ออฟฟิศให้เช่าดีมานด์ต่ำ AWC ปรับลุคสร้าง “ไลฟ์สไตล์ออฟฟิศ” ดึงผู้เช่าหน้าใหม่

167
ไลฟ์สไตล์ออฟฟิศ

AWC ตั้งรับตลาด “ออฟฟิศให้เช่า” ซึมดีมานด์น้อยผู้เล่นแข่งแรงแย่งผู้เช่า หันสร้าง “ไลฟ์สไตล์ออฟฟิศ” ตอบโจทย์เทรนด์โลก ทุ่มพันล้านปั้น “Co-Living Collective: Empower Future” รวบประสบการณ์บ้าน-โรงแรม-รีเทลเข้ากับออฟฟิศ ดึงผู้เช่าหน้าใหม่-บริษัทข้ามชาติปักหมุด Workplace Destination

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC  เปิดเผยว่าปัจจุบันองค์กรใหญ่ๆและองค์กรยุคใหม่ให้ Value กับผู้บริหารและพนักงาน กว่า 60% ของกลุ่มนี้จะมองหาออฟฟิศที่สามารถให้คุณภาพชีวิตและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ผู้บริหารและพนักงานชอบเป็น Top  priority  โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติ

อย่างไรก็ตามตลาดออฟฟิศให้เช่าในประเทศไทยต้องยอมรับว่า “ดีมานด์ไม่โต”ดังนั้นโครงการที่มีคุณภาพก็จะสามารถดึงบริษัทและองค์กรมาได้ก่อน ส่วนภาพใหญ่คงต้องรอนโยบายภาครัฐที่จะโปรโมทและดึงบริษัทข้ามชาติเข้ามาเปิดบริษัทในไทย โดยทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับฮ่องกงและสิงคโปร์ได้ก่อนเช่นฟรีวีซ่าให้กับคนทำงาน และให้Benefitหรือประโยชน์ทางด้านภาษีที่สามารถแข่งขันได้  ถึงจะเป็นการเพิ่มดีมานด์จากข้างนอกเพราะทุกวันนี้เป็นการดึงดีมานด์กันเอง

ไลฟ์สไตล์ออฟฟิศ

ผุดออฟฟิศยุคใหม่รับเทรนด์การทำงานอนาคต

ทั้งนี้กลุ่มเป้าหมายของ AWC เองคือกลุ่มออฟฟิศเกรด A  ดังนั้น  AWC  จึงเริ่มสร้างโมเดลที่จะต่อเนื่องกับนโยบายภาครัฐในการดึงกำลังจับจ่ายขององค์กรต่างชาติเข้ามาอยู่ในเมืองไทยซึ่งเป็นโมเดลที่รัฐจะใช้โปรโมตประเทศไทยต่อจากจากการท่องเที่ยว  โดย AWC ได้รวมประสบการณ์บ้าน-โรงแรม-อาคารสำนักงาน เข้าด้วยกันเป็นรูปแบบ Co-Living Collective: Empower Future โดยเริ่มจากอาคาร ‘เอ็มไพร์’ เพื่อตอบโจทย์ Workplace Destination

“AWC เรามี Circle ที่เป็น ecosystem ร่วมกันวันนี้เรา Build Circle ที่เป็น family and Friend  นอกจากสเปซออฟไลน์ยังมีสเปซออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน “Pikul” ที่เชื่อมผู้เช่าและนักเดินทางเข้ากับเครือข่ายทั้งหมดของกลุ่มโรงแรมและหรือห้องอาหารในเครือ AWCในอนาคต ซึ่งจะทำให้เราสามารถผนึกกำลังได้อย่างแข็งแกร่งมากกว่าเดิมเพราะเราต้องการสร้างอาคารสำนักงานที่ตอบโจทย์และสไตล์ในพื้นที่ที่นั่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง”

