จับตาบ่ายนี้! ก.พลังงาน นัดถกมาตรการรองรับราคาขายปลีก น้ำมันดีเซล

312
น้ำมันดีเซล

จับตาบ่ายนี้! ก.พลังงาน นัดถกมาตรการรองรับราคาขายปลีก น้ำมันดีเซล หลัง กบน.เห็นชอบปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันฯ ประเภทน้ำมันดีเซลเพื่อให้ราคาขายปลีกเกิน 30 บาท/ลิตรได้ ตั้งแต่ เม.ย.67 เป็นต้นไป

วันที่ 2 เมษายน 2567 เวลา 11.00 น. ณ บริเวณโถงกลาง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องการหารือเรื่องราคาขายปลีก “น้ำมันดีเซล” ที่จะปรับราคาขึ้นหรือไม่ว่า

กระทรวงพลังงานรายงานว่า ในช่วงบ่ายวันที่ 2 เมษายน 2567 จะมีการประชุมเพื่อหาในเรื่องมาตรการที่จะออกมารองรับ

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการนำงบกลางในการเข้าไปอุ้มราคาน้ำมันดีเซลหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รอที่ประชุมช่วงบ่ายก่อน ซึ่งคาดว่ามีหลาย ๆ มาตรการออกมา ที่จะต้องใช้เป็นมาตรการร่วม ขอให้มีการประชุมก่อนแล้วจะแจ้งให้ทราบอีกที

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2567 นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้หารือถึงสถานการณ์ ราคาน้ำมันดีเซล ขายปลีก ในประเทศ ที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประกาศอัตราชดเชย

ซึ่งที่ประชุม กบน.เห็นชอบให้ปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันฯ ประเภทน้ำมันดีเซลเพื่อให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศเกิน 30 บาท/ลิตรได้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 เป็นต้นไป

ขณะที่เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2567 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คลังพร้อมพิจารณาขยายเวลามาตรการปรับลดอัตราภาษีสรรพาสามิตน้ำมันดีเซล 1 บาท/ลิตร ที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 19 เม.ย.67 เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนให้แก่ประชาชน และภาคธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจยังชะลอตัว โดยยอมรับว่าการต่ออายุมาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้มากถึง 2,000 ล้านบาท/เดือน

ทั้งนี้ ผลจากมาตรการปรับลดภาษีสรรพาสามิตน้ำมันดีเซล รวมทั้งน้ำมันเบนซิน ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลง มีหนี้เฉลี่ยเดือนละ 2,000 ล้านบาท รวม 3 เดือน มีหนี้ 6,000 ล้านบาท และส่งผลให้ช่วง 4 เดือนแรกปีงบประมาณ 2567 (ต.ค.66-ม.ค.67) รัฐบาทจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า 8.8 พันล้านบาท หรือ 1.1%

สำหรับฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 25 มี.ค.67 มีสินทรัพย์รวม 27,809 ล้านบาท หนี้สิน 126,029 ล้านบาท ฐานะสุทธิติดลบ 98,220 ล้านบาท แบ่งเป็น ติดลบจากบัญชีน้ำมัน 51,136 ล้านบาท และบัญชีแก๊สหุงต้ม (แอลพีจี) 47,084 ล้านบาท

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :