่างๆที่มีอยู่เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ อย่างไรก็ตามถึงตอนนี้ Alphabet ยังไม่มีโปรดักต์ที่เก็บค่าบริการเพิ่มเติมจึงยังไม่มีความชัดเจนในการสร้างรายได้จากเอไอ แต่จะเป็นการได้ผลประโยชน์ทางอ้อมจากธุรกิจคลาวด์และโฆษณาที่เป็นรายได้หลักแทน

ด้าน Meta กำลังลงทุนในเอไออย่างหนักแทนที่เมตาเวิร์ส นอกเหนือจากการพัฒนาโมเดลภาษาของตัวเอง ล่าสุดได้เปิดตัว Meta AI ที่เป็นผู้ช่วยในการสนทนาที่สามารถใช้ได้ใน WhatsApp, Messenger และ Instagram เพื่อส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์และสร้างภาพที่เหมือนจริงจากข้อความที่ผู้ใช้ใส่เข้าไป

Meta ได้ร่วมงานกับ Bing search ของ Microsoft เพื่อส่งข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต Meta จะเพิ่ม chatbots อีก 28 รูปแบบ ที่จะมีบุคลิกภาพของคนดัง เช่น Bear Grylls, Chloe Kim และ Josh Richards ฯลฯ

บริษัทยังได้ประกาศ Meta AI Studio ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนาในการสร้าง chatbots ที่กำหนดเอง นในรุ่นเบต้าในสหรัฐฯ เริ่มต้นในวันพุธนี้

Meta ยังเปิดเผยเครื่องมือใหม่เพื่อสร้างสติกเกอร์ AI โดยใช้ Llama 2 และโมเดลการสร้างภาพของ บริษัท Emu โดยอิงตามคำแนะนำจากผู้ใช้ คุณลักษณะนี้จะถูกเปิดให้ใช้งานกับผู้ใช้ภาษาอังกฤษบางส่วนในช่วงเดือนถัดไปใน WhatsApp, Messenger, Instagram และ Facebook Stories แต่ในภาพรวม Meta ยังไม่มีโมเดลในการสร้างรายได้จากเอไอ

ขณะที่ Amazon ได้วางยุทธศาสตร์ที่จะเป็น AI As A Service โดยอาศัยจุดแข็งของการมี AWS ซึ่งเป็น Cloud Service ที่มีผู้ใช้งานทั่วโลกสูงที่สุดในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานให้กับนักพัฒนาเอไอและเก็บรายได้จากค่าบริการ

ล่าสุด Amazon ประกาศว่าจะลงทุนสูงสุด 4 พันล้านดอลลาร์ใน Anthropic บริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ เจ้าของแพลตฟอร์ม Claude ซึ่งเป็นแชทบอทเอไอแบบเดียวกับ ChatGPT  จากสองกลยุทธ์นี้ทำให้ Amazon มีความน่าสนใจในด้านการเพิ่มรายได้จากเอไอขึ้นมาเทียบเคียงกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซและคลาวด์

บริษัทที่ถูกจับตาว่าได้รับประโยชน์จากกระแสเอไอมากที่สุดและมีผลต่อรายได้โดยตรงนั่นคือ Nvidia ซึ่งเป็นผู้ผลิต GPU สำหรับประมวลผลด้านเอไออย่างรุ่น AI A100 และ H100 นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากธุรกิจ Data Center ที่จะเข้าไปรับงานจากบริษัทผู้พัฒนาเอไอในการเป็นผู้ประมวลผล รวมๆแล้วถือว่าเอไอสามารถสร้างรายได้โดยตรงให้กับ Nvidia

ขณะที่ Tesla แม้จะยังไม่มีโปรดักต์ที่เกี่ยวกับเอไอโดยตรงแต่บริษัทฯได้มีการลงทุนในซูเปอร์คอมพิวเตอร์ชื่อ Dojo ซึ่งเป็นเครือข่ายเทคโนโลยีเอไอของ Tesla ซึ่งออกแบบมาเป็นหลักเพื่อฝึกฝนรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติโดยใช้ข้อมูลวิดีโอ ช่วยให้ Tesla สามารถขยายตัวได้ไกลเกินกว่าการขายรถยนต์ปกติ และกลายเป็นผู้เล่นหลักในตลาด Software As A Service ที่มีกำไร

Elon Musk บอกกับนักลงทุนในเดือนกรกฎาคมว่า Tesla จะใช้จ่ายมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในการพัฒนา Dojo ช่วงปีหน้า ต้องมาจับตาดูกันว่าจะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทฯได้เพียงใด

สุดท้ายคือ Apple แม้ว่าจะเงียบที่สุดในด้านเกี่ยวกับเอไอ แต่ Bloomberg  ได้รายงานว่าบริษัทฯเตรียมงบลงทุนด้านเอไอไว้ 1,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อนำมาใช้กับทุกโปรดักต์ของบริษัท คาดว่าจะเริ่มเปิดตัวได้ใน iOS เวอร์ชั่น 18 เป็นต้นไป

นี้คือกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้ง 7 เกี่ยวกับเอไอ เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนต่อไป