ไลฟ์สไตล์ออฟฟิศ

ไลฟ์สไตล์ออฟฟิศ

ชู ‘The Empire Residence’ เรียกผู้เช่าหน้าใหม่

ล่าสุด AWC ได้เปิดตัว ‘The Empire Residence’ พื้นที่Co-Living ที่ไม่เหมือนที่ไหนในอาคารสำนักงานในประเทศไทยให้ผู้เช่าบนชั้น 53 กว่า 1,500 ตร.ม. โดยแบ่งพื้นที่ไลฟ์สไตล์เป็น  4 ส่วนคือ 1  Live – “Ploen Room” พื้นที่เอนกประสงค์สำหรับการแสดงสินค้า โรงภาพยนตร์ขนาดเล็ก และห้องซ้อมเต้น รวมถึง “Eatery Bar” พื้นที่รับประทานอาหารพร้อมห้องครัวส่วนกลาง  “Drink Bar” และ “Live Lounge” พื้นที่เลานจ์สำหรับการพักผ่อน

2 Play – “Karaoke Room” พื้นที่เอนเตอร์เทนทั้งคาราโอเกะ,Game Room,Kids’ Room,Own Time ห้องโยคะและ “Pets’ Room & Pets’ Bedroom” สำหรับสัตว์เลี้ยง  

3 Share – “Mini Gym” พื้นที่ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอรวมถึง “Nap Lounge” เลานจ์สำหรับการพักผ่อน และ “Gents’ Room & Girls’ Room” ทั้งวารีบำบัด,ห้องซาวน่าและห้องสตีม หรือ อบไอน้ำ

4 Work – “Sook Room, Sanook Room, Saran Room & Mini Zone” ห้องประชุมหลากหลายขนาดตั้งแต่ห้องส่วนตัวขนาดเล็กไปจนถึงห้องประชุมขนาดใหญ่ รวมถึง “Team Zone” พื้นที่ทำงานที่ยืดหยุ่นและจัดสัมมนา และ “Peace Lounge” พื้นที่ทำงานส่วนตัว

เราเชื่อว่านี่เป็นกลยุทธ์ที่ยูนีคมากและเป็นการสร้าง  positioning ที่ชัดเจน ซึ่งBrand  DNAใน Product ของ AWC ต้องการตอบโจทย์พาร์ทเนอร์ในการทำให้ลูกค้าประทับใจ และทำให้พนักงาน Enjoy การทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นโฟกัสสำคัญขององค์กรชั้นนำในอนาคต และเราเชื่อว่านี่จะเป็นจุดแข็งที่จะดึงผู้เช่าต่างๆเข้ามาเพิ่ม และจะช่วยหนุนประกอบการของAWC ในภาพรวมได้

ไลฟ์สไตล์ออฟฟิศ

ยืนราคาผู้เช่าเดิม ปรับราคาตามตลาดสำหรับผู้เช่าใหม่

อย่างไรก็ตามในส่วนของราคาค่าเช่า วัลลภา เปิดเผยว่าที่ผ่านมา AWC มีการปรับราคาเช่าพื้นที่ตามตลาดล่าสุดราคาเปิดอยู่ที่ราวๆ 1,000 กว่าบาทต่อตารางเมตร แต่โดยเฉลี่ยแล้วค่าเช่าของอาคาร “เอ็มไพร์”  อยู่ที่ ประมาณ 800 กว่าบาทต่อตารางเมตรเนื่องจากเฉลี่ยกับราคาของผู้เช่าเดิม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังไม่มีการปรับราคาค่าเช่าของผู้เช่าเดิม แต่จะชวนผู้เช่าใหม่เข้ามาแทน

อาคาร “เอ็มไพร์” มีพื้นที่ 3 แสนกว่าตารางเมตรทำให้มีพื้นที่ขาย ใหญ่ที่สุด และมีสเกลพื้นที่ที่สามารถสร้างประสบการณ์ให้กับผู้เช่าที่ไม่เหมือนออฟฟิศทั่วไป ที่มักจะมีแค่แชร์คิทเช่นให้กับผู้เช่าเท่านั้น แต่ตอนนี้คนที่ผ่านการ work from home มารู้สึก Enjoy การใช้สเปซที่ไม่ใช่แค่การนั่งทำงานโต๊ะ เราจึงต้องนำประสบการณ์ใช้ชีวิตในบ้านมาผสมกับออฟฟิศเป็นโมเดล New Branded Lifestyle Office  หรือที่เราเรียกว่า AWC Lifestyle workplace destination

