ธปท.ยังไม่ห่วง เงิดฝืด คาดเงินเฟ้อกลับมาเป็นบวกไตรมาส 1/67 ย้ำดอกเบี้ยไม่ได้ฉุดรั้งเศรษฐกิจ

450

ธปท.ยังไม่กังวล “เงินฝืด” มองเงินเฟ้อที่ลดลงชั่วคราวคาดกลับมาเป็นบวกในไตรมาสแรกของปี 2567 และกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายของ ธปท.ในช่วง 1-3% ได้ในปีหน้า ยันดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้ฉุดรั้งเศรษฐกิจ โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยอยู่ในทิศทางที่ฟื้นตัว เพียงแต่แรงขับเคลื่อนอาจยังกลับมาไม่ครบ

13 ธ.ค. 2566 ดร.ปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน Monetary Policy Forum 4/2023 ว่า ภาพรวมของเงินเฟ้อที่ลดลงจนมีความเป็นห่วงเรื่อง “เงินฝืด” นั้น พบว่า เงินเฟ้อไม่ได้เกิดกับทุกๆสินค้า เป็นการปรับเพิ่มหรือลดลงในสินค้าบางประเภทที่แนวโน้มปีหน้าจะมีราคาต่ำลง แต่ไม่ได้ต่ำหรือติดลบแบบกระจายตัว ทั้งนี้ราคาสินค้าอุปทานเช่น ราคาน้ำมันที่ลดลงอาจจะเป็นข่าวดีด้วยซ้ำไป เพราะไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันทำให้ต้นทุนถูกลง

อย่างไรก็ดีจากตะกร้าเงินเฟ้อโดยรวม สินค้าที่ราคาต่ำลงบางรายการมาจากการเข้ามาอุดหนุนราคา แต่กระทรวงพาณิชย์ได้แจกแจงว่าในตะกร้าเงินเฟ้อทั้ง 430 รายการ มีประมาณ 290 รายการที่ราคาขึ้นและมีเกือบ 100 รายการที่ราคาลง ทำให้ไม่ได้เป็นการลดลงของราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง

“อีกสัญญาณว่าไม่ใช่ภาวะเงินฝืดคือ การบริโภคเอกชน ในไตรมาส 3 ที่ขยายตัวประมาณ 8 % และมีการจ้างงานในระดับดีอยู่ หากดูในเงินเฟ้อพื้นฐานเทียบระหว่างเดือนต.ค. และ พ.ย.จะพบว่าเงินเฟ้อเป็นบวก ซึ่งในปีหน้าแนวโน้มเงินเฟ้ออาจจะขยับขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว จึงยังไม่เห็นสัญญาณของเงินฝืด”

โดย อัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไปจะเริ่มทยอยปรับเพิ่มขึ้น และกลับมาเป็นบวกได้ในช่วงไตรมาส 1/67 ตามราคาพลังงานและอาหารสดที่จะกลับมาสูงขึ้น และกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายของ ธปท.ในช่วง 1-3% ได้ในปีหน้า โดยธปท.ประเมินว่าในปี 2567 อัตราเงินเฟ้อทั่วไป จะอยู่ที่ 2.0% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน อยู่ที่ 1.2% และในปี 2568 อัตราเงินเฟ้อทั่วไป จะอยู่ที่ 1.9% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน อยู่ที่ 1.3%

ขณะที่ความกังวลว่า ภาวะการเงินตึงตัวมาจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น ปัจจุบันภาวะการเงินผ่อนคลายน้อยลง แต่เป็นการกลับมาสู่ระดับที่ควรจะเป็น ซึ่งการตึงตัวอยู่ในอัตราที่ไม่ได้แตกต่างจากที่คาดการณ์ ทั้งนี้ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่ขึ้นมา 2 % พบว่า การปรับดอกเบี้ยประเทศรายใหญ่ชั้นดีหรือ MLR มีการปรับ 70% ของระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับในอดีต ด้านอัตราดอกเบี้ยรายย่อยชั้นดี หรือ MRR เป็นการปรับขึ้น 50 % ของระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยภาวะการเงินที่ตึงตัวไม่ได้ฉุดรั้งเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดีในด้านสินเชื่อ SME มีการหดตัวจริง แต่หากมองในภาพรวมพบว่าสินเชื่อเอสเอ็มอีไม่ไปไหนมาตั้งนานแล้ว แม้กระทั่งก่อนเกิดโควิด ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นการสะท้อนความเสี่ยงของเอสเอ็มอีที่ยังไม่มีสถาบันการเงินพร้อมเข้าไปแบกรับ ทำให้สินเชื่อเอสเอ็มอีทรงตัวและหดตัวมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง

“เครื่องมือทางการเงิน เช่น ดอกเบี้ยนโยบายเป็นผลในวงกว้าง การลดดอกเบี้ยจะมีส่วนต่อภาวะหนี้ครัวเรือน ทำให้เกิดการก่อหนี้ใหม่ ในขณะที่หนี้เดิมก็อยู่ในระดับสูง ดังนั้นการใช้นโยบายการเงินมีต้นทุนที่ต้องพิจารณา และมีความเป็นห่วงในกลุ่มเปราะบางที่อาจจะต้องใช้เครื่องมืออื่นเข้าไปช่วยเหลือมากกว่า”

สำหรับ ภาพรวมเศรษฐกิจไทยอยู่ในทิศทางที่ฟื้นตัว เพียงแต่แรงขับเคลื่อนอาจยังกลับมาได้ไม่ครบ โดยจะเห็นว่าในปีนี้การบริโภคภาคเอกชนได้รับแรงส่งที่สำคัญจากการใช้จ่ายหมวดบริการ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ยังไม่ได้กลับมาเท่ากับช่วงก่อนโควิด ตรงข้ามกับนักท่องเที่ยวไทยที่เพิ่มขึ้นและกลับมาอยู่ในระดับก่อนโควิดแล้ว อย่างไรก็ดี ภาคการผลิตและส่งออกยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่นัก

พร้อมกันนี้ มองว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2567 และ 2568 มีแนวโน้มขยายตัวสมดุลมากขึ้น โดยในปี 2567 การส่งออกสินค้าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ และช่วยเป็นแรงเสริมภาคการท่องเที่ยวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยในปี 2567 ธปท.ประเมินว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ 4.3% และ 3.3% ในปี 2568 อย่างไรก็ดี การส่งออกไทยยังมีความเสี่ยงจากที่อาจไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่คาด จากปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย

สำหรับ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2567 คาดว่าจะอยู่ที่ 34.5 ล้านคน ส่วนในปี 2568 อยู่ที่ 39 ล้านคน ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนอาจจะช้ากว่าที่คาดไว้ โดยมองว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะกลับเข้าสู่แนวโน้มปกติได้ในปี 2568 ตามการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวกลุ่มที่ไม่ใช่นักท่องเที่ยวจีน

โดย เศรษฐกิจไทยในในภาพรวมอยู่ในทิศทางที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนที่ต้องจับตา โดยปัจจัยด้านบวก ได้แก่ อุปสงค์ในประเทศที่ขยายตัวสูงกว่าที่คาดไว้ ขณะที่ปัจจัยด้านลบ ได้แก่ เศรษฐกิจโลกแย่กว่าคาด โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส และภาคการส่งออกไทย อาจได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกน้อยกว่าคาด จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เปลี่ยนไป

“เศรษฐกิจไทยในภาพรวมได้รับกระทบจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นมากกว่าจีน เพราะไทยมีความเกี่ยวพันทางการค้ากับญี่ปุ่นทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้ผลจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีผลต่อไทยมากกว่า”

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง