ข้อคิดเปลี่ยนโลกการลงทุน บทเรียนสอนใจจาก Charlie Munger

วันใกล้สิ้นปีแบบนี้ นอกจากอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุขที่กำลังจะมาถึง ผมว่าสิ่งหนึ่งที่คุณๆ จะได้ติดตามคือการทวทวนข่าวคราวและเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในปีนี้จากสื่อหลายๆ ช่องทางที่ประดังประเดเข้ามา

แต่สำหรับโลกการลงทุน ในปีนี้อาจจะมีข่าวใหญ่เกิดขึ้นมากมายหลายเหตุการณ์  แต่หนึ่งความสูญเสียที่ผมมองว่าสั่นสะเทือนโลกลงทุนแบบเน้นคุณค่าไม่น้อย คือข่าวการจากไปของ Charlie Munger  รองประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Berkshire Hathaway ร่วมกับ Warren Buffett นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า ที่เป็นต้นแบบให้นักลงทุนทั่วโลกมาหลายทศวรรษ  แต่หากคุณเป็น FC ของปู่ Buffett คุณย่อมต้องเคยเห็นเขาทั้งสองนั่งคู่กันอยู่เสมอในการประชุมผู้ถือหุ้น

ผมคิดว่าการจากไปของปู่  Charlie Munger  สามารถนำมาต่อยอดทางความคิดให้นักลงทุนได้อีกมากมาย ที่อยากจะนำมาเล่าให้คุณๆ ได้ฟังกันในวันนี้

หากพูดถึงการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ชื่อแรกที่เด้งขึ้นมาในหัวคงหนีไม่พ้นชื่อของ Warren Buffett  เป็นอันดับแรกใช่ไหมครับ  แต่ทราบไหมครับว่าความจริงแล้ว กลยุทธ์ของปู่ Buffett ที่เรานำมาปรับใช้กันอยู่ในปัจจุบัน มีจุดเริ่มต้นจากชายที่ชื่อ Charlie Munger  เขาคือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง และมีส่วนที่ทำให้เขาปรับเปลี่ยนแนวการลงทุนของตัวเองจนกลายมาเป็นแนวการลงทุนหลักที่ใช้ในปัจจุบัน จึงเรียกได้ว่า Charlie Munger มีส่วนสำคัญที่ทำให้หลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่านี้เกิดขึ้นมา และสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้คนมากมายเลยทีเดียว

ทีนี้ลองมาฟังเรื่องของชายผู้นี้กันครับ

ปู่ Munger เกิดในครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง ในเมือง Omaha ประเทศสหรัฐฯ ที่มีช่วงชีวิตวัยรุ่นคล้ายกับเด็กคนอื่นๆ ทั่วไปครับ ทำงานพาร์ตไทม์ในร้านขายของชำ จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย ปู่เลือกเรียนสาขาคณิตศาสตร์ ก่อนจะต้องไปเป็นทหารรับใช้ชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาเมื่อจบสงครามปู่ Munger ได้เข้าเรียนสาขากฎหมาย และได้งานเป็นทนายความตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ ปู่ Munger ได้มีโอกาสกลับไปยังบ้านเกิดที่ Omaha ซึ่งนั่นทำให้เขาได้พบกับ Warren Buffett ครับ

และนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นให้ ปู่ Munger ก้าวเข้าสู่โลกการลงทุน และเข้ามาเต็มตัวเมื่อปู่ได้เปิดบริษัทลงทุน Wheeler, Munger and Company ขึ้นมาในปี 2505 (ขณะนั้นปู่อายุ 38 ปี) ซึ่งบริษัทของปู่ สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ถึง 19.8% ต่อปีเลยทีเดียวครับ (ในช่วงปี 2505-2518) ในขณะที่ Dow Jones ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 6.4% ต่อปีเท่านั้น

จนกระทั่งในปี 2521 ปู่ Buffett ได้ชวนปู่ Munger มารับตำแหน่งรองประธาน Berkshire Hathaway ซึ่งปู่เป็นส่วนสำคัญในการผลักดัน ให้ Berkshire เติบโตจนถึงปัจจุบัน ที่มูลค่าสูงถึง 784,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียวครับ

ถึงแม้ว่าแนวทางการลงทุนของปู่ Munger และปู่ Buffett จะคล้ายๆ กัน แต่ในตอนแรกๆ แนวทางการเลือกหุ้นเพื่อจะลงทุน มีความแตกต่างกันพอสมควรครับ ปู่ Buffett ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Benjamin Graham มีกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่มีราคาถูกมากกว่าคุณภาพของหุ้นตัวนั้นครับ