การโปรโมทโมเดลที่ยูนีคแบบนี้จะสามารถเพิ่มศักยภาพให้กับประเทศไทยในการดึงองค์กรหรือบริษัททั่วโลกให้เข้ามาที่นี่ เพราะเมืองไทยนอกจากการท่องเที่ยวเรายังมีจุดแข็งเรื่องของไลฟ์สไตล์ แต่ไม่มีโมเดลออฟฟิศที่องค์กรชั้นนำต้องการ วันนี้เราเบลน Lifestyle Office ในลักษณะของเซอร์วิสออฟฟิศ เพื่อดึงคนมีกำลังซื้อเข้ามาต่อจากภาคการท่องเที่ยวในลักษณะของการท่องเที่ยวที่มีจุดหมายในเชิงธุรกิจด้วย”

ไลฟ์สไตล์ออฟฟิศ

วางงบ “พันล้าน” ปรับลุค “เอ็มไพร์”

สำหรับอาคาร “เอ็มไพร์” ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่เมื่อปี 2011 ที่ผ่านมาโดยใช้งบประมาณในการรีโนเวตกว่า 1,000 ล้านบาทในส่วนของการเพิ่มโซนไลฟ์สไตล์เฟสแรกที่มีทั้งรีเทล ซุปเปอร์มาเก็ตและที่ออกกำลังกายเข้ามาเชื่อมกับออฟฟิศ

ปัจจุบันมูลค่าของอาคาร “เอ็มไพร์” อยู่ที่ราวๆ 2 หมื่นกว่าบาท และในครั้งนี้ได้วางงบในการสร้างพื้นที่ไลฟ์สไตล์เฟส 2 ราวๆ 1,000 ล้านบาท รวมทั้งเตรียมเพิ่มพื้นที่ชั้น 10 เข้ามาในงบการลงทุนครั้งใหม่

“ครั้งก่อนเราเชื่อมรีเทลและออฟฟิศ ครั้งนี้เราเชื่อมบ้านและโรงแรมเข้ามาด้วย  ตามแผนวันนี้เราเร่งสปีด The Empire Residence ก่อนจบปี 2566 ตามแผน ส่วนปี 2567 เราตั้งเป้าเปิดบริการในส่วนของประสบการณ์ 24 ชั่วโมง Co-Living ในไตรมาส 1 และในช่วงปลายไตรมาส 2 จะเปิดบริการ “EA Rooftop at The Empire” รวมทั้ง Food Lounge ชั้น10และชั้น 11 ในไตรมาส 3 สุดท้ายบริการส่วนของเวลเนสบนชั้น 52 ภายในไตรมาส 4”

ขยายต่อโมเดล “ไลฟ์สไตล์” ทุกออฟฟิศในพอร์ต

นอกจากอาคาร “เอ็มไพร์” แล้ว AWC ยังมีแผนเชื่อมไลฟ์สไตล์เข้าไปในออฟฟิศต่างๆของ AWC โดยเริ่มจากล็อบบี้เลาจน์ที่ “แอทธินี ทาวเวอร์ ”  ที่ยังพื้นที่โล่งเป็นล็อบบี้เลาจน์แบบ European Thai Twist  เพื่อให้ผู้เช่าสามารถมานั่ง Enjoy และพบปะนัดเจอกับลูกค้าได้ โดยจะเริ่มดำเนินการในไตรมาสที่ 1 ของปี 2567

จากนั้นจะขยายไป 208 Wireless Building และอาคาร “อินเตอร์ลิงค์ ทาวเวอร์” บางนาที่จะทรานฟอร์มเป็นไลฟ์สไตล์ออฟฟิศเช่นเดียวกันโดยเน้นพื้นที่ Food Lounge ให้เยอะเพราะในละแวกนั้นมีพื้นที่สำหรับร้านอาหารค่อนข้างจำกัด

“ตอนนี้รวมพื้นที่ทั้ง 4 อาคารออฟฟิศสำหรับเช่าเรามีพื้นที่ขาย 2.7 แสนตารางเมตร ปีหน้าเรามีโปรเจกต์ ในแผนกว่า 18 โครงการ โครงการเล็กจะประกอบไปด้วยร้านอาหารและล็อบบี้เลาจน์ ส่วนโครงการใหญ่เตรียมเปิดตัว Marriott Resort & Spa จอมเทียนพัทยา  และในอนาคตเราจะเพิ่ม Food Lounge เข้าไปอยู่ในทุก Retail Property  ของ AWC เพื่อสร้างความเป็น “พรี วิลเลจ” หรือ Benefit  ให้กับAWC family and Friends ที่สามารถ Enjoy ร่วมกันได้”