กางแผนเปลี่ยน ธุรกิจประกันภัย จัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งขยายการลงทุน

2097

“หากธุรกิจของเรายึดโยงอยู่กับความเป็นธุรกิจประกันภัยเพียงธุรกิจเดียว อาจจะไม่ใช่สถานการณ์ที่ยั่งยืนอีกต่อไป ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้กรุงเทพประกันภัยมีทิศทางที่จะปรับโครงสร้างใหม่ โดยเราได้ศึกษาและกำหนดกลยุทธ์มาระยะหนึ่ง จนกระทั่งในวันนี้ เรามีความพร้อมแล้วที่จะปรับโครงสร้างไปสู่การเป็นบริษัทโฮลดิ้ง”

ท่ามกลางความท้าทายใหม่ที่เกิดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ ธุรกิจประกันภัย ต้องเผชิญกับความเปราะบาง ซึ่งหากต้องการจะก้าวข้ามไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจใหม่ เพื่อให้เอื้อต่อการเติบโตผ่านการลงทุนในธุรกิจที่หลากหลายและมีศักยภาพ โดยไม่ยึดติดกับธุรกิจประกันภัยเพียงธุรกิจเดียว

หนึ่งในบริษัทประกันภัยที่มีการปรับตัวครั้งใหญ่อย่าง บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI ที่ได้จัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งขึ้นเพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ ภายใต้การบริหารงานของ ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ กับแนวทางการสร้างโอกาสใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มความคล่องตัวในการขยายการลงทุนมากขึ้น

ก้าวผ่านความท้าทายของธุรกิจ

ดร.อภิสิทธิ์กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการปรับโครงสร้างองค์กรจาก บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ไปสู่การจัดตั้ง บริษัท บีเคไอ โฮ ลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BKIH เพื่อประกอบธุรกิจเป็นบริษัทลงทุน (Holding Company) ในธุรกิจอื่นๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประกันภัยที่ เป็นธุรกิจหลัก และนอกเหนือจาก ธุรกิจประกันภัย โดยบริษัทโฮลดิ้งส์จะเข้ามามีบทบาทในด้านการกำหนดนโยบาย การกำกับดูแล และบริหารจัดการกลุ่มธุรกิจให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์โดยรวม ตลอดจนบริหารจัดการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ที่สร้างประโยชน์ให้ทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน

สำหรับ บมจ.กรุงเทพประกันภัย เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ดำเนินธุรกิจมากว่า 77 ปี และเป็นหนึ่งในบริษัทประกันวินาศภัยที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจ และมีผลประกอบการในภาพรวมด้วยดีมาโดยตลอด มีการจ่ายเงินปันผลที่แน่นอนคงที่ และมีสัดส่วนของการจ่ายเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผู้ลงทุนก็ได้ทราบนโยบายการดูแลผู้ลงทุนของกรุงเทพประกันภัยในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน หากมองถึงสถานการณ์ในปัจจุบันจะเห็นว่าความเป็นกรุงเทพประกันภัยทำให้ยึดโยงอยู่กับธุรกิจประกันวินาศภัยเพียงธุรกิจเดียว ทำให้เริ่มมองเห็นแล้วว่าในโลกของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันมีความผันผวนหลากหลายมาก โดยมีปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่เข้ามากระทบกับธุรกิจก็เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้บ้างไม่สามารถคาดการณ์ได้บ้าง

“เช่นในอดีตเราก็ไม่คิดว่าจะมีมหาอุทกภัยเกิดขึ้นกับประเทศไทย หรือก่อนหน้านั้น เราก็ไม่เคยคิดว่าจะต้องเผชิญกับคลื่นสึนามิที่เข้ามาทำลายทรัพย์สินและชีวิตของผู้คนจำนวนมาก หรือมหาอุทกภัยในปี 54 เราก็ไม่คิดว่าต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ นำความเสียหายมากมายมาสู่อุตสาหกรรมประกันภัย”

ล่าสุดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กับสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 กรุงเทพประกันภัยเป็นอีกหนึ่งบริษัทประกันภัยที่เข้าไปรองรับความเสี่ยงกับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งบริษัทเองมองว่ามีความเปราะบางอยู่ไม่น้อย เพราะหลายบริษัทก็ไม่สามารถยืนหยัดต่อสู้ต่อไปได้ และต้องปิดตัวหายไปจากอุตสาหกรรมหลายบริษัท

