“บัตรคอนเสิร์ต” คว้าที่ 1 เรื่องร้องทุกข์แห่งปี 66

206

เปิดสถิติการรับเรื่องร้องทุกข์ทั่วประเทศช่วง ต.ค. 65- ก.ย. 66 พบมีเรื่องร้องทุกข์ 16,142 เรื่อง ปัญหา “บัตรคอนเสิร์ต” มากสุดกว่า 5,000 เรื่อง สภาผู้บริโภคหารือสคบ. กำหนดคอนเสิร์ตเป็นธุรกิจควบคุมสัญญา ให้ผู้จัดงานหาแนวทางชดเชย

สภาผู้บริโภคได้รวบรวมข้อมูลและรายงานสถานการณ์ผู้บริโภคจากการรับเรื่องร้องทุกข์ทั่วประเทศ เดือนตุลาคม 2565 – เดือนกันยายน 2566 พบว่ามีผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิผู้บริโภคได้ร้องทุกข์เข้ามาเป็นจำนวน 16,142 เรื่อง  โดยปัญหาที่มีผู้ร้องทุกข์เข้ามาที่สภาผู้บริโภคมากที่สุด ได้แก่

1.ปัญหาด้านสินค้าและบริการทั่วไป จำนวน 10,150 เรื่อง คิดเป็น 62.88% ของเรื่องร้องทุกข์ทั้งหมด

โดยในจำนวนนี้พบว่าเป็นการร้องทุกข์เกี่ยวกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบริการบันเทิง เช่นคอนเสิร์ต แฟนมีตตี้ง หรืองานอีเว้นท์ต่าง ๆ มากที่สุดถึง 5,906 เรื่อง เช่น แปลงผังคอนเสิร์ต การสมัครสมาชิกแต่ไม่ได้รับสิทธิตามที่ระบุ การจัดงานที่ไม่ตรงตามที่โฆษณาไว้ในครั้งแรก ไม่สามารถคืนบัตรได้ แจ้งราคาบัตรโดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าธรรมเนียม การประชาสัมพันธ์ไม่ชัดเจน รวมถึงราคาบัตรที่แพงเกินไป

เห็นได้ว่าปัญหาข้างต้นล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับข้อสัญญา สภาผู้บริโภคจึงได้ติดต่อและประสานงานกับบริษัทผู้จัดงานหรือบริษัทที่จัดจำหน่ายบัตรคอนเสิร์ตต่างๆ ให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและแนวทางการชดเชยเยียวยาความเสียหาย รวมถึงการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หน่วยงานกำกับดูแลให้เข้ามาจัดการปัญหา ผ่านการออกหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติเรื่องการทำสัญญาระหว่างภาคธุรกิจกับผู้บริโภค

โดยจะกำหนดสิ่งที่ต้องระบุในสัญญาและสิ่งที่ห้ามระบุในสัญญา เช่น การซื้อสินค้าแล้วไม่รับเปลี่ยนหรือคืน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ และหากสัญญาไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนดให้ถือว่าสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะเพื่อให้การใช้สิทธิของผู้บริโภคในทุกประเด็นไม่มีข้อจำกัด

2.ปัญหาด้านการเงินและการธนาคาร จำนวน 2,084 กรณี หรือคิดเป็น 12.91% โดยเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงโควิด19

ได้แก่ ปัญหาที่ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากการเคลมประกันโควิดหรือถูกปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทน

3.ปัญหาด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ จำนวน 918 เรื่อง คิดเป็น 5.69%

เช่น กรณีการถูกหลอกลวงจากข้อความสั้น (SMS), การถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรเข้ามาและอ้างว่ามาจากหน่วยงานหรือองค์กรของภาครัฐ รวมถึงปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงโดยใช้เทคโนโลยีปลอมเป็นเสียงของบุคคลที่รู้จักและหลอกให้โอนเงิน

 

ที่มา: https://www.tcc.or.th/consumer-stat-66/