ซึ่งจุดเด่นของการเลือกหุ้นแบบนี้ คือ จะเจอหุ้นที่มีราคาถูกมาก ถูกถึงขนาดที่ว่าราคาของหุ้นทั้งหมด ถูกกว่ามูลค่าทางบัญชี ทำให้ถึงแม้บริษัทจะปิดกิจการ แต่เมื่อมีการชำระบัญชี ก็ยังสามารถสร้างกำไรให้กับคนที่ลงทุนได้นั่นเองครับ

ดังนั้นกลยุทธ์การเลือกหุ้นเพื่อลงทุนในช่วงแรกของปู่ Buffett คือ ซื้อหุ้นในราคาที่ถูกมาก โดยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ คุณภาพของธุรกิจมากนัก

ซึ่งแตกต่างจากปู่ Munger ที่เคยเป็นทนายความ และเคยว่าความให้กับธุรกิจที่กำลังจะล้มละลาย ทำให้เขารู้ว่า ธุรกิจที่ไม่มีคุณภาพจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ยากมาก เพราะฉะนั้นเขาจึงเชื่อว่าควรลงทุนในธุรกิจที่มีคุณภาพมากกว่า

​แม้ว่าจะต้องยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้นก็ตาม   แน่นอนครับมันขัดกับกลยุทธ์การลงทุนในตอนแรกของปู่ Buffett อย่างชัดเจนครับ และถึงไม่ว่าทั้งคู่จะสนิทกัน แต่แน่นอนครับว่าการจะเปลี่ยนแนวคิดการลงทุนของใครสักคนนั้นทำได้ยาก

ร้านช็อกโกแลต จุดเปลี่ยนของโลกการลงทุน

จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องนี้ไม่ใช่ การพาทัวร์โรงงานช็อกโกแลตสุดมหัศจรรย์ แต่เป็นการพาชมบริษัท ที่เป็นร้านขายช็อกโกแลต ที่ชื่อว่า See’s Candies ครับ ซึ่งหุ้นบริษัทนี้เองที่ปู่ Munger และปู่ Buffett ยกให้เป็น ‘หุ้นในฝัน’ จนถึงทุกวันนี้ครับ โดยปู่ Munger ได้ไปเจอกับธุรกิจ See’s Candies ที่มีธุรกิจหลักคือ ขายช็อกโกแลต

ด้วยความแข็งแกร่งของธุรกิจที่มีรายได้เติบโต มีกำไรที่ดี ไม่มีหนี้ และยังสามารถขึ้นราคาสินค้าได้ เพราะผู้บริโภคติดใจทั้งในรสชาติ แบรนด์และคุณภาพของสินค้า เรียกว่าดึงดูดปู่ Munger อย่างมาก แต่ See’s Candies กลับไม่ใช่หุ้นในแบบที่ปู่ Buffett เลือกลงทุนครับ เนื่องจากราคาหุ้นที่ค่อนข้างสูง​

แล้วอะไรจะทำให้ปู่ Buffett เปลี่ยนไปหรอครับ…

ปู่ Munger ได้พาปู่ Buffett ไปเยี่ยมชมบริษัท See’s Candies ให้ได้ลองชิมช็อกโกแลต และทำความเข้าใจธุรกิจ See’s Candies อย่างแท้จริงครับ เพราะในสายตาของปู่ Munger ตอนนั้นเห็น See’s Candies เป็นหุ้นที่สามารถถือลงทุนได้ในระยะยาวและมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งในอนาคต

จนในที่สุดปู่ Buffett ก็ยอมลงทุนในหุ้น See’s Candies และสร้างผลตอบแทนให้พวกเขาสูงถึง 80 เด้ง! หรือ 8,000% ในระยะเวลา 47 ปีของการลงทุนหลังจากนั้นปู่ Buffett ก็ได้ค่อยๆ เปลี่ยนแนวทางการลงทุน จากที่เคยมุ่งเน้นที่ ‘ราคาถูก’ มาเป็นใส่ใจถึง ‘คุณภาพของธุรกิจ’ มากยิ่งขึ้นจนกลายมาเป็นกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่ดี ในราคาที่เหมาะสม อย่างในปัจจุบันครับ

