นายกฯ มั่นใจเกิด “สึนามิการลงทุน” ในอีก 2 ปีข้างหน้า

68
สึนามิการลงทุน

นายกฯ มั่นใจเกิด “สึนามิการลงทุน” ในอีก 2 ปีข้างหน้า ย้ำรัฐบาลพยายามเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ไม่อยากเห็นฝ่ายค้านเป็นแมลงหวี่ ค่อยจ้องเล่นแต่การเมือง

วันที่ 3 เมษายน 2567 เวลา 15.30 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 1 ครั้งที่ 32 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 152

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงกรณีการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติว่า เรื่องการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ทุกครั้งที่เดินทางออกไปต่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสและสร้างการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งตนเองมั่นใจว่าผลของการกระตุ้นทางเศรษฐกิจจะตามมา ไม่มีหรอกนายกฯ ที่บินเหมือนแมลงวัน

ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากเห็นฝ่ายค้านเป็นแมลงหวี่ ซึ่งคอยจะจ้องเล่นแต่การเมือง ทั้งที่รัฐบาลกำลังพยายามเดินหน้าอย่างเต็มที่ ขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ เพื่อเป็นประโยชน์แก่พี่น้องประชาชน

ส่วนในเรื่องของการทุจริตคอรัปชัน รัฐบาลมั่นใจว่าไม่มีเรื่องดังกล่าว ถ้ามีก็อย่างที่ทางท่านสมาชิกชี้แจงว่าให้นำข้อมูล นำหลักฐานมา ยินดีที่จะโต้แย้งให้ความกระจ่างได้ ยืนยันรัฐบาลพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเรื่องของการลงทุน ได้ให้ประธานผู้แทนการค้าไทยและเลขาธิการบีโอไอ ชี้แจงผลสำเร็จอย่างชัดเจนไปแล้ว โดยการติดตามงานต่อไป มีท่านทูตและคณะทำงานของแต่ละประเทศที่ได้เดินทางไปเยี่ยมเยือน ตามงานและมีการพูดคุยอย่างต่อเนื่อง

นายกฯ กล่าวต่อไปว่า เรื่องของการดึงดูดการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่ว่าเอาแค่ธุรกิจที่เข้ามาเพียงอย่างเดียว หรือนำเอาเม็ดเงินมาเพียงอย่างเดียว หลาย ๆ อย่างที่รัฐบาลเห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญ เช่น การอัพสกิล รีสกิล การเทรนบัณฑิตเพิ่งจบใหม่ และวิศวกรที่ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับอุตสาหกรรมที่มีผลกำไรสูง อุตสาหกรรมไฮเทค ต้องมีการนำเรื่องดังกล่าวใส่เข้าไปภายในข้อตกลงในการที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศของเรา เพื่อให้พี่น้องของเราได้รับการเทรน หรือการฝึกงานที่เหมาะสม ทำให้ก้าวสู่โลกที่มีรายได้สูงขึ้นและมีกำไรสูงขึ้นด้วย

นายกฯ ระบุเรื่องที่กล่าวว่ายังไม่เห็นเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในตลาดจริง ๆ ถ้าหากทำงานจริง ๆ ก็จะรู้ว่าการจะลงทุนในมูลค่า 500,000 ล้านหรือล้านล้าน ตนเชื่อว่าในระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา แน่นอนว่ารัฐบาลที่ผ่านมานั้นได้ทำไว้บ้างแล้ว รัฐบาลได้สานต่อในเรื่องดังกล่าว

ตัวอย่างเช่น บริษัท AWS ได้มีการลงทุนแล้ว ในส่วนของรัฐบาล ได้มีการติดต่อ Google และ Microsoft ซึ่งการจะลงทุนจำนวนแสนล้าน ต้องขอความกรุณานิดหนึ่งว่าต้องใช้เวลา ซึ่งรัฐบาลมั่นใจว่าสัญญาณที่เราเห็นมาเป็นบวกบวก

