ราคาทอง พุ่ง หนุนวอลุ่ม Futures อ้างอิงทองคำเพิ่มขึ้น 2 เดือนติด

135
ราคาทองคำ ราคาทอง

ราคาทอง พุ่ง หนุนวอลุ่ม Futures อ้างอิงทองคำเพิ่มขึ้น 2 เดือนติด บล.บัวหลวง มองราคาทองคำปี 67 แตะ 2,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ รับอานิสงส์เฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย 3 ครั้งปีนี้ และสถานการณ์ตะวันออกกลางไม่มีท่าทีจบในเร็ว ๆ นี้

นายบรรณรงค์ พิชญากร กรรมการผู้จัดการอาวุโส กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2567 ถือเป็นปีที่ดีสำหรับทองคำ

โดยนับตั้งแต่ต้นปี จนถึงวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้น จาก 2,062.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ สู่ระดับ 2,249.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ปรับเพิ่มขึ้น 9.1% และขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล( All Time High) ที่ระดับ 2,265.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ในวันที่ 1 เม.ย. คิดเป็นผลตอบแทนถึง 9.8%

โดยได้รับปัจจัยบวกมาจากการส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยของประธานเฟด รวมถึงความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางหลังอิสราเอลเดินหน้าโจมตีฮามาสต่อเนื่อง

จากราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น หนุนให้นักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรใน Futures เพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านปริมาณซื้อขาย Futures อ้างอิงทองคำของหลักทรัพย์บัวหลวง ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2 เดือนติด

โดยเดือนม.ค. 2567 เพิ่มขึ้น 2.5% และเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่ปริมาณซื้อขายรวมของตลาดในเดือนม.ค. 2567 เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แต่เดือนก.พ. 2567 ปรับตัวลดลง 14.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดย Gold Online Futures

สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าที่มีสินค้าอ้างอิงเป็นทองคำแท่งค่าความบริสุทธิ์ 99.5% เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมตอบโจทย์การเก็งกำไรจากราคาทองคำในตลาดโลกโดยตรง สะท้อนด้วยปริมาณซื้อขายของบริษัทในเดือนก.พ. ที่เพิ่มขึ้น 9.4% แม้ว่าปริมาณซื้อขายของตลาดจะลดลง 14.6%

สำหรับ แนวโน้มราคาทองคำ ในช่วงที่เหลือของปี 67 ทีมวิจัยหลักทรัพย์บัวหลวง มีมุมมองเป็นบวก แม้จะมีแรงขายทำกำไรออกมาบ้าง โดยมองเป้าหมายราคาทองคำที่ระดับ 2,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ มี Upside ราว 2.2% นับจากราคาปิดวันที่ 1 เม.ย. 67 โดยมีปัจจัยหลักสนับสนุน

1. มีแนวโน้มที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยในปี 2567 คาดจะเริ่มเห็นการปรับลดครั้งแรกในช่วงกลางปี และจะปรับลดต่อเนื่องถึง 3 ครั้ง สู่ระดับ 4.50-4.75% จากปัจจุบันดอกเบี้ยอยู่ที่ 5.25-5.50%

2. ธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวโน้มเข้าซื้อทองคำต่อเนื่องในปี 2567 ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้เพิ่มการถือครองทองคำอย่างมีนัยสำคัญ ปี 2565 ซื้อ 1,082 ตัน และปี 2566 ซื้อ 1,037 ตัน โดยจีนมีปริมาณทองคำสำรองเพิ่มขึ้น 15% จาก 1,948 ตัน เป็น 2,235 ตัน ขณะที่อินเดียมีปริมาณทองคำสำรองเพิ่มขึ้น 6.6% จาก 754 ตัน เป็น 804 ตัน

3. ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัจจุบันสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความรุนแรง และไม่มีทีท่าจบในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้อย่างดี

4. การเลือกตั้งเดือนพ.ย. 2567 ของสหรัฐฯ หาก “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้รับการเลือกกลับเข้ามาเป็นประธานาธิบดี อาจเกิดความไม่แน่นอนของนโยบายด้านต่าง ๆ รวมทั้งด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยเฉพาะกับจีนมีโอกาสทำให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำเพื่อป้องกันความไม่แน่นอนที่มีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคต

5. เศรษฐกิจในเอเชียที่ฟื้นตัวอาจหนุนความต้องการบริโภคจิวเวลรี่และการบริโภคในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 55.4% ของความต้องการทองคำทั้งหมดในปี 2566

ทั้งนี้ราคาทองคำที่มีแนวโน้มเป็นขาขึ้น แนะนำนักลงทุนสร้างโอกาสเก็งกำไรในทองคำ ผ่านสินค้า Futures ที่อ้างอิงทองคำตลาดโลก ประเภท Gold Online Futures ซึ่งอ้างอิงทองคำแท่งที่มีความบริสุทธิ์ 99.5% และซื้อขายกันด้วยสกุลดอลลาร์สหรัฐต่อน้ำหนักทองคำ 1 ทรอยออนซ์เช่นเดียวกับราคาทองคำในตลาดโลก ไม่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ง่ายและสะดวกต่อการซื้อขาย

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเก็งกำไรจากความผันผวนของราคาทองคำโลกโดยตรง และไม่ต้องการรับมอบหรือส่งมอบทองคำจริง

ข้อดีของการเทรด Futures ที่อ้างอิงทองคำใน TFEX คือ สามารถสร้างผลตอบแทนได้ทั้งในภาวะราคาทองเป็นขาขึ้นและขาลง รวมถึงใช้เงินวางหลักประกันน้อยกว่าการซื้อขายทองคำจริง ๆ หรือที่เรียกว่า Leverage เช่น เทรด Gold Online Futures 1 สัญญา ใช้เงินวางหลักประกัน 23,975 บาท (ข้อมูลหลักประกัน ณ วันที่ 1 เม.ย. 67) เมื่อเทียบกับมูลค่าสัญญาราว 674,970 บาท คิดเป็น Leverage 28.2 เท่า

นอกจากนี้ยังสามารถเข้าถึงการเทรดทองคำในตลาดโลกได้ง่าย ๆ ไม่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนเป็นเงินดอลลาร์ในการเทรด รวมทั้งคิดกำไรขาดทุนเป็นเงินบาท อีกทั้งมีกฎหมายรองรับ

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :