ที่ทำงานเป็นพิษ “ลิขิตโรคภัย”

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่าน มีใครที่รู้สึกว่ามาที่ทำงานเหมือนออกรบบ้างคะ ช่วงนี้หมอเจอคนไข้ที่ป่วยจากหัวหน้างานเป็นระยะ เช่น ผื่นขึ้นไม่ทราบสาเหตุ ใช้ยาควบคุมอาการมานานแต่ไม่หายสักที แต่กำเริบทุกทีเมื่อต้องเผชิญหน้ากับหัวหน้าที่ไม่ชอบ อีกเคส ปวดแผงคอมากเมื่อหัวหน้าส่งไลน์มาสั่งงาน พร้อมทั้งมีหัวใจเต้นเร็วเมื่อคุยกันไม่เข้าใจ ทั้งหมดส่งผลกระทบต่อการทำงาน การใช้ชีวิต และความสัมพันธ์ในครอบครัว

ผลกระทบทางจิตวิทยาของสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษในที่ทำงานมีผลกระทบอย่างกว้างขวางขึ้นทุกวัน หากที่ทำงานไม่เข้าใจหรือเห็นความสำคัญอาจส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อสุขภาพจิต ความพึงพอใจในงาน และประสิทธิภาพโดยรวมของพนักงานในที่ทำงานนั้นๆ จนมีการบรรจุ occupational and social wellness เป็น 25% ของ wellness ที่มาจากปัจจัยภายนอก เพราะถ้าปัจจัยที่ทำงานและสังคมเป็นพิษก็ส่งผลต่อสุขภาพกายใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

“เพราะวัฒนธรรมองค์กรคือบุคลิกภาพของที่ทำงาน” เหมือนเราคบคนๆหนึ่งที่ Toxicและจำเป็นต้องอยู่ด้วยตลอดอีกทั้งต้องพึ่งพิงเงินทุกเดือน เพราะที่ทำงานให้ค่าตอบแทนมากพอ จะต้องทนลำบากใจก็ไม่เป็นไร จนใช้คำว่า ทนๆไป แต่หารู้ไม่ว่าส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจแบบซึมลึกจนบางคนนึกไม่ถึงว่าจะเกี่ยวกันได้อย่างไร

มีงานวิจัยเก็บสถิติบุคลากรการแพทย์ของสหรัฐอเมริกา จากปี 2018 ถึง 2022 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขรายงานว่าสุขภาพจิตแย่ลงเพิ่มขึ้น 1.2 วัน (จาก 3.3 วันเป็น 4.5 วัน) เปอร์เซ็นต์ที่รายงานว่ารู้สึกเหนื่อยหน่ายจากงานบ่อยมาก (11.6% ถึง 19.0%) เพิ่มขึ้น ในปี 2565 และพบว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมีโอกาสเกิดความเหนื่อยหน่ายลดลงหากพวกเขาไว้วางใจฝ่ายบริหาร ได้รับความช่วยเหลือจากหัวหน้างาน มีเวลาเพียงพอที่จะทำงานให้เสร็จ และรู้สึกว่า สถานที่ทำงานของพวกเขาสนับสนุนผลงานที่ทำและพบว่า การคุกคามในที่ทำงานสัมพันธ์กับความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้น อาการซึมเศร้า และความเหนื่อยหน่าย ตามมา

Mental Health, Well-Being, and working condition among US Health worker, 2018 – 2022

โดยอาการแสดงของที่ทำงานเป็นพิษที่พบได้บ่อยคือ

  1. มีความเครียดและความเหนื่อยหน่าย : สภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่เป็นพิษมักเกี่ยวข้องกับความเครียดและความเหนื่อยหน่ายเรื้อรัง พนักงานที่ถูกมองในแง่ลบอย่างต่อเนื่อง มีความคาดหวังที่ไม่สมจริง และขาดความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน มีแนวโน้มที่จะเหนื่อยล้า ความเห็นถากถางดูถูก และการมีส่วนร่วมลดลง
  2. ความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า : หากเพื่อนร่วมงานมีพฤติกรรมที่เป็นพิษ เช่น การกลั่นแกล้ง การคุกคาม การถูกล้อ bully แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่สามารถนำไปสู่ความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้นในหมู่พนักงานได้ ความเครียดทางจิตใจอย่างต่อเนื่องทำให้ความยืดหยุ่นและการรับมือต่อความเครียดของแต่ละบุคคลอ่อนแอลงอาจส่งผลร้ายทางพฤติกรรมตามมา
  3. ความนับถือตนเองและการรับรู้ความสามารถของตนเองต่ำ : สถานที่ทำงานที่เป็นพิษสามารถกัดกร่อนคุณค่าในตนเองและความมั่นใจในตนเองของพนักงานได้ การถูกวิพากษ์วิจารณ์และผลตอบรับเชิงลบอย่างสม่ำเสมอจะลดความภาคภูมิใจในตนเอง ส่งผลต่อการรับรู้ความสามารถของตนเองและความสามารถในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิผล
  4. ความไม่พอใจในงานและความตั้งใจที่จะลาออก: พนักงานที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษมักจะประสบกับความพึงพอใจในงานที่ลดลง การขาดการสนับสนุน การยอมรับ และการปฏิบัติที่เป็นธรรมสามารถนำไปสู่ความตั้งใจในการลาออกที่สูงขึ้น เนื่องจากพนักงานมองหาสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและเหมาะกับตนเอง
  5. ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล: สถานที่ทำงานที่เป็นพิษเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ดี ความไม่ไว้วางใจ การแข่งขัน และความเกลียดชังในหมู่เพื่อนร่วมงานเป็นอุปสรรคต่อการทำงานเป็นทีมและการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยปัจจัยความ TOXIC นี้มาได้จาก