นายกฯ กล่าวว่า ตัวเลขที่ชัดเจนใน Q4 ตั้งแต่ที่ตนเข้ามารับตำแหน่งนายกฯ ได้มีการเดินทางโปรโมทประเทศ มีประเทศที่มีการแสดงเจตจำนงในการเข้ามาลงทุนประเทศไทย มีเม็ดเงินเพิ่มมากขึ้น 2.5 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงปีก่อน ซึ่งส่วนนี้เป็นตัวเลขที่ชัดเจนพิสูจน์ได้ ตัวเลขเงินลงทุน 558,000 ล้านบาทที่สมาชิกฯ มีความสงสัย เป็นตัวเลขที่ยื่นแผนเข้ามาแล้ว แต่เป็นตัวเลขที่จริง และยังมีอีกหลายบริษัทที่กำลังเข้ามาพูดคุย มีการพูดถึงตัวเลขที่จริง ไม่ใช่แค่เป็นตัวเลขที่จับต้องไม่ได้ ขอให้อดใจ

เพราะเชื่อว่าอีกระยะเวลาถึง 2 ปีข้างหน้า เราจะเห็นเงินลงทุนเข้ามาในประเทศไทยอย่างมหาศาล ขอใช้คำเรียกว่า “สึนามิแห่งการลงทุน” ขอให้มั่นใจ เพราะว่าตนเองมั่นใจ

ซึ่งการที่บอกว่านายกฯ ไปขายการลงทุนในประเทศไทยให้กับนักลงทุนต่างประเทศ และบอกว่าประเทศวิกฤตนั้น ตนคิดว่าเรื่องที่รัฐบาลไปโฆษณาประเทศกับเรื่องที่เศรษฐกิจวิกฤตนั้นเป็นคนละเรื่องกัน เรื่องวิกฤตหรือไม่วิกฤตนั้น เป็นเรื่องของการโต้เถียงกัน

แต่ว่าเรื่องหนึ่งที่เราไม่ต้องโต้เถียงกันไปคือเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตนเองมั่นใจว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยจะต้องเกิดขึ้นแล้ว และเชื่อว่ามาถูกทางแล้ว หากเรายังไม่คุ้นเคยการทำธุรกิจ เราออกไปเชิญใครเข้ามาลงทุน เราต้องทำให้เขารู้ก่อนว่าประเทศไทยมีศักยภาพ ถ้าหากเราไม่ออกไป นักลงทุนจะทราบอย่างไรว่ามีความพร้อมในทุกมิติ

เรามีสิ่งดีที่ซ่อนเร้นอยู่เยอะ ไม่ว่าจะเป็นประชากรที่มีคุณภาพ พลังงานสะอาด เรามีศักยภาพสูงมาก ความสามารถในการเป็นศูนย์การค้า การบิน และอาหาร ด้านการท่องเที่ยว รวมถึงค่าครองชีพที่เหมาะสม เป็นที่แน่นอนว่าถ้าหากมีการย้ายฐานการผลิตเข้ามา สิ่งที่ต้องเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนนานาชาติ หรือโรงพยาบาลระดับโลก เราก็มีอยู่เยอะ ทำให้เขาสามารถสบายใจที่จะเข้ามาในประเทศไทยได้

“สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดก็คือจุดยืนทางการต่างประเทศของเราที่มีความเป็นกลาง ทำให้หลาย ๆ ประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อินเดีย และไต้หวันมีความสบายใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ตรงส่วนนี้ผมมั่นใจ

ถ้าหากว่าท่านไม่เชื่อผม ขอให้เชื่อในศักยภาพของประเทศ ที่ผมได้กล่าวไว้ในข้างต้นแล้ว อย่างที่ท่านสมาชิกฯ ได้เห็นว่าในสภาวะปัจจุบันศักยภาพที่เรายังมีช่องว่างอยู่เยอะมาก การที่รัฐบาลออกไปพูดคุย ออกไปนำหน่วยงานรัฐไปเชื้อเชิญให้มีการเข้ามาลงทุนถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ

ที่ท่านสมาชิกฯ กล่าวมาว่ารัฐมนตรีกระทรวงการคลังเป็นรัฐมนตรีที่โลกเซ็ง ผมเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องจริง เพราะว่าการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ผมมั่นใจว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่แก้โจทย์ให้กับพี่น้องประชาชน

และขอฝากทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า อย่าเป็นฝ่ายค้านที่ทำให้โลกงง ว่าวันหนึ่งเป็นฝ่ายค้านและอีกวันหนึ่งจะขอเข้าร่วมรัฐบาล กลัวว่าพี่น้องประชาชนจะงง” นายกฯ กล่าว