ซึ่งปู่ Buffett ก็เคยพูดถึงเหตุการณ์นี้ไว้ว่า “Charlie ดึงผมมาอยู่ในทิศทางที่ผมเริ่มมอง ‘คุณภาพของธุรกิจ’ เป็นหลักก่อนจะไปมอง ‘ราคาส่วนลด’ ทีหลัง ผมเข้าใจดีว่ามันต้องใช้พลังงานมหาศาลมากในการเปลี่ยนแนวคิดการลงทุนของผมซึ่งได้รับอิทธิพลเต็มๆ มาจาก Graham แต่ทั้งหมดนั้น Charlie สามารถทำมันได้ด้วยพลังมันสมองของเขาเอง”

ข้อคิดจากชายผู้เป็นต้นแบบในโลกลงทุน

การที่ปู่ Munger ได้พา ปู่ Buffett ให้หันไปมองที่คุณภาพของธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตในอนาคตได้ มากกว่ามองแค่เฉพาะราคา  เมื่อมองกลับมาในโลกการลงทุนปัจจุบันคุณจะต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ หุ้นอาจราคาตกลงมาก็ไม่กล้าซื้อเพราะกลัวราคาจะต่ำลงไปอีก หรือ หุ้นเริ่มราคาสูงขึ้นก็ไม่กล้าซื้อเพราะกลัวว่าราคาตอนนั้นจะสูงเกินไป

หากมองแค่ราคาอาจทำให้คุณไม่รู้ว่าจะตัดสินใจยังไงดี กลับกันให้คุณมองที่คุณภาพหรือพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นก่อน ว่ามีโอกาสที่จะเติบโตในอนาคตได้แค่ไหน จากนั้นค่อยไปดูว่าราคาที่เป็นอยู่มันเหมาะสมรึเปล่า

ข้อคิดหนึ่งของปู่ Munger ที่ว่า “การมีพื้นอารมณ์บางแบบนั้นสำคัญกว่ามีสมอง คุณจำเป็นต้องควบคุมอารมณ์ชั่ววูบที่ไม่มีเหตุผลให้ได้” เหมือนกับการลงทุน ที่หากคุณไม่สามารถควบคุมอารมณ์ชั่ววูบที่ไม่มีเหตุผลได้ ทำให้ขายหุ้นคุณภาพดี ที่ราคาตกลงมาเพราะสถานการณ์ชั่วคราวบางอย่าง หรือโลภเข้าซื้อหุ้นแบบไม่วิเคราะห์ให้รอบคอบ จนทำให้ได้หุ้นคุณภาพแย่แต่ราคาดันแพงมากๆ มาครอบครอง ทำให้ขาดทุนจนสุดท้ายคุณต้องออกจากตลาดไป ยุติเส้นทางที่จะไปถึงเป้าหมายที่วางไว้

ดังนั้นนอกจากคุณจะมีกลยุทธ์และความรู้การลงทุนที่ดีแล้ว สติหรือการควบคุมอารมณ์ก็สำคัญไม่แพ้กัน ในการลงทุนระยะยาว ที่ความสำเร็จไม่ได้วัดกันแค่การซื้อถูกขายแพง แต่เป็นการเดินทางสู่เป้าหมายที่วางไว้ในอนาคตได้โดยไม่ถอดใจหรือล้มเลิกเส้นทางการลงทุนไปเสียก่อน ตลอดช่วงเวลา 99 ปีของชายที่ชื่อว่า Charlie Munger ที่เขาอาจไม่ใช่คนที่มีอายุมากที่สุดในโลก แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาเป็นคนนึงที่มีบุญคุณต่อนักลงทุนทั่วโลกมากๆ ครับ …

ก่อนจากกันไปวันนี้   ผมขอถือโอกาสที่เรากำลังเข้าสู่ปีใหม่ ส่งความปรารถนาดีให้คุณๆ ทุกท่านพบกับความสุขสวัสดีจากนี้ไป และสำหรับในโลกการลงทุนในปีหน้าและปีถัดๆ ไป ผมขอฝากอีกหนึ่งประโยคสอนใจจากปู่ Charlie  Munger นักลงทุนผู้ซึ่งผ่านการเปลี่ยนแปลงของโลกมามากที่สุดคนนึง

“คุณต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ถ้าคุณอยากเป็นนักลงทุนที่ดี เมื่อโลกเปลี่ยน คุณก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย” Charlie Munger

หวังว่าจะเป็นแบบอย่างและเป็นแรงบันดาลใจให้กับคุณๆ เผชิญโลกการลงทุนได้อย่างแข็งแกร่งในปีต่อๆ ไปนะครับ สวัสดีปีใหม่ 2567 ครับ