นายกฯ แสดงวิสัยทัศน์ Thailand Tourism 2025 ตั้งเป้ารายได้ท่องเที่ยวแตะ 3.5 ล้านลบ.

340

นายกฯ แสดงวิสัยทัศน์ Thailand Tourism 2025 ตั้งเป้ารายได้ท่องเที่ยวแตะ 3.5 ล้านลบ. เผย 3-6 เดือนต่อจากนี้ จะมี World event ทยอยเข้ามาเปิดตัวในไทยอย่างต่อเนื่อง

 

วันที่ 2 เมษายน 2567 เวลา 14.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงวิสัยทัศน์ Thailand Tourism 2025 โดยมีตอนหนึ่งว่า การเป็นศูนย์กลางทางการท่องเที่ยวของภูมิภาค หรือ Tourism Hub ถือเป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ประเทศไทยที่รัฐบาลมุ่งนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองในทุกมิติ

โดยในปี 2567 รัฐบาลตั้งเป้าหมายรายได้ทางการท่องเที่ยว 3.5 ล้านล้านบาท และจะเพิ่มมากขึ้นในปีต่อ ๆ ไป ด้วย 5 กลยุทธ์สำคัญ การยกระดับ Experience ของการท่องเที่ยวไทยในทุก Touchpoint การโปรโมท Soft Power ด้วยเรื่องราว (Story) ที่ดึงดูดใจผ่านการนำเสนอ 5 Must Do in Thailand

รวมถึงการกระจายการท่องเที่ยวเชื่อมสู่เมืองใกล้เคียงที่เป็นเมืองน่าเที่ยว หรือ Hidden Gems การพัฒนาการท่องเที่ยวทั้งภูมิภาค CLMV โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง และการเป็นศูนย์กลาง Event ระดับโลกตลอดทั้งปี

พร้อมให้ความสำคัญกับคุณภาพทางการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับปริมาณจำนวนนักท่องเที่ยว และการร่วมมือบูรณาการทำงานกันของทุกฝ่าย จะทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างและกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต้องการมาเยือน

นายกฯ ย้ำรัฐบาลให้ความสำคัญและผลักดันส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ขอฝากให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ทุกหน่วยงาน รวมถึงภาคประชาชนร่วมกันเป็นเจ้าภาพที่ดี ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยความอบอุ่นและมิตรภาพที่ดี ให้นักท่องเที่ยวรู้สึกประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินทางมาถึงประเทศไทย จนถึงก้าวสุดท้ายที่เดินทางออกจากประเทศไทย

โดยในปี 2567 ประเทศไทยจะจัดงานใหญ่คืองาน “เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ 2567 หรือมหาสงกรานต์ World Water Festival 2024” ซึ่งจะเป็นการจัดงานระดับ World-class event ในประเทศไทย ขอให้ทุกคนร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานครั้งนี้ ให้เป็นการเริ่มต้นปีแห่งการท่องเที่ยวได้อย่างยิ่งใหญ่ และเชื่อว่าอีกประมาณ 3 – 6 เดือนข้างหน้านี้ จะมี World event ทยอยเข้ามาเปิดตัวในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ด้านนางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 1 เมษายน 2567 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ 9.4 ล้านคน ขยายตัว 42% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566

ด้วยกลยุทธ์ต่าง ๆ จะช่วยจุดพลังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย “IGNITE TOURISM THAILAND” สู่ Tourism Hub ให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากขึ้น พำนักในประเทศไทยนานขึ้น และใช้จ่ายมากขึ้น ให้ประเทศไทยเป็นที่หนึ่งของการท่องเที่ยว ด้วยความร่วมมือร่วมใจจากคนไทยทุกภาคส่วน

ซึ่ง 5 กลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยจุดพลังขับเคลื่อนการท่องเที่ยว ได้แก่ การยกระดับประสบการณ์จะโปรโมทการท่องเที่ยวไทยในทุกมิติ และสร้างความประทับใจตลอด Customer Journey ด้วยการสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยก่อนการเดินทาง (Before Trip) ให้ข้อมูลครบถ้วนหลากหลาย ทำโปรโมชันกับพันธมิตรให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงได้ในทุกมิติ

และระหว่างการเดินทาง (During Trip) จะให้ข้อมูลสำคัญกับนักท่องเที่ยวตั้งแต่บนเครื่องบิน เพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการในสนามบิน และสร้างความประทับใจด้วยมัคคุเทศก์ และผู้นำเที่ยวที่มีมาตรฐาน ความพร้อมผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทุกสถานที่

ตลอดจนสร้างความน่าสนใจของเส้นทางการท่องเที่ยวภายในประเทศ ให้ความสำคัญเรื่องความสะอาดและพร้อมรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มโดยเฉพาะผู้พิการและผู้สูงอายุ (Tourism for All) และสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมงด้วย 1155 Call Center

ซึ่งจะเป็น one-stop service เชื่อมต่อตำรวจท้องที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยกระดับ UCEP (Universal Coverage for Emergency Patients) ในการคุ้มครองผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตให้ครอบคลุมนักท่องเที่ยว

โดยภายในระยะเวลา 3 เดือน จะอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวไม่ต้องรอคิวนานที่สนามบิน ยกระดับมาตรฐานโรงแรมทั่วประเทศพร้อมโปรโมชันที่พัก เปิดมาตรการ Free Visa ให้หลากหลายประเทศ ยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และดูแลความสะอาดห้องน้ำสาธารณะ

และภายในระยะเวลา 6 เดือนจะปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ การกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม กฎหมายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การจัดเก็บภาษีนำเข้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมระดับโลกให้แล้วเสร็จ และอำนวยความสะดวกให้มี VAT Refund ในหลายจุด

ทั้งนี้ 5 สิ่งที่ต้องทำ คือ ชูเอกลักษณ์ไทย หรือ เสน่ห์ไทย ด้วยการนำเสนอเรื่องราวและเพิ่มมูลค่าด้วยการนำจุดแข็งทางธรรมชาติและวัฒนธรรมมาเป็นจุดขาย ได้แก่ Must Beat มวยไทย เปิดประสบการณ์แม่ไม้มวยไทย 4 ภาค และต่อยอดมวยไทยสู่การออกกำลังกายแบบ Cardio ในฟิตเนส Must Eat อาหารไทย ต่อยอดครัวไทยสู่ครัวโลก

พร้อมนำเสนอ 77 อาหารถิ่น 77 ขนมไทย ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของคนในแต่ละพื้นที่ Must Seek วัฒนธรรมไทย สร้าง Story บนเส้นทางศรัทธาเพื่อดึงดูดความสนใจ

รวมถึงวัฒนธรรมสายมูที่กำลังโด่งดัง Must Buy ผ้าไทย ร่วม Co-branding กับแฟชั่นดีไซเนอร์ระดับโลกให้ผ้าไทยเป็น Fashion Item ที่ทุกคนหลงใหล และ Must See โชว์ไทย นำเสนอทั้งรูปแบบไทยและ Thai Contemporary ให้เป็นที่ประทับใจของคนทั่วโลก

อ่านข่าวอื่น ๆ