ดร.อภิสิทธิ์กล่าวว่า กรุงเทพประกันภัยก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน ในทุกครั้งที่ผ่านมาแม้ว่าบริษัทจะมีความมั่นคง แข็งแกร่ง และยืนหยัดอยู่ได้ แต่ถามว่า เราได้รับผลกระทบหรือไม่ ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ในบางปีที่สถานการณ์เข้ามากระทบค่อนข้างรุนแรง ผลประกอบการของเราก็ประสบกับภาวะขาดทุน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากรุงเทพประกันภัยจะประสบกับการขาดทุนบ้าง แต่ด้วยการที่บริษัทมีเงินสำรอง และกำไรสะสมที่ค่อนข้างมาก ก็ทำให้บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง โดยผู้ถือหุ้นยังคงให้ความเชื่อมั่น ส่วนในด้านลูกค้าบริษัทก็สามารถดูแลได้เป็นอย่างดี เพื่อให้ทุกคนได้รับค่าสินไหมทดแทนที่รวดเร็ว แม้ว่าบริษัทต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลก็ตาม

“หากธุรกิจของเรายึดโยงอยู่กับความเป็นธุรกิจประกันภัยเพียงธุรกิจเดียว อาจจะไม่ใช่สถานการณ์ที่ยั่งยืนอีกต่อ ไป ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้กรุงเทพประกันภัยมีทิศทางที่จะปรับโครงสร้างใหม่ โดยเราได้ศึกษาและกำหนดกลยุทธ์มาระยะหนึ่ง จนกระทั่งในวันนี้ เรามีความพร้อมแล้วที่จะปรับโครงสร้างไปสู่การเป็นบริษัทโฮลดิ้ง”

สำหรับความคืบหน้าในการปรับโครงสร้างนั้น บริษัทได้จัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2566 เพื่อพิจารณาอนุมัติแผนการปรับโครงสร้างและเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จากนั้น BKIH ซึ่งปัจจุบันได้จัดตั้งบริษัทแล้วดำเนินการยื่นไฟลิ่งเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2566 ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อพิจารณาต่อไป ภายในระยะเวลาสูงสุด 135 วัน เมื่อ ก.ล.ต.พิจารณาอนุมัติแล้ว ก็แจ้งผลอนุมัติมาที่ BKI

หลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการดำเนินการของบริษัท โดย BKIH จะ ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ BKIH เพื่อแลกกับหุ้นสามัญของ BKI ในอัตรา เท่ากับ 1 หุ้นสามัญของ BKI ต่อ 1 หุ้นสามัญของ BKIH ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2567

ภายหลังการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทเสร็จสิ้นแล้ว BKI จะดำเนินการเพิกถอนหุ้นของบริษัทออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ BKIH จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แทนที่หุ้นของบริษัทในวันเดียวกันกับที่หุ้นถูกเพิกถอนออกจากตลาด หลักทรัพย์ฯ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นของ BKI ที่เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนหุ้น หรือตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์จาก BKIH จะไม่ได้รับผลกระทบทางภาษีใดๆ อันเป็นผลจากธุรกรรมการแลกหุ้น

ดร.อภิสิทธิ์กล่าวว่า การปรับโครงสร้างธุรกิจในครั้งนี้ ลูกค้าของบริษัทได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน แต่เป็นผลกระทบในทางที่ดีขึ้น เพราะบริษัทมีการขยายการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการขยาย การตลาด เพิ่มคุณภาพในการให้บริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ

“เพราะปรัชญาในการทำงานของกรุงเทพประกันภัย คือเราเป็นธุรกิจที่ใส่ใจ และอยู่เคียงข้างกับลูกค้า เราแคร์ลูกค้าในทุกย่างก้าว หมายความว่า เราจะให้บริการลูกค้าได้ตรงตามความต้องการได้อย่างสะดวก ชัดเจน ฉับไวมากยิ่งขึ้น เรามองว่า ลูกค้าพื้นฐานของกรุงเทพประกันภัยได้รับผลกระทบแน่ แต่เป็นผลกระทบที่คาดหวังให้ดีขึ้นอย่างชัดเจนต่อไปในอนาคต”

ปั้นบริษัทลูกสร้างรายได้

ดร.อภิสิทธิ์กล่าวว่า สำหรับการดำเนินธุรกิจในอนาคต ภายหลังการปรับโครงสร้างการถือหุ้น บริษัทวางแผนจะดำเนินธุรกิจผ่าน 2 กลุ่ม ประกอบด้วย

  1. กลุ่มธุรกิจหลัก ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย โดยจะมีขนาดสินทรัพย์รวมกันไม่น้อยกว่า 75% ของสินทรัพย์รวมของ BKIH ซึ่งประกอบด้วย 3 สายงานธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย (Non-Life Insurance) ธุรกิจประกันภัยในต่างประเทศ (International Insurance) และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประกันภัย (Insurance Related)
  2. กลุ่มธุรกิจอื่น ดำเนินธุรกิจนอกเหนือจากการประกันภัย โดยจะมีขนาดของสินทรัพย์รวมกันไม่เกิน 25% ของสินทรัพย์รวมของ BKIH ซึ่ง บริษัทโฮลดิ้งส์จะพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการลงทุนในธุรกิจที่มีแนว โน้มจะส่งเสริมธุรกิจประกันภัย และ/หรือธุรกิจที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่นัก ลงทุนและผู้บริโภค