1.ผู้นำ : ความเป็นผู้นำแบบเผด็จการและไม่สนับสนุนก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ การขาดการสื่อสารและคำแนะนำที่ชัดเจนอาจทำให้ความเครียดในที่ทำงานรุนแรงขึ้น เกิดความหวาดระแวงในองค์กร

2.ความคาดหวังที่ไม่ชัดเจน : พนักงานที่ต้องการความช่วยเหลือในการทำความเข้าใจบทบาทและความรับผิดชอบของตน มีแนวโน้มที่จะทำผิดพลาด นำไปสู่ความคับข้องใจและทัศนคติเชิงลบ

3.การแก้ไขข้อขัดแย้งที่ไม่เพียงพอ : ความล้มเหลวในการจัดการกับข้อขัดแย้งจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตร ซึ่งความตึงเครียดที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขจะส่งผลเสียต่อขวัญกำลังใจของพนักงาน

4.ขาดความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน : ความพร้อมใช้งานและการทำงานล่วงเวลาอย่างต่อเนื่องคาดว่าจะส่งผลให้ความเหนื่อยล้าและความเป็นอยู่ที่ดีลดลง

เมื่อพนักงานป่วยองค์กรก็ป่วยตามในที่สุด แนวทางการแก้ไขที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือต้องมาจากนโยบายองค์กร โดย

  1. การพัฒนาความเป็นผู้นำ : การฝึกอบรมผู้นำด้านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ความฉลาดทางอารมณ์ และการแก้ไขข้อขัดแย้งสามารถส่งเสริมวัฒนธรรมในสถานที่ทำงานที่ดีต่อสุขภาพยิ่งขึ้น
  2. การดำเนินนโยบาย : นโยบายต่อต้านการกลั่นแกล้ง การคุกคาม และการแก้ไขข้อขัดแย้งที่ชัดเจนกำหนดขอบเขตและจัดให้มีกลไกในการจัดการกับพฤติกรรมที่เป็นพิษ
  3. โครงการสนับสนุนพนักงาน : การให้สิทธิ์เข้าถึงบริการให้คำปรึกษาและโครงการด้านสุขภาพสามารถช่วยเหลือพนักงานในการรับมือกับความเครียดจากสถานที่ทำงานที่เป็นพิษได้
  4. การส่งเสริมสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน : การสนับสนุนการจัดการงานที่ยืดหยุ่นและการเคารพเวลาส่วนตัวสามารถบรรเทาความเหนื่อยหน่ายและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี พร้อมทั้งพัฒนาแนวทางการก้าวข้ามความเครียดและการจัดการอารมณ์ที่คิดลบ รวมถึงสนับสนุนการดูแลสุขภาพกาย ด้วยการเอื้อสวัสดิการให้ง่ายต่อการเข้าถึง

ด้วยความรักและปรารถนาดี เพื่อให้เกิด WELLNESS FOR ALL สุขภาพดีถ้วนหน้าอย่างแท้จริง

 

พญ.กอบกาญจน์ ชุณหสวัสดิกุล (หมออ้อม)

Head of Business Development VIMUT HOSPITAL HOLDING COMPANY LIMITED ผู้ชำนาญการเวชศาสตร์ป้องกันท มีความชำนาญพิเศษด้าน Nutritional wellness & Integrative medicine กว่า 20 ปี จบการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งได้รับประกาศนียบัตรและการฝึกอบรมด้านอื่นๆ อีกหลายด้าน อาทิ

  • Advance training course in Acupuncture and Traditional Chinese Medicine, China, 2006 The American Board Certified in Nutrition Wellness, (CNW), USA, 2017
  • Training in Anthroposophy Training (IPMT program) from Switzerland, 2010-2019
  • Pressel Massage training, 2014
  • Regenerative medicine: new approach in hormonal treatment Symposium (WOSAAM), 2016
  • Advanced Nutrition for wellness, IFNW, Thailand, 2017
  • Integrative Functional Nutrition/Functional Foods for Chronic Disease Module 2, USA
  • Integrative Functional Nutrition/Functional Foods for Chronic Disease Module 1, USA, 2018
  • Thai Traditional Therapeutic Massage and Thai Traditional Pharmacy Accredited and Certified by The Union of Thai Traditional Medicine Society, Ministry of Public Health