ก.ล.ต.กล่าวโทษ อดีตบอร์ด TOPLINE บ.ย่อย POLAR พร้อมพวก ปมฟันกำไรขายห้องชุดในภูเก็ต

143
ก.ล.ต.

ก.ล.ต.กล่าวโทษ อดีตบอร์ด TOPLINE บริษัทย่อย POLAR กับพวก รวม 6 ราย ต่อ บก.ปอศ. กรณีนำห้องชุดไปขายบุคคลภายนอกในราคาที่สูงกว่าที่ซื้อมา มูลค่าเสียหาย 88 ล้านบาท

วันที่ 15 ธันวาคม 2566 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษอดีตกรรมการ บริษัท ท็อปไลน์ ลิฟวิ่ง จำกัด (TOPLINE) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.โพลาริส แคปปิตอล (POLAR) และพวกรวม 6 ราย ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.)

ในข้อหาร่วมกันกระทำผิดหน้าที่โดยทุจริต ผ่านธุรกรรมซื้อขายห้องชุดโครงการเดอะ โคลเวอร์ ภูเก็ต ของ TOPLINE จนทำให้ TOPLINE ได้รับความเสียหายรวมมูลค่า ประมาณ 88 ล้านบาท พร้อมทั้งแจ้งดำเนินคดีต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

สำนักงาน ก.ล.ต. ได้รับแจ้งเบาะแสและตรวจสอบพบพยานหลักฐานว่า ในช่วงปี 2560-2561 อดีตกรรมการ TOPLINE 2 ราย ได้แก่

(1) นางสาวอรนัญช์ บุญมา

(2) นายนุกูล เพ็งคำ

ทำธุรกรรมขายห้องชุด โครงการเดอะ โคลเวอร์ ภูเก็ต ให้แก่พวกทั้ง 4 ราย ได้แก่

(3) นายธัญพงศ์ ลิ้มวงศ์ยุติ

(4) นายอัครเดช วัฒนะ

(5) นางสาววัชรวีร์ ก้องไกรจิรกิตติ์ (เดิมชื่อนางสาวพรรณนิภา นันทอุดมเจริญ) และ

(6) บริษัท ปริ๊นซ์ แกรนด์ จำกัด

ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด ณ ขณะนั้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ทั้ง 4 รายดังกล่าว ได้รับประโยชน์จากการนำห้องชุดไปขายให้แก่บุคคลภายนอกได้ในราคาที่สูงกว่าที่ซื้อมาจากบริษัท TOPLINE อย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ TOPLINE เสียหายรวมมูลค่าประมาณ 88 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่า นางสาวอรนัญช์ได้กระทำการทุจริตผ่องถ่ายเงินของ TOPLINE ออกจากบริษัทเป็นอีกกรณีหนึ่งด้วย

การกระทำของอดีตกรรมการ TOPLINE กับพวกรวม 6 รายข้างต้น เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 281/2 วรรคสอง ประกอบมาตรา 89/7 และมาตรา 89/24 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ) และมาตรา 83 หรือมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญา แล้วแต่กรณี

ก.ล.ต. จึงกล่าวโทษบุคคลและนิติบุคคล รวมทั้ง 6 ราย ต่อ บก.ปอศ. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป พร้อมกันนี้ ก.ล.ต. ยังได้แจ้งการดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ข้างต้นต่อ ปปง. ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

อนึ่ง การกล่าวโทษของ ก.ล.ต. เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาเท่านั้น ภายใต้กระบวนการนี้ การพิจารณาวินิจฉัยว่าบุคคลใดเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเป็นขั้นตอนในอำนาจการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ ตลอดจนดุลพินิจของศาลยุติธรรม ตามลำดับ

ทั้งนี้ ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดีต่อไป และจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ในกระบวนการภายหลัง ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษแล้ว

 

อ่านข่าวเพิ่มเติม :