สำหรับ BKIH อยู่ในช่วงที่กำลังจะก้าวผ่านความท้าทายและเติบโตไป ข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยวิสัยทัศน์ “มุ่งสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน ผ่านธุรกิจประกันภัยและธุรกิจอื่นที่หลากหลาย” พร้อมด้วยพันธกิจ “สร้าง ผลประกอบการที่ดีผ่านการลงทุนในธุรกิจหลักด้านการประกันภัยและ ธุรกิจอื่นที่มีศักยภาพ ภายใต้หลักธรรมาภิบาล โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มให้เติบโตอย่างยั่งยืน” เพื่อนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายแห่ง ความสำเร็จในอนาคต

เปิดแผนธุรกิจกรุงเทพประกันภัย

ดร.อภิสิทธิ์กล่าวว่า กลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2567 นั้น จะมุ่งรองรับการรับประกันโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการเชื่อมต่อโลจิสติกส์ต่างๆ ท่าเรือน้ำลึก รถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่ง บริษัทจะพยายามเข้าไปมีส่วนรับประกันความเสี่ยงภัยอย่างระมัดระวัง เพื่อดึงเบี้ยประกันภัยเข้าสู่บริษัท ขณะเดียวกัน ภายใต้การพัฒนาเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มของการเชื่อมต่อ ด้วยการนำเอาประกันภัยเข้าไปควบคู่กับการเสนอสินค้าของธุรกิจอื่นๆ ภายใต้แพลตฟอร์มของบริษัทที่ได้พัฒนาอย่างมีศักยภาพ จึงเชื่อว่า ในปี 2567 บริษัทจะสามารถขยาย Mass Marketing ได้

ทั้งนี้ จากความใส่ใจด้านสุขภาพของผู้บริโภค น่าจะสนใจซื้อประกันสุขภาพและอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้น และแพลตฟอร์มเหล่านี้เราได้เชื่อมต่อกับ คู่ค้าต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ จะส่งเสริมให้มีต้นทุนในการทำงานที่ลดลง มีการเข้าถึงได้ง่ายและสะดวกขึ้น นี่คือกลยุทธ์ในภาพรวมของกรุงเทพประกันภัย ซึ่งคาดว่า ปี 2567 กรุงเทพประกันภัยจะเติบโต ได้ประมาณ 8% จากปี 2566 ที่คาดน่าจะเติบโต 12%

อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์หลักก็ยังคงเป็นรถยนต์ เพราะสัดส่วนรวมของกรุงเทพประกันภัย เบี้ยประกันภัยรับของบริษัทมีสัดส่วนของรถยนต์ 44% ซึ่งจะเป็นตัวผลักดัน โดยรถ EV เติบโตแบบก้าวกระโดด

ขณะเดียวกัน พอร์ตรับประกันโครงการขนาดใหญ่ การลงทุนของภาครัฐส่วนต่อขยาย และโครงการที่สร้างสำเร็จแล้ว ก็จะเปลี่ยนการรับประกันภัยความเสี่ยงที่เกิดจากการก่อสร้าง มาสู่ความเสี่ยงของทรัพย์สินที่สำเร็จและใช้งานแล้ว ซึ่งบริษัทได้เข้าไปรับความเสี่ยงในหลากหลายโครงการ และการขยายไปสู่ Mass Marketing ร่วมกับคู่ค้า เช่น บรัทเทเลคอมที่มีลูกค้าหลายสิบล้านราย ซึ่งหากได้ส่วนแบ่งมา 10% ก็จะส่งเสริมให้เติบโตได้

“โอกาสทางธุรกิจและประโยชน์ของการปรับโครงสร้างบริษัทนั้น จะเป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่นักลงทุนอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว พร้อมยกระดับการบริการให้เข้าถึงลูกค้าได้ตรงกลุ่มเป้าหมายและเป็นวงกว้าง ส่งผลดีต่อผู้บริโภค ด้วยการตั้งทีมบริหารที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละธุรกิจ นำไปสู่การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านกลยุทธ์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ สร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย มุ่งสร้างประสบการณ์ที่ดีและสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้รับความพึงพอใจสูงสุด”


ติดตามอ่านคอลัมน์ CEO Talk ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนธันวาคม 2566 ฉบับที่ 500 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/